รีวิว The Runner (Prime) ระทึกเรียลไทม์กับการวิ่งได้แม้เรื่องราวมันจะสูตรสำเร็จก็ตามที
The Runner
Summary
หนังแนวตัวเอกถูกคนร้ายบังคับให้วิ่งแข่งกับเวลาเรียลไทม์เพื่อไปฆ่าคนแทนตัวเอง แน่นอนว่าพล็อตมันทั้งซ้ำและเกร่อมากทำกันมาหลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังทำได้สนุก มีฉากที่ทำได้ตื่นเต้นสมจริงอย่างการวิ่งแข่งกับรถไฟใต้ดินให้ทัน ซึ่งช่วงหลังหนังบีบคั้นและหาทางออกให้ตัวละครสู้กับกฏที่คนร้ายวางไว้ได้ดี และยังสามารถหาทางออกสลัดตัวเองหลุดจากเกมสุดท้ายได้อย่างแนบเนียน ซึ่งจุดนี้เองทำให้หนังยังถือว่าสนุกได้แม้พล็อตมันจะเกร่อๆ แต่จุดด้อยของเรื่องคือตัวนักแสดง Gal Gadot เธอได้แค่สวย แต่ไม่ได้เล่นดีอะไรมาก รวมถึงตัวคนร้ายบทบาทก็ไม่เด่น โดยมาแต่เสียงกับตอนจบนิดเดียวที่เสียเปล่า และการวางดราม่าหักมุมตัวนางเอกกลางเรื่องกลับไม่ได้ถูกสานต่อให้เคลียร์ตอนจบก็แอบน่าเสียที่บทหนังน่าจะปิดปมนี้ได้สวยๆ กว่านี้ครับ
Overall
7/10User Review
( votes)Pros
- แนวแข่งกับเวลาเรียลไทม์
- หาทางออกตอนจบทำได้ดี
- มีพากย์ไทย
Cons
- การแสดงของ Gal ยังไม่ดีมาก
- ตัวร้ายบทบาทไม่เด่น
The Runner ภาพยนตร์ Original Amazon Prime แนวทริลเลอร์ มาเรียนทนายความและแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องวิ่งฝ่าถนนในกรุงลอนดอน หลังลูกชายถูกลักพาตัวและเธอต้องทำตามคำสั่งลึกลับจากคนโทรศัพท์ปริศนา ไม่เช่นนั้นลูกจะต้องตาย
รีวิว The Runner
หนังพล็อตคุ้นเคยแนวแข่งกับเวลาเรียลไทม์ โดยความยาวหนังกระชับมากแค่ 84 นาที และเล่าเรื่องเกือบเท่าเวลาจริงทั้งหมด แต่ไม่ถึงกับตรงจริงเป๊ะๆ นัก โดย Gal Gadot มาแสดงนำในบทแม่เลี้ยงเดี่ยวที่เป็นทนายความถูกคนร้ายลักพาตัวลูกชายให้วิ่งไปจุดที่คนร้ายต้องการเพื่อฆ่าพยานของเธอที่กำลังจะขึ้นให้การวันนี้ ซึ่งตัวพล็อตนั้นแน่นอนว่าไม่สดใหม่ หลายคนก็เอือมด้วยซ้ำกับความจำเจนี้ แต่ทั้งนี้สิ่งที่ตัดสินได้ก็คือการสร้างเหตุการณ์ระทึกในเวลาที่จำกัดว่าหนังทำได้สำเร็จไหม ก็ต้องยอมรับเลยว่าหนังทำได้ดีกว่าที่คิด โดยถึงแม้ช่วงที่โดนบังคับแรกๆ แล้วเจรจาคุยกับคนร้ายระหว่างวิ่งอาจจะดูจำเจไม่มีอะไรมาก เป็นการเล่าดีเทลกฏของคนร้ายว่าห้ามพูดคุยกับคนอื่นและห้ามใช้พาหนะเดินทาง พร้อมกับทำให้เห็นว่าคนร้ายแฮ็กทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนางเอกไว้หมดแล้ว โดยมีโทรศัพท์ที่ใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารผ่านหูฟังนักวิ่งที่เธอสวมอยู่ แต่พอหนังเริ่มจุดติดโดยเฉพาะฉากเหตุการณ์ในรถไฟที่เธอต้องวิ่งให้ทันรถไฟสถานีหน้า หนังทำได้ระทึกและสมกับชื่อเรื่องจริงๆ และหลังจากนั้นหนังก็มีฉากแอ็กชั่นเล็กๆ กับจุดบีบคั้นเรื่องเวลาที่กดดันให้นางเอกต้องตัดสินใจเล่าความลับที่ปิดบังมานานเพื่อต่อรองพลิกเกมกลับมาได้ ซึ่งสิ่งที่ลุ้นสุดของเรื่องคือเธอจะหาทางออกจากจุดสุดท้ายที่ต้องฆ่าพยานของตัวเองได้ยังไง ซึ่งหนังมันเซอร์ไพรส์คนดูได้และหักมุมได้ดีพอและน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน ซึ่งจุดนี้แหละทำให้พล็อตเกร่อๆ แบบนี้ยังดูแล้วสนุกและเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวจนจบได้จริงๆ
แต่จุดอ่อนของเรื่องก็เป็นการแสดงของ Gal เองที่ยังธรรมดาๆ เธอสวยจริง แต่การแสดงให้ผู้ชมอินไปกับเรื่องราวแม่ลูกยังห่างไกล ตัวร้ายในเรื่องก็แทบไม่มีบาทอะไร ทั้งเรื่องมีแค่เสียงกับหน้าบางส่วน ซึ่งไม่รู้จะปิดไปทำไมเพราะถึงตอนจบจะต้องเปิดเผยมันก็ไม่ได้ทำให้มีปัญหา แล้วตัวร้ายเองได้ซีนตอนจบนิดเดียวจนแทบจะเป็นแค่บทสมทบเลยก็ได้ มันต่างกับพวกหนังอย่าง speed ที่คนร้ายมีบทบาทควบคุมเกมเด่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ทำไม่ได้เลย แม้จะวางเรื่องให้มีแผนสองถ้านางเอกทำผิดพลาดให้มีกระเป๋าระเบิดแต่ก็เสียเปล่าไปฟรีๆ ไม่มีไคลแม็กซ์ที่ควรมีแบบหนังใหญ่จริงๆ
และจุดที่หนังควรมีมากกว่านี้ก็คือการเฉลยความลับของนางเอกตอนกลางเรื่อง แต่พอจบเรื่องหนังเลือกจบเรื่องนี้ไปแบบทื่อๆ โดยไม่ทั้งขยายความหรือทำให้ชัดเจนว่าจริงๆ แล้วเรื่องมันเป็นยังไง ทำให้บทที่ปูไว้กลางเรื่องแอบสูญเปล่าไปเฉยๆ ทั้งๆ ที่สามารถกลับมาปิดจบได้สวยกว่านี้ครับ
สรุป หนังแนวตัวเอกถูกคนร้ายบังคับให้วิ่งแข่งกับเวลาเรียลไทม์เพื่อไปฆ่าคนแทนตัวเอง แน่นอนว่าพล็อตมันทั้งซ้ำและเกร่อมากทำกันมาหลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังทำได้สนุก มีฉากที่ทำได้ตื่นเต้นสมจริงอย่างการวิ่งแข่งกับรถไฟใต้ดินให้ทัน ซึ่งช่วงหลังหนังบีบคั้นและหาทางออกให้ตัวละครสู้กับกฏที่คนร้ายวางไว้ได้ดี และยังสามารถหาทางออกสลัดตัวเองหลุดจากเกมสุดท้ายได้อย่างแนบเนียน ซึ่งจุดนี้เองทำให้หนังยังถือว่าสนุกได้แม้พล็อตมันจะเกร่อๆ แต่จุดด้อยของเรื่องคือตัวนักแสดง Gal Gadot เธอได้แค่สวย แต่ไม่ได้เล่นดีอะไรมาก รวมถึงตัวคนร้ายบทบาทก็ไม่เด่น โดยมาแต่เสียงกับตอนจบนิดเดียวที่เสียเปล่า และการวางดราม่าหักมุมตัวนางเอกกลางเรื่องกลับไม่ได้ถูกสานต่อให้เคลียร์ตอนจบก็แอบน่าเสียที่บทหนังน่าจะปิดปมนี้ได้สวยๆ กว่านี้ครับ