playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว Dangal ปล้ำฝันสนั่นโลก (Netflix)

สรุป

หนังเล่าเรื่องได้อย่างสนุกและน่าติดตาม ฉากต่อสู้ในกีฬามวยปล้ำทำได้ดูสมจริง กว่าฉากต่อสู้ในหนังแอคชั่นหลายๆ เรื่อง ถึงแม้จะไม่มีท่าโลดโผนอะไร แต่ก็ทำให้คนดูลุ้นได้ราวกับเชียร์การแข่งขันจริงๆ ที่สำคัญคือการหยอดเรื่องกติกาการแข่งขันเข้ามาในหนังได้อย่างเนียนๆ และสนุก ทำให้แม้แต่คนไม่รู้จักกีฬานี้ก็สามารถดูและเข้าใจได้ง่าย

Overall
9/10
9/10
Sending
User Review
0 (0 votes)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • เล่าเรื่องได้สนุก มีจังหวะจะโคน
  • นักแสดงเล่นได้ดี สมจริง จนเหมือนดูการแข่งขันมวยปล้ำจริงๆ
  • เพลงประกอบเพราะ และเข้ากับอารมณ์หนังแต่ละช่วง
  • มุมกล้องถ่ายทอดภาพออกมาได้สวย

Cons

  • หนังค่อนข้างยาวเกือบ 3 ชั่วโมง
  • บาบิตา ตอนเด็กน่ารัก แต่ตอนโตไม่สวย

Dangal ปล้ำฝันสนั่นโลก (รับชมได้ผ่าน Netflix คลิกที่นี่) ถ้าหากจะให้พูดถึงหนังกีฬาที่จะพาเราเพลิดเพลินไปกับเกมการแข่งขัน ราวกับว่าหนังที่เรากำลังดูอยู่นั้นคือการแข่งขันกีฬาจริงๆ คงมีเรื่องหนึ่งอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่มีวันลืม นั่นคือเรื่อง Goal! ปี 2005 หนังที่เล่าถึงเด็กหนุ่มผู้รักในกีฬาฟุตบอลอย่างเป็นชีวิตจิตใจ จนเค้าเริ่มได้ไต่เต้าตามความฝันจากฟุตบอลเยาวชน ไปสู่สโมสรใหญ่ และไปถึงระดับโลก ซึ่งใช้เวลาเล่าเรื่องถึง 3 ภาค จากปี 2005 – 2009

ตัวอย่าง Dangal ปล้ำฝันสนั่นโลก

แต่สำหรับ Dangal หรือชื่อไทยว่า “ปล้ำฝันสนั่นโลก” หนังที่มีความยาว 2 ชั่วโมง 40 นาที จะพาคุณไปรู้จักกับกีฬามวยปล้ำอย่างถึงแก่น และร่วมลุ้นไปกับการทำภารกิจพิชิตความฝันของพ่อให้สำเร็จ กับ กีตาและบาบิตา 2 สาวพี่น้องที่เป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนในการตามความฝันของพ่อ ด้วยการเป็นเจ้าของเหรียญทองกีฬามวยปล้ำในระดับนานาชาติให้ได้

รีวิวหนังอินเดีย Dangal ปล้ำฝันสนั่นโลก Netflix
ปล้ำฝันสนั่นโลก Netflix

Aamir Khan ชื่อนี้การันตีหนังดีมีคุณภาพ

Aamir Khan (อาเมียร์ ข่าน) นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 54 ปี ชื่อนี้ที่ถ้าหากคุณมีโอกาสเอาไปค้นหาใน Google แล้วย้อนกลับไปติดตามผลงานภาพยนตร์ของเขาดู คุณจะรู้สึกว่าพระเอกหนุ่มผู้นี้ควรมีฉายาว่า Tom Hanks (ทอม แฮงค์) แห่ง Bollywood  เพราะหนังเกือบทุกเรื่องที่เขาเลือกเล่น ล้วนแต่เป็นหนังดีมีคุณภาพทั้งสิ้น โดยเฉพาะภาพยนตร์ 2 เรื่องอย่าง 3 idiots และ PK หนัง 2 เรื่องนี้ที่เป็นเหมือนประตูเปิดโลกใหม่พาคนไทยจำนวนไม่น้อย ได้ตีตั๋วเปิดประตูไปสู่โลกแห่งภาพยนตร์อินเดีย จนมาถึง Dangal หนังที่เขาเป็นทั้งผู้อำนวยการสร้างและรับบทแสดงนำเอง

