ซีรีส์ Carrie (Prime) แครี่เวอร์ชั่นไมค์ ฟลานาแกนที่สยองน้อยสุด แต่ปรับดราม่าร่วมสมัยดี
Carrie
Summary
ติดตามมากมาตลอด ด้วยผลงานสยองขวัญที่แปลกใหม่ทั้งฉากการถ่ายทำและเรื่องราวพร้อมดราม่าลึกซึ้งกินใจ แต่ว่าผลงานบน Prime นี้กลับทำได้ไม่ถึง KPI เดิมนัก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่เส้นเรื่องราวยังต้องคงเดิมทั้งหมด ทำให้ขาดความแปลกใหม่ที่ไมค์ฟลานาแกนมักใส่เข้ามาให้คนดูได้เซอร์ไพรส์ทั้งสยองขวัญตกใจและสะเทือนใจแทบไม่มีเลย งานพรอมสุดท้ายก็ยังแบบเดิมจนดูธรรมดาไปเลย นี่เป็นงานไมค์ฟลานาแกนที่สยองน้อยที่สุดที่ดูมาแล้ว แต่ในส่วนของดราม่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนแม่ที่เลี้ยงมา ซีรีส์ปรับให้เป็นปัจจุบันได้ดีมาก มันดูร่วมสมัยและทำให้คนดูเข้าใจในตัวแม่ของเธอมากขึ้น จนแทบเกลียดไม่ลง แม้แม่จะทำไม่ดีกับแครี่แค่ไหน แต่ก็เพราะรักและห่วงใยกับปัญหาสังคมทุกวันนี้ที่โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยเอามากๆ ตามแบบที่แม่คิดจริงๆ ซึ่งงานดราม่าไมค์ ฟลานาแกนยังเอาอยู่ เรื่องยืดๆ ผู้ชมที่เป็นแฟนก็คงชินกับลายเซ็นต์ผู้กำกับคนนี้ไปแล้วไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ที่น่าเสียดายคือพล็อตที่วางไว้ไปต่อในซีซั่น 2 ให้พลังของแครี่ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว แต่มีองค์กรทั้งตามล่าและทำลายที่ถูกปูไว้สั้นๆ ตอนต้นทุก EP กลับถูกเฉลยออกมานิดเดียวในตอนจบ ให้อารมณ์เดียวกับหนังชุด Unbreakable/Split/Glass ของเอ็ม. ไนท์ ชามาลาน ที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบเดินดินในสังคมมนุษย์ ซึ่งมันก็น่าดูตรงที่นี่เป็นเวอร์ชั่นของ ไมค์ ฟลานาแกน ที่จะได้โอกาสตีความเรื่องราวของตัวเองที่มีเพียงแค่ยืมพลัง “ไชนิ่ง”จากสตีเฟนคิงมาเท่านั้นครับ
Overall
7/10User Review
( votes)Pros
- ผู้สร้าง ไมค์ ฟลานาแกน
- การปรับให้เนื้อหาร่วมสมัย
- ดราม่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนใหญ่โต
- มีพากย์ไทย
Cons
- เส้นเรื่องเดิมหมด
- ฉากสยองน้อยมาก
- ตัวนักแสดงแครี่ยังไม่ค่อยดีพอ
Carrie แครี่ สาวสยอง ซีรีส์ Amazon Prime แนวดราม่าสยองขวัญ 8 ตอนจบซีซั่น 1 เรื่องราวการดัดแปลงจากนิยายของสตีเฟนคิงมาเป็นซีรีส์ ของเด็กสาวพลังจิตที่ถูกครอบครัวเลี้ยงมาอย่างโดดเดี่ยวในบ้าน และพลังจิตนั้นค่อยๆ ตื่นขึ้นจนไประเบิดในงานพรอมที่กลายเป็นหายนะของทั้งเมือง
รีวิว Carrie
