รีวิว The Greatest (Prime) ซีรีส์อาลีที่เน้นปัญหาเสรีภาพมากกว่าฉากชกมวยที่เป็นแค่น้ำจิ้ม
The Greatest
Summary
ซีรีส์ชีวประวัติ Muhammad Ali ครั้งแรกที่ได้รับการยินยอมจากครอบครัวของอาลีเอง ทำให้เส้นเรื่องการไปสู่ตำนานแชมป์โลกเฮวี่เวทนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนเสริม แล้วหันไปเน้นเรื่องราวที่แท้จริงของความเชื่อในเรื่องเสรีภาพของตัวอาลีเองที่ตั้งใจพลิกชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กอายุ 12 ซึ่งสิ่งที่ซีรีส์เล่าคือปัญหาคนดำในอเมริกาที่แตกต่างไปเพราะเขาคือฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิคที่ทั้งเมืองจัดขบวนแห่ให้ แต่กลับปฏิบัติกับเขาในอีกแบบเมื่ออยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันที่คนดำก็ยังเป็นคนดำอยู่ดี และที่เจ็บปวดคือแม้แต่พ่อแม่ก็ยังอยู่ในกรอบของคนขาว นั่นทำให้อาลีหันไปนับถือศาสนาอิสลามและซุกซ่อนมันไว้ในยุคแรกเริ่มที่อิสลามเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในอเมริกา ซึ่งซีรีส์เลือกเล่าถึงความลำบากเรื่องนี้ให้เป็นหัวใจของเรื่องที่แท้จริงว่าเขาประกาศชื่ออิสลาม มูฮัมหมัด อาลี ออกมาในสาธารณะได้ยังไงในเมื่อทั้งประเทศนั่นคือคริสต์และร่วมกันบอยคอตเด็กหนุ่มที่แค่เลือกนับถือศาสนาที่ต่างไปแค่นั้น และไม่ใช่แค่อาลีที่โดนเรื่องแบบนี้ แต่ซีรีส์ก็เล่าเรื่องของคู่ชกชิงแชมป์ของอาลีในอีกแง่มุมของคนดำที่โดนเหยียดกระทำเหมือนสัตว์ แม้จะเป็นแชมป์เฉกเช่นเดียวกันกับอาลีที่ได้เหรียญทองมา ดังนั้นนี่คือซีรีส์ที่เป็นยิ่งกว่าการชกมวย และสะท้อนปัญหาที่อาลีที่สู้มาทั้งชีวิตจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ เพียงแต่มันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ชมที่เน้นดูฉากชกมวยจริงจังหรือคนที่แอนตี้อิสลามเท่านั้นครับ
Overall
7.5/10User Review
( votes)Pros
- เรื่องราวชีวประวัติ Muhammad Ali ครั้งแรกที่ได้รับการยินยอมจากครอบครัว
- เจาะลึกเรื่องราวดราม่าชีวิตโดยตรง
- ประเด็นอิสลามหนักหน่วง
- นักแสดงสวมบทบาทเนียนมาก
- มีพากย์ไทย
Cons
- ไม่ใช่ซีรีส์เน้นโชว์การชกมวยโดยตรง
- เป็นแค่ประวัติช่วงสั้นๆ เท่านั้น
The Greatest ยอดคนเหนือแชมป์ ซีรีส์ amazon prime 8 ตอนจบ เรื่องราวของ Muhammad Ali เด็กหนุ่มยอดนักชกในตำนานที่ไม่ได้มีแค่เรื่องราวการชกมวย แต่ยังเป็นเรื่องราวเสรีภาพของคนดำที่ถูกกดขี่มาตั้งแต่เกิดสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น จนแม้เขาได้เหรียญทองโอลิมปิคมาก็ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ได้ ทำให้เขาต้องลุกขึ้นสู้อีกครั้ง แม้กระทั่งพ่อแม่ของเขาเอง