ทำไมผมถึงเขียนชื่อชายคนนี้ก่อนที่จะเข้าสู่บทรีวิวหนังและบอกเรื่องย่อ เพราะหากคุณได้ดูคลิปที่ผมแปะไว้ให้ด้านบน คุณจะได้เห็นถึงความจริงจังและความทุ่มเทในอาชีพนักแสดง ของพระเอกหนุ่มวัย 54 ปีผู้นี้ ชายผู้ที่กำลังจะมีผลงานให้แฟนๆ ที่เฝ้าติดตามได้ชมกันในช่วงคริสมาสปี 2020 กับภาพยนตร์ที่ครองใจใครหลายคนมากว่า 25 ปีอย่าง Forrest Gump ที่กำลังจะถูกเล่าใหม่ในแบบฉบับ Bollywood ในชื่อ “Laal Singh Chaddha”

เรื่องย่อ Dangal ปล้ำฝันสนั่นโลก 

หลังจากความฝันที่จะเป็นนักมวยปล้ำระดับชาติของ มหาเวียร์ ซิงห์ โพกัต (รับบทโดย อาเมียร์ ข่าน) ต้องดับลงเพราะขาดการสนับสนุนทั้งจากทางบ้านและรัฐบาลอินเดีย เขาจึงต้องหันหลังให้กับการไล่ตามความฝันนั้น เพื่อทำหน้าที่ในโลกแห่งความเป็นจริง นั่นคือการทำงานหาเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ถึงกระนั้นแรงปรารถนาที่อยากเห็นธงชาติอินเดียปลิวสไวเหนือชาติใดในการแข่งขันกีฬามวยปล้ำยังคงเป็นเรื่องที่กัดกินชีวิตของเขาให้ไร้ความสุขอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ภรรยาของเขาได้ตั้งท้องลูกคนแรก ความฝันของเขาก็ดูเหมือนจะกลับมาเปล่งประกายอีกครั้ง “สิ่งที่ผมเคยทำไม่ได้ ลูกชายของเราจะต้องทำได้” มหาเวียร์ ซิงห์ พูดกับภรรยาของเขาด้วยความเชื่อมั่น แต่นั่นอาจไม่ใช่ความประสงค์ของพระเจ้า เพราะหลังจากท้องแรกที่ได้ลูกสาว ลูกอีกสองคนหลังจากนั้น ที่มหาเวียร์ ซิงห์ มุ่งมั่นตั้งใจทำตามทุกคำแนะนำของคนทั้งหมู่บ้าน ถึงเทคนิคยิงประตูอย่างไรให้ได้ลูกชาย แต่สุดท้ายเทคนิคที่ว่าแน่ๆ ก็ไม่เป็นผลอยู่ดี

และเป็นอีกครั้งที่แสงสว่างแห่งความหวังของ มหาเวียร์ ซิงห์ ต้องดับวูบลง เขาคงไม่มีโอกาสที่จะทำความฝันของเขาให้เป็นจริงได้ เมื่อลูกคนสุดท้องคลอดออกมาเป็นลูกสาว เค้ากลับมาเป็นชายผู้มีใบหน้าเศร้าหมองระทมทุกข์ราวกับต้องแบกโลกไว้ทั้งใบ จนกระทั้งวันหนึ่งเมื่อเขากลับถึงบ้านหลังจากเลิกงาน ภรรยาของเขาออกมารออยู่หน้าบ้านด้วยอาการร้อนรน ทันทีที่พ้นประตูบ้านเข้าไป เขาได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งมารอเขาอยู่ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือเพื่อนบ้านของเขา ที่มาพร้อมกับภรรยาและลูกชายซึ่งหน้าตาสะบักสะบอมทั้งคู่