ซีรีส์ที่รีเมคมาจากนิยายสตีเฟนคิงที่ถูกทำมาเป็นหนังหลายรอบแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่ก็คงได้เคยดูกันไปแล้ว โดยเฉพาะเวอร์ชั่นของน้องโคลอี้ที่ออกมาหลังสุดปี 2013 การเอากลับมาทำเป็นซีรีส์นี้มันก็ไม่ได้ดึงดูดพอให้มารับชมมากเท่าไหร่เลย เพราะเรื่องมันสั้นกระชับ พล็อตก็ง่ายๆ เด็กสาวที่ถูกกักตัวในบ้านได้ไปโรงเรียนครั้งแรกก็เลยเจอกลั่นแกล้งจนกลายเป็นระเบิดพลังจิตนั้นออกมาฆ่าเพื่อนในโรงเรียน ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ก็ยังเป็นลำดับเรื่องราวแบบนั้นอยู่ทั้งหมด เพียงแค่มีการเพิ่มรายละเอียดมากขึ้นเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ดูน่าสนใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาเลยก็คือ นี่เป็นผลงานเขียนบทของไมค์ ฟลานาแกน ผู้เลื่องชื่อในแนวสยองขวัญมาตั้งแต่ทำหนัง จนมาถึงการไปทำซีรีส์ให้เน็ตฟลิกซ์หลายเรื่องมาก ผู้เขียนเองก็เป็นแฟนผลงานของเขาในระดับที่ชื่นชอบมากว่านี่คือเดอะเบสของคนทำสยองขวัญดราม่าที่กระชากอารมณ์สยองขวัญและยังให้อามรณ์ซึมลึกเรียกน้ำตาออกมาจากคนดูได้อย่างน่าทึ่งมากๆ (ตอน 5 ของซีรีส์มิดไนท์แมสบน Netflix คือที่สุด) การเอาแครี่มาทำใหม่และเป็นครีเอเตอร์เองจึงน่าจะทำให้แครี่ได้อารมณ์ที่สะเทือนใจมากๆ เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
แต่พอดูแล้วกลับรู้สึกผิดหวังขึ้นมาเลย ซีรีส์นี้ทำให้รู้ว่าไมค์ฟลานาแกนควรทำเรื่องราวของตัวเองออกมาจะดีกว่าไปหยิบต้นฉบับของคนอื่นมาใช้ เพราะเส้นเรื่องแครี่ก็ยังคงเป็นแครี่แบบเดิมอยู่ดี ทำให้เขาไม่สามารถไปเขียนบทให้มีฉากดราม่ากับฉากสยองใหม่ๆ ลงไปได้นัก มันทำให้ขาดกลิ่นอายความเป็นผลงานของฟลานาแกนที่มักมีฉากที่ครีเอทแปลกใหม่อย่างที่เคยเป็นผ่านมา อย่างมุมกล้องเรื่องนี้ก็ปกติ ไม่มีลองเทคหรือเล่นท่าหลอกคนดูให้ตกใจนั้นไม่มีเลย เอาจริงๆ คือเรียกว่าสอบตกเลยสำหรับแฟนที่ติดตามผลงานมาตลอด และคาดหวังความว้าวจากเรื่องนี้แทบไม่มีเลยสักนิด แม้กระทั่งฉากงานพรอมเลือดสาดก็ยังเป็นไปตามแบบเดิมๆ แครี่โดนเลือดหมูเทใส่ เลยโกรธระเบิดพลังกระจาย ไฟช็อตไหม้โรงเรียนกับช็อตนักเรียนตายหมู่แบบเดิม ก่อนไปจบที่บ้านแม่ที่พยายามฆ่าเธอ ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรพิเศษหรือทุ่มทุนอลังการอะไรให้เห็นเลยจริงๆ ใครรอฉากแบบนี้ก็เตรียมตัวผิดหวังได้เลย

