รีวิว I’m Not Afraid (Netflix) กลุ่มเด็กผจญภัยในโลกที่โหดร้ายจากการกระทำของผู้ใหญ่
I'm Not Afraid
Summary
ถือว่าเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองเด็กที่กำลังอยู่ในโลกอันสวยงามภายใต้อาชญากรรมที่กลุ่มผู้ใหญ่ร่วมกันก่อขึ้น โดยมีเหตุผลเพื่อช่วยพวกเด็กและครอบครัวให้รอด แต่เด็กต่างไม่รู้ถึงเจตนาอันนี้ แล้วก็กลายเป็นเรื่องราวความขัดแย้งของมุมมองที่ต่างกัน ซีรีส์ใช้การเล่าเรื่องราวไม่เป็นไปตามลำดับ แต่มาเชื่อมต่อกันภายหลังได้ดี เพียงแต่ว่าเรื่องมันยังค่อนข้างธรรมดาไป แม้กลุ่มเด็กในเรื่องจะแสดงได้ดี มีความรู้สึกเหมือนดูสเตรนเจอร์ ธิงส์ เวอร์ชั่นโลกจริง แต่สิ่งที่แย่คือซีรีส์พยายามยัดเรื่องราวฟุตบอลโลกมาเยอะเกินไปทั้งเรื่องจนเป็นเหมือนซีรีส์ที่ทำมาเกาะกระแสบอลโลกที่อเมริกามากไป ทั้งๆ ที่เรื่องราวหลักสามารถทำให้มันเข้มข้นมากกว่านี้ได้ถ้าเน้นแค่ตรงนี้เพียวๆ ครับ
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- เรื่องราวมุมมองเด็กต่ออาชญากรรมที่ผู้ใหญ่ก่อ
- นักแสดงเด็กเล่นได้ดี
- มีพากย์ไทย
Cons
- เรื่องราวยังธรรมดาไม่พีคอะไรมาก
- ยัดฟุตบอลโลกมาในเรื่องมากเกินไป
I’m Not Afraid ผมไม่กลัว ซีรีส์เม็กซิโก Original Netflix 6 ตอนจบ แนวดราม่า เรื่องราวของกลุ่มเด็กที่ไปพบเจอการก่ออาชญากรรมอันโหดร้ายของผู้ใหญ่ ที่หวังเพียงช่วยให้เด็กอย่างพวกเขาอยู่รอด
รีวิว I’m Not Afraid
ซีรีส์ดัดแปลงจากนิยายอิตาเลียนชื่อดัง Io non ho paura (I’m Not Scared, 2003) ของ Niccolò Ammaniti ที่เคยถูกทำเป็นหนังมาแล้วในปี 2003 คราวนี้ Netflix ย้ายฉากจากอิตาลียุค 70s มาเป็นหมู่บ้านห่างไกลในรัฐเบรากรุซ ประเทศเม็กซิโก ช่วงฟุตบอลโลกปี 1986 เล่าเรื่องผ่านสายตาเด็กชายวัย 10 ขวบชื่อมิเกล ที่วันหนึ่งขณะเล่นกับเพื่อน ๆบังเอิญพบเด็กชายอีกคนถูกล่ามโซ่อยู่ในบ่อร้าง และต้องเผชิญกับความจริงอันโหดร้ายของโลกผู้ใหญ่เพื่อช่วยเขาออกมาให้ได้
จุดเด่นของซีรีส์คือการใช้ตัวละครเด็กผลักดันเรื่องราวอันแสนบริสุทธิ์ภายใต้โลกอันโหดร้ายของผู้ใหญ่ ซึ่งในเวลานั้นมีเพียงฟุตบอลโลกที่เม็กซิโกกำลังจะเข้ารอบลึกได้ครั้งแรก ซึ่งเหตุการณ์ฟุตบอลโลกนี้เป็นฉากหลังที่เด็กทุกคนร่วมใจกันติดตามตลอดทั้งเรื่อง โดยที่ฝั่งผู้ใหญ่กำลังร่วมกันก่ออาชญากรรมลักพาตัวเด็กชายคนหนึ่งมาเรียกค่าไถ่เพื่อให้ครอบครัวของพวกเขาที่ต้องประสบชะตากรรมร่วมกันได้อยู่รอด ซึ่งกลุ่มเด็กในเรื่องต่างไม่รู้เรื่องราวนี้และไปพบกับเด็กที่ถูกลักพาตัวมาซ่อนไว้ พวกเขาจึงพยายามสืบหาว่าใครคือคนร้ายและพยายามช่วยกันหาทางหนีรอดให้เด็กคนนั้น ซึ่งผู้ชมจะได้รับรู้เรื่องราวของฝั่งเด็กกับผู้ใหญ่ตัดสลับกันตลอดเวลา