รีวิว The Greatest
แน่นอนว่าทุกคนน่าจะรู้จักอาลียอดนักชกคนนี้กันอยู่แล้วไม่มากก็น้อย แต่การลงลึกถึงชีวประวัติเขาจริงๆ นั้นต่างออกไป เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เรื่องราวชีวิตจริงๆ ของเขาได้รับการอนุญาติจากครอบครัว โดยมี Lonnie Ali ภรรยาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ และได้ Michael B. Jordan เป็นโปรดิวเซอร์บริหาร สร้างโดย Ben Watkins โชว์รันเนอร์ของ Cross มาร่วมกันสร้างตำนานนักมวยหนุ่มผู้เต็มไปด้วยพรสวรรค์นี้ให้เฉิดฉายออกมาในประเด็นที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าการชกมวย ซึ่งนี่คือสิ่งที่เขาต้องสู้จริงๆ ซะยิ่งกว่าการชกเพื่อให้ได้แชมป์มาซะอีก
ซีรีส์ได้นักแสดงที่ผลงานน้อยมากอย่าง Jaalen Best มานำแสดง แต่ด้วยความที่เหมือนอาลีตัวจริงมาก ทำให้เขาก็สวมบทบาทได้สนิทเหมือนตัวจริงฟื้นคืนชีพกลับมาเล่นเรื่องนี้เองเลย โดยเฉพาะการเลียนแบบท่าชกที่ว่องไวดั่งผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง ลีลาการฟุตเวิร์คเหมือนเต้นรำบนเวทีก็ทำได้เหมือนจริงมาก ซึ่งมีเพียงคนเดียวที่ใช้สไตล์นี้ในรุ่นเฮวี่เวทในการชกมวยอาชีพ ซึ่งการสวมบทบาทที่เหมือนตัวจริงมากทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีชัยกันตั้งแต่แรกปล่อยตัวอย่างออกมาให้เห็นเลย เพียงแต่นี่ไม่ใช่ซีรีส์ชกมวยแบบร็อคกี้ที่ต้องมาเน้นการต่อสู้บนสังเวียนเต็มๆ ดังนั้นเรื่องราวการชกมวยที่เห็นนั้นเป็นแค่เส้นเรื่องการไต่เต้าขึ้นสู่แชมป์โลกเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำออกมาได้สนุกแบบพอดีๆ ไม่มากไป แต่ก็ไม่น้อยไป และก็ไม่อวยอาลีจนเกินไปในเรื่องการประกาศน็อคคู่ชกล่วงหน้า เพราะซีรีส์ก็แสดงให้เห็นว่าตัวจริงเบื้องหลังคำคุยโวนั้นมีเหตุผลว่าทำไมเขาทำแบบนั้น และเรื่องก็เล่าถึงชีวิตนักมวยคู่ชกรอบชิง ซอนนี่ ลิสตัน ที่เป็นนักโทษแล้วถุกปลุกปั้นโดยแก๊งอาชญากรในวงการมวยขึ้นมาเทียบกับอาลี โดยมีบทบาทสำคัญกับเรื่องราวเหตุการณ์ในวงการมวยทั้งใต้ดินและบนที่มีความไม่เป็นธรรมให้กับนักมวยผิวดำจนแทบไม่ต่างกับสิ่งอาลีก็โดนมาในอีกแบบเช่นกันจากเรื่องที่ได้หรียญทองมาคนแห่ทั้งเมือง แต่ไม่สามารถทานอาหารในร้านที่จำกัดเฉพาะคนขาวได้ ซึ่งสิ่งนี้แหละเป็นหัวใจของเรื่องนี้ที่แท้จริงครับ
