รีวิว Gandhari (Netflix) จากแม่ตาบอดตามหาลูกกลายมาเป็นฮีโร่ปราบอธรรมกันดื้อๆ
Gandhari
Summary
นี่คือหนังอินเดียแนวขี้โม้ตั้งแต่แรกเมื่อให้แม่ฝึกวิชาการต่อสู้ด้วยตาที่บอดจนกลายเป็นจาพนมเวอร์ชั่นสายลับนักฆ่าได้ในเดือนเดียว แถมด้วยสัมผัสพิเศษรับรู้เสียงได้แบบน้องๆ แดร์เดวิล มันเลยทำให้คนที่ไม่ซื้อความโม้นี้ก็ต้องผ่านไปเลย แต่ถ้ายอมรับความโม้นี้ได้ตัวหนังก็จะกลายเป็นการดูหนังแอ็กชั่นตลกที่หัวเราะได้เรื่อยๆ กับฉากการต่อสู้ที่นางเอกโดนรุมแล้วหนังพยายามคิดหาทางสู้ให้ได้ด้วยวิชาที่เรียนมาสดๆ นอกจากนั้นหนังยังตั้งใจสร้างเรื่องราวหักมุม 2 ตลบกลางเรื่องกับท้ายเรื่องแบบที่คนดูก็คิดไม่ถึง แต่ไม่ใช่เพราะว่ามันดีอะไร แต่มันคือหักกันดื้อๆ เหมือนพวกซีรีส์สั้นติกต็อกแบบนั้นเลย ซึ่งมันก็ทำให้กลายเป็นความตลกยิ่งขึ้นไปอีก แต่โดยรวมแล้วก็แอบเพลินดีถ้าคุณยอมรับความโม้ของเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกโดยไม่ติดใจอะไรนะครับ
Overall
5/10User Review
( votes)Pros
- แอ็กชั่นโม้ๆ ของตัวเอกที่ตาบอด
- มีพากย์ไทย
Cons
- ความสมเหตุผลไม่มีเลย
Gandhari แม่ผู้ล่าในเงามืด ภาพยนตร์ Original Netflix อินเดีย แนวดราม่าแอ็กชั่น แม่ที่ตาบอดตามหาลูกสาวที่หายตัวไปในเมืองที่เต็มไปด้วยการสมคบคิดจากองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ เธอจึงฝึกการต่อสู้เพื่อมาตามล่าหาลูกสาวด้วยตนเอง
รีวิว Gandhari แม่ผู้ล่าในเงามืด
หนังอินเดียที่ได้ไอเดียมาจากคดีลักพาตัวเด็กที่มีปีละเกือบแสนคน โดยเด็กที่หายส่วนใหญ่คือเด็กผู้หญิงอายุน้อยเพื่อนำไปค้าประเวณีส่งออกต่างประเทศ ตัวหนังจึงเอาเรื่องราวนี้มาเชื่อมโยงเป็นเรื่องราวเมืองศูนย์กลางเด็กหายที่เจ้าหน้าที่กับคนในเมืองสมคบคิดกันเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีมาอยู่ช้านาน และตำรวจทลายมันไม่ได้ จนกระทั่งมีแม่ตาบอดที่ลุกขึ้นสู้ตามหาลูกสาวของตัวเอง
หนังเรื่องนี้ต้องถอดสมองดูกันตั้งแต่แรก เพราะมันโม้สุดๆ ตั้งแต่แรก ด้วยการให้แม่เด็กตาบอดด้วยอุบัติเหตุระหว่างการตามหาลูก ก่อนจะมาพบอาจารย์ผู้ฝึกสอนวิชาการต่อสู้ด้วยตาที่บอด โดยใช้เวลาแค่เดือนเดียวเธอก็มีความเก่งกาจเหมือนพวกตัวเอกหนังแอ็กชั่นดังๆ อย่างจาพนมกันเลย แถมด้วยสัมผัสเสียงมองเห็นทิศทางของศัตรูได้อีกต่างหาก เอาแค่จุดนี้ถ้าผู้ชมไม่ยอมเชื่อตามก็เลิกดูได้เลย เพราะมันทิ้งเหตุผลไปหมดแล้ว ด้วยคำอธิบายว่าคนเป็นแม่คือทำได้ทุกอย่างเพื่อลูก แต่นี่มันคือเหนือมนุษย์กันง่ายๆ ในเวลาสั้นเกินจริงๆ
