รีวิว Cyberpunk: Edgerunners 2 (Netflix) โฟกัสแตกเรื่องมากไปจนไปไม่ถึงดวงดาวแบบภาคแรก
Cyberpunk: Edgerunners 2
Summary
ภาคต่อที่พยายามทำออกมาแตกต่างจากภาคแรกอย่างมากด้วยการเล่าเรื่อง 4 ตัวละครหลักไปพร้อมกัน ซึ่งถึงตัวปมของเรื่องแต่ละคนจะดูดี แต่การนำมารวมกันโดยกระจายแยกเรื่องราวก่อนเอามารวมกันตอนหลังมันกลับทำให้เนื้อหากระจัดกระจายมาก ดูแล้วการเล่าเรื่องไม่ต่อเนื่องเพราะแต่ละคนก็มีช่วงเวลาของตัวเองที่ต้องมากพอ แต่เรื่องใช้การตัดสลับไปมาจนทำให้ไม่สามารถบิ้วไต่ดราม่าไปจนถึงระดับเดิมในภาคแรกได้เลย ซึ่งก็น่าผิดหวังและก็เข้าใจผู้สร้างด้วยว่าต้องการฉีกแนวให้แตกต่างไปแต่มันทำไม่สำเร็จ ส่วนฉากแอ็กชั่นยังคงติดเรตและเลือดสาดมากมายเหมือนเดิม แต่การรวมเรื่อง 4 ตัวละครเพื่อไปเจอบอสใหญ่ที่มีพลังเทเลไคนีซิสเคลื่อนย้ายวัตถุจักรกลได้ มันก็ไม่เท่ากับการรีดพลังต่อสู้แบบสุดขีดเหมือนภาคแรก ทำให้ฉากแอ็กชั่นมันรุนแรงเลือดสาดก็จริง แต่ก็ไม่ได้สนุกตื่นเต้นเร้าใจแบบเดิมเลย แถมยังอ่อมจบกันแบบง่ายๆ ด้วย แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่ แค่มันไปไม่ถึงจุดที่ภาคแรกไปได้ไกลมากๆ จนเกินคาดนั่นแหละครับ
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- เล่าเรื่องด้วย 4 ตัวเอก
- ฉากแอ็กชั่นรุนแรงติดเรต
- มีพากย์ไทย
Cons
- เนื้อเรื่องแยกกระจายหลายทางมากไป
- ดราม่าบิ้วไปไม่ถึงจุด
- ใส่ตัวละครเด็กมากไปจนดูไม่เข้ากับเรื่อง
Cyberpunk: Edgerunners 2 ซีรีส์แอนิเมชั่น แนวแอ็กชั่นไซไฟ 10 ตอนจบ นี่คือเรื่องราวของ Roman Carax เด็กรักหนังที่หลงใหลการบันทึกชีวิตคนอื่น, Weak Kingsley ตำนาน edgerunner ที่ตกอับและต้องอยู่โดยไม่มีจักรกล, Talia Yang หญิงสาวที่อยากใช้ชีวิตนอกกฎหมายผ่านการดัดแปลงร่าง และ D เน็ตรันเนอร์ตั้งใจผู้ล้างแค้นทุกคนที่ฆ่าพวกพ้องของเขา
รีวิว Cyberpunk: Edgerunners 2
หลังจากซีซั่นแรกได้รับความนิยมแบบถล่มทลาย การันตีความเทพของเนื้อเรื่องความสัมพันธ์ตัวละครที่ลึกซึ้งกินใจมาก พร้อมกับฉากแอ็กชั่นเลือดสาดและบ้าคลั่งกันสุดๆ ของโลกไซเบอร์พังค์ที่มนุษย์ต่างหลงไหลการต่อเติมจักรกลเข้าไปในร่างกาย จนกลายเป็นอาการวิกลจริตไปในที่สุด ภาคนี้ก็ยังคงเลือกเดินในแนวทางนี้เหมือนเดิม เพียงแต่เปลี่ยนมาเล่าเรื่องใหม่เป็น 4 ตัวละครหลักที่มีสถานะชีวิตความเป็นอยู่แตกต่างไปกันเลย โดยเริ่มจาก Roman Carax เด็กน้อยวัยหนุ่มที่เป็นมนุษย์ 100% แต่ชื่นชอบการถ่ายวิดีโอเป็นชีวิตจิตใจ เขาได้ไปถ่ายพวกมนุษย์จักรกลที่สนใจเข้า และมันก็นำให้เขาไปพบกับ Talia Yang หญิงสาวลูกคุณหนูที่อยากใช้ชีวิตนอกกฎหมายผ่านการดัดแปลงร่าง