ซีรีส์นำเสนอตัวตนที่แท้จริงของอาลีว่าเขากลายมาเป็นตำนานได้ยังไง โดยผ่านเรื่องราวปัญหาครอบครัวที่เขาไม่เหมือนพ่อ แต่กลับต้องถูกพ่อพยายามมากำกับขีดเส้นชีวิตให้ ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาเองตั้งแต่อายุ 12 ปี โดยครอบครัวอาลีก็ถูกสังคมคนขาวยุคนั้นกีดกันแบ่งแยกมาตลอด แม้ว่าในตอนนั้นจะมีการยอมรับคนดำขึ้นมาแล้วก็ตาม แต่เอาความจริงก็คือเป็นแค่ส่วนน้อย หรือไม่ก็เป็นในรูปแบบการชื่นชมเพื่อเอาไปเหยียด อย่างชื่นชมรูปร่างของคนดำที่ถึกบึกบึนเหมือนสัตว์มากกว่าจะมองว่าเขาเป็นมนุษย์เหมือนกัน ซึ่งสิ่งที่อาลีโดนคือการถูกปฏิเสธไม่ให้ทานอาหารในร้าน และการเลือกปฏิบัติหลายอย่างในสังคม โดยมี ซอนนี่ ลิสตัน ซึ่งโดนหนักกว่าเพราะเติบโตมาในฟาร์มต้องถูกใช้งานลากเกวียนแทนสัตว์เลย ซึ่งเรื่องราวของทั้งคู่นี้จะถูกนำเสนอควบคู่กันไปในช่วงตั้งแต่กลางเรื่องไป ซึ่งผู้ชมก็ต้องรู้สึกสะเทือนใจว่าทำไมอเมริกาประเทศที่มีรัฐธรรมนุญให้เสรีภาพกับผู้คนกลับมีการกระทำแบบนี้อยู่ในสังคมได้อย่างเปิดเผย และมันทำให้คนดำกลายเป็นแค่ของเล่นของคนขาว ที่แม้จะมองว่าเป็นฮีโร่ แต่ก็เป็นการใช้งานมากกว่าจะเป็นการนับถือจากใจจริงๆ ที่ควรเป็นกับผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแบบนี้
นอกจากนั้นแล้วซีรีส์ก็หันไปโฟกัสที่การนับถืออิสลามของอาลีอย่างจริงจังมากๆ เพราะมันคือการเปลี่ยนชื่อจากอังกฤษ แคสเชียส มาเป็นชื่ออิสลาม มูฮัมหมัด อาลี อย่างเต็มตัว ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนมานับถือศาสนาตามปกติ แต่มันมีเรื่องราวที่ลึกมากตั้งแต่เด็กของอาลีที่ครอบครัวเป็นคริสต์เต็มตัว พ่อแม่พาเข้าโบสถ์ อ่านไบเบิลให้ฟัง แถมแม่ยังได้ตำแหน่งระดับสูงในโบสถ์ที่มีคนมากมายนับถืออีก แต่อาลีกลับรู้สึกว่าศาสนาคริสต์ไม่ตอบโจทย์เขาเพราะมันเป็นศาสนาของคนขาวที่กดขี่คนดำมาตลอด จนแม้แต่ในไบเบิลก็ไม่มีคนดำ พ่อแม่ก็ตอบเรื่องนี้ไม่ได้ นั่นทำให้เรื่องราวในซีรีส์ตั้งแต่ตอน 3 ไป มันคือการเดินทางต่อสู้กับทุกอย่างในสังคมที่พยายามกดดันให้อาลีต้องเป็นคริสต์ไม่ใช่อิสลามให้ได้ แม้แต่การชกมวยก็โดนปฏิเสธ ผู้ชมคืนตั๋ว สื่อบอยคอย สปอนเซอร์ถอนตัว วงการมวยไม่จัดให้ต่อย ซึ่งซีรีส์ทำให้เห็นว่าผลกระทบของการที่อาลีเลือกศาสนาอิสลามมีผลมากแค่ไหนเมื่อข่าวเรื่องนี้หลุดออกมา โดยเฉพาะยุคนั้นคือช่วงเริ่มต้นการเข้ามาของศาสนาอิสลามในอเมริกา โดยเป็นนิกายแยกแตกต่างจากซุนนีกับชีอะห์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ซึ่งสังคมมองว่าพวกนี้หลอกลวงเด็กผิวดำไปเป็นสาวก