มหาเวียร์ ซิงห์ เห็นสภาพของเด็กชายทั้งสองถึงกับตกตะลึง จึงตบหัวหลานชายไปหนึ่งที แล้วบอกว่าแกไปทำร้ายเขาทำไม แต่หลานชายและภรรยาของ มหาเวียร์ ซิงห์  พูดขึ้นมาพร้อมกันว่า นี่ไม่ใช่ฝีมือของหลานชาย แต่เป็นฝีมือของ กีตา และ บาบีตา ลูกสาวคนโตและคนรองของเราต่างหาก แต่แทนที่ มหาเวียร์ ซิงห์ จะโกธรและทำโทษลูกสาวทั้งสองของเขา แต่กลายเป็นว่าคบเพลิงแห่งความหวังบนเส้นทางสู่มวยปล้ำระดับชาติของเขาได้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวพ่อผู้ทำได้ทุกอย่าง เพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความฝันของตัวเองอีกต่อไป แต่ยังเพื่อจุดประกายความฝันให้กับคนอินเดียทั้งชาติ

Image result for dangal

บทสรุป Dangal 

Dangal ในภาษาอินเดีย แปลว่า นักมวยปล้ำ หนังเรื่องนี้สร้างมาจากเค้าโครงเรื่องจริงของ มหาเวียร์ ซิงห์ โพกัต และลูกสาวทั้งสอง กีตา และ บาบิตา หนังไม่ได้เพียงเล่าถึงความทุ่มเททุกอย่างในชีวิตเพื่อตามล่าความฝันในการเป็นเจ้าของเหรียญทองกีฬามวยปล้ำมาให้ได้ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและตั้งใจของเหล่านักแสดงทุกคนในเรื่องนี้อีกด้วย ไม่เว้นแม้แต่นักแสดงที่เป็น กีตา และ บาบิตา ในวัยเด็ก ยังรวมไปถึง อาเมียร์ ข่าน ผู้เป็นทั้งนักแสดงและผู้อำนวยการสร้าง ที่ลงทุนทำให้ตัวเองเป็นชายอ้วนลงพุงน้ำหนัก 97 กิโลกรัม ให้กลับมามีซิกแพคอีกครั้งในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถ้าเป็นหนังทั่วไปการ Transform ร่างกายจาก Fat to Fit แบบนี้อาจจะเลือกใช้ Visual Effects หรือใช้เทคนิคในการแต่งตัวเอาซึ่งง่ายและประหยัดเวลากว่าอีกด้วย

Image result for dangal

หนังกีฬาที่ให้คุณค่ามากกว่าการเอาชนะ

หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงหนังที่เล่าถึงความทุ่มเท ความเหนื่อยยาก การเอาชนะอุปสรรค์ เพื่อไปให้ถึงฝั่งฝันของครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง แต่หนังยังสะท้อนการให้กำลังใจพลังหญิงชาวอินเดีย เพศผู้ซึ่งมักจะถูกจัดให้อยู่ระดับล่างของสังคม การมุ่งมั่นสู่ชัยชนะของ กีตา และ บาบิตา ยังเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนของหญิงสาวชาวอินเดียเหล่านั้นอีกด้วย

“ถ้าลูกได้เหรียญเงิน ไม่ช้าก็เร็วลูกจะถูกลืม แต่ถ้าหากได้เหรียญทอง ลูกจะเป็นแบบอย่าง และแบบอย่างจะเป็นที่นึกถึงไม่ใช่ถูกลืม” มหาเวียร์ ซิงห์ โพกัต

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในหนังอินเดีย

ถ้าดูหนังอินเดียแล้วไม่มีเพลงประกอบ ก็เหมือนกินน้ำพริกปลาทู ที่มีน้ำพริกแต่ไม่มีปลาทู ฉันใดฉันนั้น เพลงประกอบในหนังอินเดียจึงเป็นส่วนผสมที่สำคัญในการเล่าเรื่องให้มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับเพลงประกอบทุกเพลงในภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่มีจังหวะจะโคนสอดคล้องไปกับการเล่าเรื่องได้อย่างลงตัว ซึ่งโชคดีที่ Netflix ได้ใส่คำแปลใน Subtitle ภาษาไทยมาให้ด้วย ทำให้เราได้เข้าใจความหมายของบทเพลง ที่กำลังพยายามเล่าเรื่องแบบรวบรัด อันเป็นวิธีการเล่าเรื่องแบบหนึ่งในภาพยนตร์อินเดียที่แยบยล แต่มักถูกคนไทยเอาไปล้อเลียนให้ด้อยค่า ด้วยประโยคที่ว่า ถ้าดูหนังอินเดีย ต้องทนดูฉากวิ่งร้องเพลงอ้อมต้นไม้ ข้ามภูเขา