แต่ถึงยังไงนี่ก็เป็นงานของไมค์ฟลานาแกนที่ยังคงลุ่มลึกในประเด็นดราม่าในเรื่องได้อย่างลึกซึ้ง ถึงฉากสยองจะรูปแบบเดิม แต่เรื่องราวไปขยายดราม่าการโดนกลั่นแกล้งกับแม่ของแครี่ใหม่หมดจรดให้เป็นเวอร์ชั่นยุคปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่แม่ของเธอไม่ใช่พวกเคร่งศาสนาจนดูเหมือนพวกสาวกลัทธิ แต่เป็นคนที่หวาดกลัวปัญหาสังคมในโลกตามสามี โดยพยายามเลี้ยงดูแครี่ขึ้นมาในบ้านให้อ่านแต่ไบเบิล จนกระทั่งสามีเกิดอุบัติเหตุตายไปจึงต้องออกไปทำงานและให้แครี่ได้ไปโรงเรียน โดนกลั่นแกล้งก็ไปพบครูหาทางช่วยแครี่ตลอด แม้จะเป็นในแนวทางแก้เผ็ดเอาคืนแบบเดียวกันอย่างการตั้งแอคเคาท์โซเชียลแฉคนที่กลั่นแกล้งลูก จนทำให้เธอดังกลายเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ กลายเป็นแม่ที่ดูดีกว่าต้นฉบับมาก เรียกว่าบทของแม่ทำให้ผู้ชมที่แรกๆ อาจจะแอบเกลียดก็กลายเป็นเกลียดไม่ลงเลยดีกว่า
เรื่องปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนก็ถูกยกระดับขึ้นมาใหม่เทียบเคียงกับการกราดยิงได้เลย โดยทำให้เห็นว่าโรงเรียนนั้นเป็นพิษขนาดไหนกับเด็กที่ไปเรียน ไม่ใช่แครี่เองที่โดนแกล้ง แต่คนที่แกล้งแครี่เองเอารูปเธอไปตั้งแอคหลุมคอยแฉปั่นป่วนในโรงเรียนทั่วไปหมดจนแม้แต่ครูก็ไม่รอด ซึ่งซีรีส์ตอกย้ำปัญหาทั้งครูกับนักเรียนได้อย่างหดหู่น่ากลัว จนปัญหาที่แครี่โดนแกล้งกลายเป็นเบากว่าไปเลย เพราะสุดท้ายปัญหาที่เริ่มจากการกลั่นแกล้งแครี่ก็ลุกลามกลายเป็นจราจลใหญ่ในที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าซีรีส์จะตัดความน่าสงสารแครี่ออกไปนะ มันยังอยู่ แต่อยู่ในลักษณะจากเด็กถูกรังแกค่อยๆ สู้คืนด้วยพลังจิตเล็กๆ เอาคืนแบบสะใจ จนกลายเป็นเชื้อฟืนที่ไปโหมกระหน่ำทำให้คนในโรงเรียนทั้งหมดมีปัญหาตามไปด้วยนั่นแหละ ซึ่งตัวนักแสดงดูอ่อนแอน่าสงสารจริง เธอเล่นได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้สึกว่ามีเสน่ห์พอให้น่าติดตามนัก (แต่ฉากที่เธอถามถึงคู่อริว่าทำไมแกล้งเธอ ฉากนี้ดีที่สุดในเรื่องแล้ว)
สิ่งที่เรื่องเพิ่มมาและน่าสนใจกว่าก็คือการขยายเรื่องราวไปยังซีซั่น 2 ซีรีส์บอกใบ้ตั้งแต่จบตอนแรกแล้วว่าไม่ได้มีแค่แครี่เพียงคนเดียวที่มีพลังในโลกนี้ แต่มีคนอื่นอีกที่รับรู้พลังของเธอได้และมีเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้หญิง ซีรีส์หยิบเอาเรื่องการที่ผู้หญิงมีพลังในประวัติศาสตร์แล้วพบจุดจบไม่สวยสักราย ไม่ถูกหาว่าเป็นแม่มดก็ถูกใช้เป็นแบบแม่พระ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เคยมีการยอมรับพลังลึกลับนี้จากผู้หญิงเลย