โดยมีการเล่าเรื่องแบบแฟลชแบ็คย้อนกลับไปมาเพื่อเชื่อมต่อเรื่องที่ไม่ได้ถูกเล่าตามลำดับเวลาให้บรรจบกันในตอน 3 ที่เฉลยทุกอย่างหมด ซึ่งการตัดสลับเล่าเรื่องทำได้ดี แม้แรกๆ อาจจะสับสนอยู่บ้างว่าซีรีส์กำลังเล่าเรื่องราวอะไร จากการทำไร่เกษตรที่มีโรคระบาดกลายมาเป็นการก่ออาชญากรรมลักพาตัวได้ยังไง ซึ่งทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็นความหลงผิดร่วมกันจนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้นมา และคนที่ต้องมารับเคราะห์ก็ไม่ใช่แค่พวกผู้ใหญ่ แต่เด็กทุกคนในเรื่องคือผู้สูญเสียตัวจริงเมื่อรู้ว่าพ่อแม่ของพวกเขาไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่คิด ซึ่งตอนจบของเรื่องก็เป็นไปตามจริง จบแบบดาร์คหดหู่ ซึ่งดีที่เรื่องไม่พยายามบิดให้เรื่องราวดูแฮปปี้เอนดิ้งเกินจริงไปได้
แต่จุดด้อยของเรื่องก็คือเรื่องราวมันค่อนข้างธรรมดาไป แม้จะมีการดึงสร้างอารมณ์ร่วมให้มีตัวร้ายเป็นผู้ใหญ่ใจทรามและตัวรุ่นพี่หัวโจก แต่เรื่องราวที่ถูกเล่าออกมาก็ไม่ได้มีจุดพีคอะไร แม้จะมีฉากที่เหมือนจะพีคอย่างการตัดนิ้วเด็ก แต่เรื่องก็ไม่ได้พาไปให้ถึงความโหดร้ายจริงจังแบบนั้นได้เลย แถมเมนเรื่องหลักที่พยายามวกกลับเข้ามาหาเกมการแข่งขันในฟุตบอลโลกตลอดเวลาจนดูแล้วรู้สึกแปลกๆ เหมือนซีรีส์เรื่องนี้ถูกทำออกมาเพื่อเกาะกระแสบอลโลกมากกว่าจะเป็นซีรีส์ที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวดราม่ารันทดแบบจริงจัง ถึงกลุ่มเด็กในเรื่องจะเล่นได้ดีแล้ว มีความรู้สึกเหมือนเป็นสเตรนเจอร์ ธิงส์ เวอร์ชั่นโลกจริงที่กำลังร่วมทำภารกิจช่วยคนช่วยโลกในความคิดของพวกเขาเอง ท่ามกลางกระแสการเชียร์ให้เม็กซิโกเข้ารอบลึก แต่ก็รู้สึกว่าจะบ้าฟุตบอลอะไรกันขนาดนั้นในเหตุการณ์ที่ต้องช่วยเด็กที่ถูกลักพาตัว มันก็ดูย้อนแย้งกันอยู่แปลกๆ
สรุปโดยรวมถือว่าเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวผ่านมุมมองเด็กที่กำลังอยู่ในโลกอันสวยงามภายใต้อาชญากรรมที่กลุ่มผู้ใหญ่ร่วมกันก่อขึ้น โดยมีเหตุผลเพื่อช่วยพวกเด็กและครอบครัวให้รอด แต่เด็กต่างไม่รู้ถึงเจตนาอันนี้ แล้วก็กลายเป็นเรื่องราวความขัดแย้งของมุมมองที่ต่างกัน ซีรีส์ใช้การเล่าเรื่องราวไม่เป็นไปตามลำดับ แต่มาเชื่อมต่อกันภายหลังได้ดี เพียงแต่ว่าเรื่องมันยังค่อนข้างธรรมดาไป แม้กลุ่มเด็กในเรื่องจะแสดงได้ดี มีความรู้สึกเหมือนดูสเตรนเจอร์ ธิงส์ เวอร์ชั่นโลกจริง แต่สิ่งที่แย่คือซีรีส์พยายามยัดเรื่องราวฟุตบอลโลกมาเยอะเกินไปทั้งเรื่องจนเป็นเหมือนซีรีส์ที่ทำมาเกาะกระแสบอลโลกที่อเมริกามากไป ทั้งๆ ที่เรื่องราวหลักสามารถทำให้มันเข้มข้นมากกว่านี้ได้ถ้าเน้นแค่ตรงนี้เพียวๆ ครับ