รีวิว Ride or Die (prime) แอ็กชั่นน้อย เน้นดราม่าความสัมพันธ์เยอะ แต่ดีไปอีกแบบ
Ride or Die
Summary
ซีรีส์เรื่องราวของจักรวาลโลกนักฆ่าที่พยายามครีเอทให้แปลกใหม่ แต่มันก็ไม่ได้สดใหม่อะไรเลย ฉากแอ็กชั่นก็ไม่ได้ใหญ่โตหรือเยอะแยะมากมายพอให้ขายได้ แต่ถึงกระนั้นซีรีส์ก็มีดีตรงการผูกเรื่องราวที่มาองค์กรลับนักฆ่ากับมิตรภาพที่เกิดขึ้นทั้งภายในกับบอสใหญ่กับเพื่อนรักสาววัยกลางคนให้มาบรรจบกันได้อย่างลงตัวดีจริงๆ ถึงจุดขายนักแสดง Octavia Spencer จะเด่นเรื่องฝีมือการแสดง แต่ตัว Hannah Waddingham ที่เล่นเป็นนักฆ่ากลับทำได้ดีกว่า ซึ่งเรื่องราวความพยายามรักษามิตรภาพตลอด 20 ปีให้คงอยู่ไว้กลับกลายมาเป็นหัวใจของเรื่องราวที่แท้จริงมากกว่าการสืบหาความจริงของตัวคนร้าย ซึ่งบอกเลยว่าทำได้ดีแอบมีซึ้งกับความสัมพันธ์นี้แน่ และซีรีส์ก็จบแบบพึ่งเริ่มต้นใหม่กับมิตรภาพที่พึ่งเริ่มนับ 1 ใหม่กันได้อีกครั้งอย่างน่าติดตาม แต่สุดท้ายมันอาจจะเป็นซีรีส์เฉพาะทางเหมือน Mr. & Mrs. Smith (2024) ที่ Prime ทำ ซึ่งใครชอบความแปลกใหม่แบบนี้ก็จะมีจุดให้ชอบได้มากๆ แต่คนไม่ชอบก็ยี้ไปเลยเช่นกันครับ
Overall
7/10User Review
( votes)Pros
- ดราม่าความสัมพันธ์เพื่อนสาววัยกลางคน
- การผูกปมองค์กรนักฆ่าให้ลึกไปกับความสัมพันธ์
- นักแสดงตัวเอกเล่นได้ดี
- พากย์ไทย
Cons
- โลกนักฆ่ายังไม่มีความสดใหม่
- ฉากแอ็กชั่นไม่ได้เยอะหรือใหญ่โต
Ride or Die เพื่อน (ห้าม) ตาย ซีรีส์ amazon prime แอ็กชัน-คอมเมดี้ 8 ตอนจบซีซั่น 1 เมื่อคุณพึ่งรู้ว่าเพื่อนซี้ที่คบกันมา 20 ปีกลายเป็นนักฆ่าตัวท็อประดับโลกจะเกิดอะไรขึ้นมา ตามหาความจริงของตัวตนที่ซ่อนอยู่ไปพร้อมกับความแสบสันต์ดราม่าสะเทือนใจระหว่างมิตรภาพ 2 สาววัยกลางคนที่ต้องมาพิสูจน์ความสัมพันธ์กันใหม่อีกรอบ
รีวิว Ride or Die
เพื่อนซี้ที่รู้จักกันมาตลอดชีวิตอย่าง เด็บบี้ (Octavia Spencer) และ จูดิธ (Hannah Waddingham) ที่คิดว่ารู้จักกันดีทุกด้าน จนกระทั่งเด็บบี้ค้นพบว่า จูดิธ แท้จริงแล้วเป็นนักฆ่ารับจ้างระดับนานาชาติ เมื่อภารกิจลอบสังหารครั้งหนึ่งพลาดพลั้งจนกลายเป็นหายนะ ทั้งคู่ต้องหลบหนีข้ามยุโรปด้วยกัน ถูกไล่ล่าโดยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ นักฆ่ามืออาชีพ และอาชญากรอันตราย พร้อมกับต้องค่อยๆ คลี่คลายความจริงเบื้องหลังแผนสมคบคิดที่ใหญ่กว่าที่คิด