ทำให้ภาพของอิสลามในยุคนั้นเลวร้ายมากกว่าปัจจุบันที่มีกระแสแอนตี้อิสลามซะอีก แต่อาลีกับน้องชายคือคนที่เข้าร่วมเองด้วยใจและเป็นการตั้งมั่นว่าจะนับถือศาสนานี้ไปจนตาย แต่การทำแบบนี้มันกลับทำร้ายทั้งครอบครัวและชีวิตตัวเองจนแทบหมดอนาคต ซึ่งการประกาศชื่ออิสลามครั้งแรกออกสื่อของเรื่องนี้คือตอนจบที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่เรื่องนี้อยากเล่าออกมา เพราะมันคือเสรีภาพของมนุษย์และไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่เขียนไว้ในอเมริกา แต่กลับถูกปิดปากโดยสังคมทั้งคนขาวคนดำร่วมกัน ซึ่งมันเลวร้ายมากกับคนที่แค่พยายามเชื่อในเรื่องสิทธิเสรีภาพว่านับถือศาสนาไหนเขาก็ยังเป็นคนเดิมไม่เปลี่ยนไปครับ
สรุป ซีรีส์ชีวประวัติ Muhammad Ali ครั้งแรกที่ได้รับการยินยอมจากครอบครัวของอาลีเอง ทำให้เส้นเรื่องการไปสู่ตำนานแชมป์โลกเฮวี่เวทนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนเสริม แล้วหันไปเน้นเรื่องราวที่แท้จริงของความเชื่อในเรื่องเสรีภาพของตัวอาลีเองที่ตั้งใจพลิกชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เด็กอายุ 12 ซึ่งสิ่งที่ซีรีส์เล่าคือปัญหาคนดำในอเมริกาที่แตกต่างไปเพราะเขาคือฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิคที่ทั้งเมืองจัดขบวนแห่ให้ แต่กลับปฏิบัติกับเขาในอีกแบบเมื่ออยู่ในสังคมในชีวิตประจำวันที่คนดำก็ยังเป็นคนดำอยู่ดี และที่เจ็บปวดคือแม้แต่พ่อแม่ก็ยังอยู่ในกรอบของคนขาว นั่นทำให้อาลีหันไปนับถือศาสนาอิสลามและซุกซ่อนมันไว้ในยุคแรกเริ่มที่อิสลามเริ่มเข้ามาเผยแพร่ในอเมริกา ซึ่งซีรีส์เลือกเล่าถึงความลำบากเรื่องนี้ให้เป็นหัวใจของเรื่องที่แท้จริงว่าเขาประกาศชื่ออิสลาม มูฮัมหมัด อาลี ออกมาในสาธารณะได้ยังไงในเมื่อทั้งประเทศนั่นคือคริสต์และร่วมกันบอยคอตเด็กหนุ่มที่แค่เลือกนับถือศาสนาที่ต่างไปแค่นั้น และไม่ใช่แค่อาลีที่โดนเรื่องแบบนี้ แต่ซีรีส์ก็เล่าเรื่องของคู่ชกชิงแชมป์ของอาลีในอีกแง่มุมของคนดำที่โดนเหยียดกระทำเหมือนสัตว์ แม้จะเป็นแชมป์เฉกเช่นเดียวกันกับอาลีที่ได้เหรียญทองมา ดังนั้นนี่คือซีรีส์ที่เป็นยิ่งกว่าการชกมวย และสะท้อนปัญหาที่อาลีที่สู้มาทั้งชีวิตจนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ได้อย่างน่าชื่นชมจริงๆ เพียงแต่มันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ชมที่เน้นดูฉากชกมวยจริงจังหรือคนที่แอนตี้อิสลามเท่านั้นครับ