แม้พ่อแม่จะพยายามห้ามเด็ดขาดแล้วก็ตาม ก่อนจะพบกับ D เน็ตรันเนอร์ที่เข้ามาในเมืองนี้เพื่อตามหาล้างแค้นทุกคนที่ฆ่าพวกพ้องของเขา โดยมี Weak Kingsley ตำนาน edgerunner ที่พึ่งผ่านสภาวะจักกลวิกลจริตมาจนต้องถูกถอดชิ้นส่วนพวกนี้ไป ทั้งหมดได้เข้ามาเกี่ยวพันโดยบังเอิญจากเจตจำนงค์คนละอย่าง ซึ่งเรื่องก็ใช้วิธีการค่อยๆ ทำให้เรื่องราวของแต่ละคนเข้ามารวมกัน โดยมี Roman Carax ที่เป็นคนถ่ายวิดีโอเก็บภาพพวกเขาไว้เป็นศูนย์กลางของเรื่อง
ด้วยความที่ภาคนี้แตกเรื่องราวออกเป็น 4 เรื่องซ้อนกัน ต่างจากภาคแรกที่มุ่งไปที่ตัวเอกคนเดียว มันเลยมีปัญหาการเดินเรื่องที่กระจายหลายทิศทางมาก เราจะได้เห็น Talia Yang กับปมปริศนาว่าทำไมเธอถึงอยากดัดแปลงร่างเองไปเรื่อยๆ ขนาดนี้ โดยมี Weak Kingsley เข้ามาพยายามช่วยเธอจากคำขอของแม่ Talia ที่เป็นอดีตแฟนเก่า ซึ่งเรื่องก็เดินหน้าให้ โดยมีเขาเป็นเอดจ์รันเนอร์ที่หมดสภาพทางการต่อสู้ แต่มีความเก๋าจากประสบการณ์เข้ามาทดแทน โดยที่ Talia เองก็ไปเกี่ยวข้องกับ Roman เพราะชื่นชอบในฝีมือการถ่ายวิดีโอของเขาและบังคับให้เด็กน้อยต้องมาถ่ายชีวิตของเธอในร่างจักรกลที่มุ่งหน้าเติมให้เต็มตัวมากขึ้นเรื่อง ซึ่ง Roman ที่เป็นเด็กก็สนใจถ่ายเธอที่มีชีวิตชีวาในร่างนี้ด้วย และเขาก็ยังต้องมาถ่ายทำชีวิตของ D เน็ตรันเนอร์ที่ตามหาคนที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าพวกเพื่อนพี่น้องของเขาหมดแคมป์ โดยมีเรื่องราวของชิปลึกลับที่ใส่แล้วมีพลังเหนือมนุษย์ขึ้นไปอีกเป็นการควบคุมเครื่องจักรกลแบบพลังจิตเทเลไคนีซิสได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับทุกคน ซึ่งทุกเรื่องต่างก็มีดราม่ามีปมลึกๆ ของตัวเองที่ต้องค่อยๆ สะสางเป็นสูตรเดียวกับซีซั่นแรก แต่พอมีถึง 4-5 เรื่องก็เลยพยายามบิ้วยังไงก็ไปไม่ถึง แม้เรื่องของแต่ละคนจะถือว่าเขียนบทมาดีก็ตาม แต่เวลาและการเล่าเรื่องกลับไม่ต่อเนื่อง ยิ่งช่วงท้ายที่เรื่องพยายามบิ้วจุดจบในแบบเดิมคือตัวเอกกลายเป็นตัวร้ายระดับทำลายล้างเมืองได้ แล้วต้องให้ทุกคนช่วยกันหยุด มันเป็นสูตรการเล่าเรื่องสำเร็จรูปที่ดูแล้วเฉยมาก ต่างกับภาคแรกที่น้ำตาซึมได้ทันทีเพราะมีการปูเรื่องมาตลอดซีซั่น แต่ซีซั่นนี้ทำไม่ได้เลยเพราะการวางเรื่องตั้งแต่แรก ซึ่งอาจจะไม่ใช่ความผิดของผู้สร้างนักก็ได้กับการพยายามวางเรื่องราวให้ฉีกแตกต่างไป
