playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว The Society (Netflix) การเมืองในโลกของวัยรุ่น

The Society Season 1

สรุป

ในด้านไอเดียแม้จะดูไม่ใหม่นักกับการเอาชีวิตรอดของกลุ่มคนในเมืองร้าง แต่ประเด็นต่าง ๆ ในเรื่องก็ทำออกมาได้สนุกทีเดียว ทั้งประเด็นเรื่องระบบการปกครอง และการจำลองชีวิตในสังคมแบบผู้ใหญ่ของกลุ่มวัยรุ่น

Overall
8/10
8/10
Sending
User Review
5 (1 vote)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • เรื่องราวน่าติดตามทุกตัวละคร ไม่เน้นไปที่ตัวใดเป็นพิเศษ
  • ถึงไอเดียอาจจะไม่ใหม่ แต่ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างสนุก

Cons

  • ตอนแรก ๆ ของซีรีส์เนื้อเรื่องไม่ค่อยเดิน และอาจไม่เข้าใจตรรกะของตัวละครว่าจะทำแบบนั้นไปทำไม
  • บางคนอาจไม่ชอบตรงที่จบซีซั่นแล้วแต่ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปมปริศนาที่ทิ้งเอาไว้เลย

ไอเดียในการจับตัวละครกลุ่มหนึ่งไปติดอยู่ในสถานที่หนึ่ง (ซึ่งปกติมักจะเป็นเกาะร้าง) และพยายามเอาชีวิตรอดคงไม่ใช่ไอเดียที่ใหม่นัก ซึ่ง The Society ออริจินัลซีรีส์จากทาง Netflix เองก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องหยิบไอเดียนี้ขึ้นมาทำเช่นกัน แต่ตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้จะไม่ได้ติดเกาะร้างแต่เป็นติดอยู่ในเมืองแทน

 The Society (2019) on IMDb
คะแนนเฉลี่ย IMDB

ตัวอย่าง The Society Season 1

เรื่องราวจะเล่าอยู่ในเมือง West Ham เมื่อโรงเรียนแห่งหนึ่งได้พานักเรียนมัธยมปลาย (High School) ออกไปทัศนศึกษานอกเมือง เนื่องจากในเมืองตอนนั้นกำลังมีกลิ่นเหม็นประหลาดฟุ้งอยู่ทั่วเมืองโดยที่หาสาเหตุไม่ได้ แต่ยังไม่ทันที่การทัศนศึกษาจะเริ่มต้นขึ้นรถบัสก็พานักเรียนทุกคนกลับมาที่เดิมและเรื่องราวทั้งหมดก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อเด็ก ๆ ทุกคนกลับบ้านไปแล้วพบว่าพ่อแม่ คุณครู และชาวเมืองคนอื่น ๆ ได้หายตัวไปกันหมด และพยายามติดต่ออย่างไรก็ไม่ได้ เด็ก ๆ จึงคิดจะออกไปนอกเมืองเพื่อตามคนมาช่วยแต่ก็พบว่าทางออกของเมืองถูกปิดล้อมไปด้วยป่ารกชัฏ

ไอเดียของเรื่องที่ว่าการนำกลุ่มตัวละครมาอยู่ในพื้นที่ปิดและพยายามเอาชีวิตรอดจากทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดอาจฟังดูไม่ใหม่นัก แต่ซีรีส์ The Society ไม่ได้เน้นการเล่าเรื่องไปในทางนั้นสักเท่าไร แต่จะเน้นไปในประเด็นเรื่องระบบการเมืองการปกครองและการเปลี่ยนแปลงของแต่ละตัวละครผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากกว่า ซึ่งหลังจากที่เด็ก ๆ ติดอยู่ในเมืองของตัวเองและไม่มีคำตอบใด ๆ ให้กับคำถามที่ว่าพวกเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พ่อแม่และคนอื่น ๆ ไปไหน แล้วพวกเขาจะกลับบ้านจริง ๆ ของพวกเขาได้อย่างไร พวกเขาก็เริ่มสร้างกฎขึ้นมาเพื่อจัดระเบียบความเป็นอยู่ของทุกคน แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แม้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่จะยอมทำตามกฎแต่ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับและเห็นด้วย เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ได้เท่าเทียมกันตั้งแต่แรก บางคนฐานะดี บางคนฐานะยากจน บางคนไม่มีบ้านให้กลับเพราะบ้านอยู่นอกเมือง สังคมจึงเริ่มมีการเห็นต่างทางความคิดต่อการปกครองของผู้นำมากขึ้นเรื่อย ๆ และเริ่มปะทุเป็นเหตุการณ์ที่มักจะเห็นได้ในเรื่องเล่าแนวเอาชีวิตรอดนี้ เช่น การยึดอำนาจ และการใช้อำนาจของกฎหมู่ กักขัง ฯลฯ