ซีรีส์ Prime แนวแอ็กชั่นคอมเมดี้ที่ขายดาราฝีมือการแสดงอย่าง Octavia Spencer แต่เอาจริงๆ ตัวเอกหลักมันคือ จูดิธ มากกว่า เพราะทั้งเรื่องนี้มันคือโลกของนักฆ่าที่ถูกเซ็ตจักรวาลขึ้นใหม่แบบเดียวกับจอห์นวิค โดยให้มีองค์กรนักฆ่าที่รับใช้หน่วยข่าวกรองทั่วโลกมาร่วมกันจ้างนักฆ่าตัวท็อปจากองค์นี้ไปฆ่าคนชั่วเลวทราม โดยที่องค์กรนี้ก็จะไม่เปิดเผยตัวให้ใครเห็นเป็นข้อแลกเปลี่ยนเวลาเก็บอาชญากรร้ายๆ ก็จะได้ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ซึ่งซีรีส์สร้างโลกทัศน์นักฆ่าในเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่เลย แม้มันจะมีกลิ่นรูปลักษณ์จากแนวเดียวกันผสมอยู่ให้เห็นได้ชัดเจนว่าไม่ได้ครีเอทออกมาได้สดใหม่อะไรนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ดีคือตัวเรื่องความลับที่มาตัวตนที่แท้จริงของเหล่านักฆ่าในสังกัดกลับเป็นประเด็นลึกถึงหัวใจของเรื่องราวที่ผูกพันขมวดเกลียวได้ลึกซึ้งว่าเกิดอะไรขึ้นทำไม จูดิธถึงพยายามแหกกฏองค์กร ทำไมความลับนี้พึ่งมาแตกเอาตอนนี้ ใครคือตัวการที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ที่ปั่นหัวทั้งจูดิธและองค์กรให้สั่นคลอนได้ ซึ่งระหว่างทางเรื่องค่อยๆ เผยความลับนี้ออกมาผ่านความสัมพันธ์กับเด็บบี้ ซึ่งสุดท้ายพอเรื่องราวบรรจบกันก็ยอมรับว่าไอเดียที่มาขององค์กรนี้ใช้ได้เลย แล้วก็ยังพาเรื่องราวต้นกำเนิดนี้ให้ไปเป็นปมต่อในซีซั่น 2 ได้อย่างน่าติดตาม (ตอนจบขึ้นว่านี่คือเรื่องราวที่พึ่งเริ่มขึ้นต่างหาก)
และอีกอย่างที่ซีรีส์ทำได้ดีเกินคาดจริงๆ ก็คือ มันไม่ได้เน้นแอ็กชั่นอะไรมากมาย แต่มาขายดราม่ามิตรภาพความสัมพันธ์ของ 2 สาววัยกลางคนในโลกที่แกต่างกันโดยสิ้นเชิง เด็บบี้เป็นภรรยาที่อยู่เบื้องหลังนักการเมืองที่พยายามผลักดันให้เขาขึ้นเป็นนายก ในขณะที่จูดิธบอกว่าเธอเป็นนักบัญชีนิติเวชบังหน้า แต่ความสัมพันธ์ตลอด 20 มาคือของจริงชัดเจน เพียงแต่ว่าพอเด็บบี้รู้ความจริงกลับรู้สึกว่าทั้งหมดคือเรื่องโกหกทั้งเพ ซีรีส์สานต่อจุดเล็กๆ นี้ให้ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นการผจญภัยข้ามหลายประเทศที่ต้องไว้ใจในเพื่อนคนนี้ที่หลอกเรามาตลอด ในขณะที่จูดิธเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเธอคิดยังไงกับเด็บบี้กันแน่ให้เพื่อนรักรู้ แม้เพื่อนคนนี้จะไม่ยอมรับเธอก็ต้องสู้เพื่อรักษามิตรภาพนั้นไว้ แต่เพราะอะไรทำไมเธอถึงต้องพยายามแหกกฏที่นักฆ่าห้ามมีอารมณ์ความรู้สึกผูกพันกับใครได้ ซึ่งเรื่องราวผูกประเด็นนี้ไว้ลึก ร่วมกับความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อองค์กรผ่านบอสใหญ่ที่เธอเคารพรักบูชา และก็กลายเป็นจุดตัดของสถานการณ์หลายครั้งที่ทำให้เธอต้องตัดสินเลือกว่าจะเอาบอสหรือเพื่อนรัก ซึ่งซีรีส์สร้างเรื่องราวขึ้นๆ ลงๆ กับจูดิธได้ดีจนเด่นเกินเด็บบี้มากจริงๆ และแน่นอนว่าสุดท้ายตอนจบของซีรีส์คือการพิสูจน์ความสัมพันธ์นี้ว่ามันเป็นของจริงยังไง ซึ่งถือว่าซีรีส์จบลงได้ดีโดยไม่ต้องมีฉากแอ็กชั่นใหญ่โตอะไรเลยด้วยซ้ำ เป็นการจบแบบกลับมาผูกพันและสานต่อไปกันอีกได้อย่างลงตัวจริงๆ

ถ้าเป็นหนังเรื่องราวคงเน้นแค่สองตัวเอก แต่ว่าพอเป็นซีรีส์จึงต้องมีการขยายเรื่องราวไปยังตัวละครอื่นด้วย ในเรื่องจึงมีตัวเอกรองเป็นคนคอยเก็บกวาดงานให้จูดิธที่ยังเป็นหนุ่มน้อยอยู่เลย ซีรีส์สร้างเรื่องราวให้เขามีบทบาทต้องมาลงสนามไล่ตามหาจูดิธ ในขณะที่เขาเองก็ต้องมาพบกับลูกสาวของร้านทำเอกสารปลอม ซึ่งความสัมพันธ์ของสองคนนี้อาจจะดูเล็กๆ แต่ซีรีส์ก็ทำให้เห็นว่าเบื้องหลังโลกนักฆ่านี้ก็มีอาชีพที่อยู่เบื้องหลังพวกนี้อีกที แล้วซีรีส์ก็เว้ตความสัมพันธ์นี้ไว้เบาๆ ในจุดที่แค่รู้สึกร่วมว่ารักกัน เพื่อจะเอาจุดนี้ไปสานต่อในซีซั่น 2 ที่เป็นจุดหักมุมสุดท้ายในตอนจบได้โอเคเลย
สรุป ซีรีส์เรื่องราวของจักรวาลโลกนักฆ่าที่พยายามครีเอทให้แปลกใหม่ แต่มันก็ไม่ได้สดใหม่อะไรเลย ฉากแอ็กชั่นก็ไม่ได้ใหญ่โตหรือเยอะแยะมากมายพอให้ขายได้ แต่ถึงกระนั้นซีรีส์ก็มีดีตรงการผูกเรื่องราวที่มาองค์กรลับนักฆ่ากับมิตรภาพที่เกิดขึ้นทั้งภายในกับบอสใหญ่กับเพื่อนรักสาววัยกลางคนให้มาบรรจบกันได้อย่างลงตัวดีจริงๆ ถึงจุดขายนักแสดง Octavia Spencer จะเด่นเรื่องฝีมือการแสดง แต่ตัว Hannah Waddingham ที่เล่นเป็นนักฆ่ากลับทำได้ดีกว่า ซึ่งเรื่องราวความพยายามรักษามิตรภาพตลอด 20 ปีให้คงอยู่ไว้กลับกลายมาเป็นหัวใจของเรื่องราวที่แท้จริงมากกว่าการสืบหาความจริงของตัวคนร้าย ซึ่งบอกเลยว่าทำได้ดีแอบมีซึ้งกับความสัมพันธ์นี้แน่ และซีรีส์ก็จบแบบพึ่งเริ่มต้นใหม่กับมิตรภาพที่พึ่งเริ่มนับ 1 ใหม่กันได้อีกครั้งอย่างน่าติดตาม แต่สุดท้ายมันอาจจะเป็นซีรีส์เฉพาะทางเหมือน Mr. & Mrs. Smith (2024) ที่ Prime ทำ ซึ่งใครชอบความแปลกใหม่แบบนี้ก็จะมีจุดให้ชอบได้มากๆ แต่คนไม่ชอบก็ยี้ไปเลยเช่นกันครับ