โปรดักส์ชั่นหายห่วง

เนื้อหากว่าครึ่งเรื่องเล่าผ่าน วิวทิวทัศน์ และภาพชีวิตชนบทในอินเดีย ผ่านมุมกล้องที่สวยงาม และโลเคชั่นของชุมชนที่ค่อนข้างดูสะอาดตา ส่วนเนื้อหาที่เหลือ จะเป็นภาพของสนามแข่งขันกีฬามวยปล้ำ ซึ่งจะพาคุณไปเห็นตั้งแต่สนามแข่งแบบบ้านๆ ไปจนถึงสนามแข่งระดับชาติ ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ใช้ทุนสร้างถึง 78 ล้านบาท หรือราวๆ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เฉพาะรายได้ที่เข้าฉายในประเทศจีนเพียงประเทศเดียว ทำรายได้สูงถึง 216.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเฉพาะการดูผ่านสตรีมมิ่งในประเทศจีน มีคนดูถึง 400 ล้านครั้ง ซึ่งเฉพาะตัวผู้เขียนเองก็ดูไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว

ความประทับใจในตัวละคร

ผมชอบบทของตัวละครหลายตัวในเรื่องนี้ แต่คนที่สำคัญที่สุดที่จะละไว้และไม่พูดถึงไม่ได้ คือบทของพ่ออย่าง มหาเวียร์ ซิงห์ โพกัต ซึ่งเราจะพบเห็นได้ในโลกจริงในชีวิตจริงๆ ได้อย่างไม่ยากนัก สำหรับพ่อแม่ที่พยายามยัดเยียดความฝันของตัวเองใส่มือลูก แล้วบอกเค้าว่าแกต้องทำให้สำเร็จ แกต้องทำให้ได้ เพราะฉันทำไม่ได้แกต้องไปทำแทน

ใช่ในภาพที่คนส่วนใหญ่เห็นมันคือภาพนั้น แต่สำหรับ Dangal เขาต้องการส่งข้อความหนึ่งไปยังเด็กสาวชาวอินเดียทุกคน ผ่านตัวประกอบคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของ กีตา และ บาบีตา เธอได้พูดประโยคหนึ่งในคืนนั้น คืนที่เธอกำลังจะเป็นเจ้าสาวในวัยเพียง 14 ปี ที่กำลังจะเข้าสู่พิธีวิวาห์กับเจ้าบ่าวที่เธอไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เนื้อหาของฉากงานแต่งงานเพียงแค่ 5 นาที ที่มีบทพูดโต้ตอบกันระหว่าง กีตา บาบีตา และเพื่อนของเธอ รวม 2 นาที คือกุญแจที่จะไขเหตุผลทั้งหมดของหนังเรื่องนี้ ว่าทำไมมหาเวียร์ ซิงห์ จึงต้องเข้มงวดกับลูกสาวทั้งสองขนาดนั้น

ถ้ามีโอกาสผมแนะนำให้คุณลองหาภาพยนตร์เรื่อง SAAND KI AANKH 2019 มาดูครับ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงของนักกีฬายิงปืนหญิงชาวอินเดีย เป็นหนังที่จะทำให้คุณเข้าใจและเห็นใจสถานะของผู้หญิงชาวอินเดียได้เป็นอย่างดี และทำไมอินเดียจึงมักจะมีภาพยนตร์ให้กำลังใจผู้หญิงออกมาให้ได้ดูอยู่เรื่อยๆ

ถ้าคุณยังไม่มีหนังกีฬาในดวงใจ ผมแนะนำให้ลองเปิดใจดูสักครั้ง เผื่อว่าบางที ประตูบานใหม่ที่ชื่อว่า Bollywood จะเปิดรับคุณเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่อีกคน จนเมื่อรู้สึกตัวอีกที คุณอาจจะมีหนังอินเดียในดวงใจมากจนจำชื่อไม่ไหวก็ได้

The Devil’s Hour ช่วงเวลาปีศาจ ตี 3.33 นาที ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เกินคาด!