แต่ความน่าสนใจของซีรีส์เรื่องนี้อยู่ที่ซีรีส์ไม่ได้เทน้ำหนักไปว่าใครถูกใครผิด ความคิดของใครดีกว่า เพราะไม่ว่าจะปกครองแบบไหนก็ต้องมีคนได้รับผลลัพธ์ที่ไม่น่าพึงพอใจเสมอ และยังชวนคนดูให้คิดและตั้งคำถามว่าใครกันแน่ที่มีสิทธิจะได้เป็นผู้นำ ในเมื่อทุกคนเห็นต่างและมีเหตุผลของตัวเองกันหมด และเหตุผลของแต่ละคนก็ชวนให้เข้าใจได้เหมือนกัน

ฉากการตัดสินคดี

ในด้านการพัฒนาเรื่องราวนั้นตัวซีรีส์ทำออกมาได้อย่างชัดเจนผ่านการค่อย ๆ เติบโตและเปลี่ยนแปลงของตัวละครแต่ละตัว ทั้งจากสถานการณ์ภายนอกที่ตัวละครทุกตัวต้องใช้ชีวิตแบบผู้ใหญ่จริง ๆ อย่างกะทันหันซึ่งเหมือนเป็นการบีบบังคับให้ตัวละครต้องทำตัวให้โตกว่าวัยอย่างไม่มีทางเลือก และสถานการณ์ที่เกิดจากภายในจิตใจตัวละครที่ต้องตัดสินใจอะไรที่ดูจะเกินตัวไปมาก ซึ่งผลลัพธ์จากการตัดสินใจทุกอย่างนั้นมันทำให้ตัวละครเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ซีรีส์ได้สอดแทรกเอาไว้ระหว่างทางก็คือเรื่องของปัญหาหลาย ๆ ระดับในสังคมผ่านการที่ให้เด็ก ๆ ได้ใช้ชีวิตในสังคมแบบผู้ใหญ่จริง ๆ โดยไม่มีผู้ปกครองคอยดูแล ตั้งแต่เรื่องง่าย ๆ อย่างการทำอาหารที่เด็กบางคนเองก็ไม่มีความรู้เลยจริง ๆ และปัญหาระดับครอบครัว เช่น การใช้ชีวิตแบบคู่แต่งงาน หรือการทำร้ายร่างกายผู้หญิงและความเป็นใหญ่ของผู้ชาย (สามี) ในครอบครัว ไปจนถึงปัญหาระดับสังคมอย่างเรื่องเพศที่สามที่ไม่ถูกยอมรับ การตั้งท้องในวัยเรียนโดยไม่พร้อม หรือการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของกฎหมายในการเอาเปรียบคนอื่น ๆ

เหล่านักแสดง

ในด้านนักแสดงแต่ละคนอาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตานัก แต่ก็มีบางคนที่อาจจะได้เคยเห็นมาบ้าง เช่น แอลลี่ เพรซแมน รับบทโดย Kathryn Newton จากภาพยนตร์เรื่อง Three Billboards Outside Ebbing, Missouri ภาพยนตร์เรื่อง Pokemon Detective Pikachu ทีวีซีรีส์ เรื่อง Big Little Lies และแอลล์ ทอมกินส์ จากภาพยนตร์เรื่อง The Visit

ในซีซั่นแรกนี้จะเน้นหนักไปในเรื่องปูให้ผู้ชมรู้จักตัวละครแต่ละตัว การปะทะทางความคิดในประเด็นเรื่องการปกครอง และการใช้ชีวิตในแบบของผู้ใหญ่จริง ๆ เสียมากกว่า ส่วนในด้านปริศนาเรื่องที่ว่าที่ที่พวกเด็ก ๆ อยู่นั้นคือที่ไหนและมาได้อย่างไร ทุกคนหายไปไหน และวิธีพวกเขาจะกลับไปเมือง ๆ เดิมได้อย่างไรนั้นยังไม่มีการเปิดเผยอะไรออกมามากนัก แต่ตัวซีรีส์ก็ทำออกมาได้ค่อนข้างน่าสนุกและชวนให้ติดตามทีเดียว และข่าวดีสำหรับคนที่ชอบก็คือตัวซีซั่น 2 จะถูกปล่อยให้มาให้ชมกันต่อในปี 2020 นี้เอง

Leave a comment
The Devil’s Hour ช่วงเวลาปีศาจ ตี 3.33 นาที ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เกินคาด!