ซึ่งถ้าใครตามสตีเฟนคิงก็คงรู้ว่ามันคือพลังที่เรียกว่า “ไชนิ่ง” ที่มีบทบาทไปทุกเรื่อง แต่เรื่องนี้คือการเพิ่มบทเข้าไปใหม่ให้มีกลุ่มลึกลับที่ตามหาคนแบบแครี่มาเป็นพลังของกลุ่มและต้องการทำลายพวกนี้ด้วย เพียงแต่ว่าซีรีส์แทบจะไม่ลงรายละเอียดพวกนี้เลยจนกระทั่งตอนจบสุดท้ายถึงมีเฉลยออกมา แม้ว่าระหว่างทางจะมีตัวละครเพื่อนปริศนาของแครี่ที่ดูก็รู้ว่ามีพลังแน่ๆ แต่เรื่องทั้งหมดนี้ก็ถูกเก็บไว้ไปยัดใส่ในตอนจบเพื่อไว้เผื่อสร้างต่อซีซั่น 2 เท่านั้น ซึ่งก็แอบน่าเสียดายมาก แต่ก็เข้าใจว่าน่าจะต้องการเคารพบทดั้งเดิมของสตีเฟนคิงด้วย ตอนนี้ก็ต้องรอดูอย่างเดียวว่าไมค์ ฟลานาแกนจะได้ทำต่อเป็นแครี่แบบฉบับของตัวเองยังไงครับ
สรุป ติดตามมากมาตลอด ด้วยผลงานสยองขวัญที่แปลกใหม่ทั้งฉากการถ่ายทำและเรื่องราวพร้อมดราม่าลึกซึ้งกินใจ แต่ว่าผลงานบน Prime นี้กลับทำได้ไม่ถึง KPI เดิมนัก โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่เส้นเรื่องราวยังต้องคงเดิมทั้งหมด ทำให้ขาดความแปลกใหม่ที่ไมค์ฟลานาแกนมักใส่เข้ามาให้คนดูได้เซอร์ไพรส์ทั้งสยองขวัญตกใจและสะเทือนใจแทบไม่มีเลย งานพรอมสุดท้ายก็ยังแบบเดิมจนดูธรรมดาไปเลย นี่เป็นงานไมค์ฟลานาแกนที่สยองน้อยที่สุดที่ดูมาแล้ว แต่ในส่วนของดราม่าการกลั่นแกล้งในโรงเรียนแม่ที่เลี้ยงมา ซีรีส์ปรับให้เป็นปัจจุบันได้ดีมาก มันดูร่วมสมัยและทำให้คนดูเข้าใจในตัวแม่ของเธอมากขึ้น จนแทบเกลียดไม่ลง แม้แม่จะทำไม่ดีกับแครี่แค่ไหน แต่ก็เพราะรักและห่วงใยกับปัญหาสังคมทุกวันนี้ที่โรงเรียนกลายเป็นสถานที่ไม่ปลอดภัยเอามากๆ ตามแบบที่แม่คิดจริงๆ ซึ่งงานดราม่าไมค์ ฟลานาแกนยังเอาอยู่ เรื่องยืดๆ ผู้ชมที่เป็นแฟนก็คงชินกับลายเซ็นต์ผู้กำกับคนนี้ไปแล้วไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ที่น่าเสียดายคือพล็อตที่วางไว้ไปต่อในซีซั่น 2 ให้พลังของแครี่ไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว แต่มีองค์กรทั้งตามล่าและทำลายที่ถูกปูไว้สั้นๆ ตอนต้นทุก EP กลับถูกเฉลยออกมานิดเดียวในตอนจบ ให้อารมณ์เดียวกับหนังชุด Unbreakable/Split/Glass ของเอ็ม. ไนท์ ชามาลาน ที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบเดินดินในสังคมมนุษย์ ซึ่งมันก็น่าดูตรงที่นี่เป็นเวอร์ชั่นของ ไมค์ ฟลานาแกน ที่จะได้โอกาสตีความเรื่องราวของตัวเองที่มีเพียงแค่ยืมพลัง “ไชนิ่ง”จากสตีเฟนคิงมาเท่านั้นครับ