ส่วนฉากแอ็กชั่นในเรื่องก็มีความรุนแรงเลือดสาดเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วย ซีรีส์ยังพยายามเค้นหาจุดขายของการเล่าเรื่องที่มีตัวละครที่มีพลังพิเศษแตกต่างออกไป เป็นเหมือนผู้ถูกเลือกจากชิปลึกลับที่มอบพลังให้ผู้ใช้และยังสร้างตัวตนขึ้นมาขึ้นมาควบคุมร่างของผู้ใช้ด้วย โดยอิงกับการถ่ายโอนจิตวิญญาณไปยังร่างใหม่ ซึ่งเรื่องก็เปิดโอกาสให้ D กับ Talia เป็นผู้ที่ใช้ชิปนี้แล้วนำไปสนองสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่ง D คือความแค้นกับบริษัท Arasaka ที่เขาเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นั้น ทำให้เขาไล่ฆ่าพวกคนใน Arasaka ทั้งหมดแล้วโชว์คลิปการฆ่าที่ Ronan ถ่ายและตัดต่อให้จนกลายเป็นฉากไล่ฆ่าโหดๆ ต่อเนื่องไม่เว้นไม่ปราณีใคร ส่วน Talia เด็กสาวที่ต้องการมีชีวิตรอดโดยการเปลี่ยนร่างเป็นจักรกลและได้ชิปนี้มาโดยบังเอิญ โดยมีพ่อของเธอที่อยู่เบื้องหลังการสร้างชิปนี้ขึ้นมาเองด้วย และเมื่อความจริงปรากกฏก็กลายเป็นฉากนองเลือดฉากสุดท้ายที่พยายามเล่นใหญ่โต แต่ว่ามันก็เป็นแนวเทเลไคนีซิสแบบบ้าคลั่ง จับโยนเหวี่ยงสิ่งของเครื่องจักร ไม่ใช่พลังของการรีดประสิทธิภาพร่างกายจักรกลออกมา ความเดือดของเรื่องมันก็เลยเบาลงกว่าภาคแรกที่มีอาวุธแปลกๆ ออกมาดวลเดือดได้ใจกว่ามาก
และการที่เรื่องพยายามโฟกัสไปที่ตัวละครเด็ก โดย Roman เป็นพวกชอบเรโทรโหยหาอดีตของการถ่ายวิดีโอภาพยนตร์ มันเลยดูไม่ค่อยเข้ากับการสร้างโลกที่ล้ำหน้าไปไกลสุดๆ แต่ตัวละครยังมาใช้กล้องถ่ายวิดีโอแบบเก่าคอยเก็บภาพ และพยายามให้ตัวละครอื่นในเรื่องมาชื่นชอบการตัดต่อของเขา มันเป็นอะไรที่ขัดกันจนไม่เข้ากับเรื่องราวมาก และยังมีตัวร้ายเด็กโข่งที่สร้างชิปนี้ขึ้นมาอีก ตัวเรื่องมันยิ่งดูแปลกๆ ที่พยายามจะเอาเด็กเข้ามาสอดแทรกในเรื่องราวของผู้ใหญ่แบบไม่เข้าท่าเลยจริงๆ
สรุป ภาคต่อที่พยายามทำออกมาแตกต่างจากภาคแรกอย่างมากด้วยการเล่าเรื่อง 4 ตัวละครหลักไปพร้อมกัน ซึ่งถึงตัวปมของเรื่องแต่ละคนจะดูดี แต่การนำมารวมกันโดยกระจายแยกเรื่องราวก่อนเอามารวมกันตอนหลังมันกลับทำให้เนื้อหากระจัดกระจายมาก ดูแล้วการเล่าเรื่องไม่ต่อเนื่องเพราะแต่ละคนก็มีช่วงเวลาของตัวเองที่ต้องมากพอ แต่เรื่องใช้การตัดสลับไปมาจนทำให้ไม่สามารถบิ้วไต่ดราม่าไปจนถึงระดับเดิมในภาคแรกได้เลย ซึ่งก็น่าผิดหวังและก็เข้าใจผู้สร้างด้วยว่าต้องการฉีกแนวให้แตกต่างไปแต่มันทำไม่สำเร็จ ส่วนฉากแอ็กชั่นยังคงติดเรตและเลือดสาดมากมายเหมือนเดิม แต่การรวมเรื่อง 4 ตัวละครเพื่อไปเจอบอสใหญ่ที่มีพลังเทเลไคนีซิสเคลื่อนย้ายวัตถุจักรกลได้ มันก็ไม่เท่ากับการรีดพลังต่อสู้แบบสุดขีดเหมือนภาคแรก ทำให้ฉากแอ็กชั่นมันรุนแรงเลือดสาดก็จริง แต่ก็ไม่ได้สนุกตื่นเต้นเร้าใจแบบเดิมเลย แถมยังอ่อมจบกันแบบง่ายๆ ด้วย แต่ซีรีส์เรื่องนี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่ แค่มันไปไม่ถึงจุดที่ภาคแรกไปได้ไกลมากๆ จนเกินคาดนั่นแหละครับ