เอาว่าถ้าถอดสมองดูได้แล้ว ตัวหนังก็ดูสนุกขึ้นมาได้เหมือนกัน เพราะการได้เห็นนางเอกที่อยู่ๆ ก็สู้และฆ่าคนได้เก่งกาจเหมือนพวกสายลับ ทั้งๆ ที่โดนผู้ชายรุมหลายคน มันก็ทำให้หนังมันตลกทุกครั้งที่เห็นการเซ็ตฉากที่ทำให้เธอสู้กับพวกเหล่าร้ายที่มารุมนี้ได้ แต่หนังมันก็ไม่ได้มีฉากแอ็กชั่นเยอะนัก เอาว่าแค่พอให้เธอได้โชว์ฝีมือเป็นระยะๆ มีฉากสู้กับลาสบอสที่คุมองค์กรนี้เหมือนพวกหนังแนวต่อสู้เป๊ะๆ เลย ซึ่งฉากสุดท้ายนี่ตลกสุดๆ กับวิธีการต่อสู้ที่ทำเหมือนดับไฟในห้อง แต่ผู้ชมก็เห็นอยู่ว่าฉากมันมีแสงส่องมาสว่างพอชัดๆ แต่เอาเถอะหนังต้องการให้เชื่อว่าตัวร้ายมองไม่เห็นก็ต้องตามน้ำไปจนสู้ชนะได้นั่นแหละครับ
แต่สิ่งที่ตลกกว่าถึงขั้นหัวเราะฮาได้จริงๆ คือความพยายามหักมุม 360 องศาของหนังอินเดียที่มักติดเอกลักษณ์ว่าเล่าดีๆ ไปไม่ได้ มันต้องมีหักมุมด้วยสิวะถึงเจ๋ง หนังก็เลยสร้างเรื่องราวให้มีตัวร้ายองค์กรอาชญากรรมใหญ่ที่ชาวบ้านที่รู้จักนางเอกต่างเป็นตัวร้ายทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นพล็อตที่ตั้งใจหลอก เพราะตัวหนังจริงๆ ต้องการเอาไว้หักมุมกลางเรื่องหนึ่งช็อต จากนั้นก็มาหักมุมสุดๆ กันอีกช็อตตอนท้าย พร้อมฉากสู้ที่ดูแล้วก็ตลกสุดๆ เมื่อตัวร้ายมันคือคนใกล้ตัวเธอนั่นแหละ โดยยัดเหตุผลมาใส่สมองผู้ชมให้ต้องเชื่อ แต่เชื่อว่าไม่มีใครดูแล้วคล้อยตามได้หรอก แต่ก็ทึ่งกับการคิดฉากหักมุมขนาดนี้ได้เหมือนกันครับ
สรุป นี่คือหนังอินเดียแนวขี้โม้ตั้งแต่แรกเมื่อให้แม่ฝึกวิชาการต่อสู้ด้วยตาที่บอดจนกลายเป็นจาพนมเวอร์ชั่นสายลับนักฆ่าได้ในเดือนเดียว แถมด้วยสัมผัสพิเศษรับรู้เสียงได้แบบน้องๆ แดร์เดวิล มันเลยทำให้คนที่ไม่ซื้อความโม้นี้ก็ต้องผ่านไปเลย แต่ถ้ายอมรับความโม้นี้ได้ตัวหนังก็จะกลายเป็นการดูหนังแอ็กชั่นตลกที่หัวเราะได้เรื่อยๆ กับฉากการต่อสู้ที่นางเอกโดนรุมแล้วหนังพยายามคิดหาทางสู้ให้ได้ด้วยวิชาที่เรียนมาสดๆ นอกจากนั้นหนังยังตั้งใจสร้างเรื่องราวหักมุม 2 ตลบกลางเรื่องกับท้ายเรื่องแบบที่คนดูก็คิดไม่ถึง แต่ไม่ใช่เพราะว่ามันดีอะไร แต่มันคือหักกันดื้อๆ เหมือนพวกซีรีส์สั้นติกต็อกแบบนั้นเลย ซึ่งมันก็ทำให้กลายเป็นความตลกยิ่งขึ้นไปอีก แต่โดยรวมแล้วก็แอบเพลินดีถ้าคุณยอมรับความโม้ของเรื่องนี้ได้ตั้งแต่แรกโดยไม่ติดใจอะไรนะครับ