playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว The Night Manager ss1-ss2 (Prime) สายลับแฝงตัวที่เน้นดราม่าระทึกแทนฉากแอ็กชั่นได้อย่างยอดเยี่ยม

  • The Night Manager ss1 - 9/10
    9/10
  • The Night Manager ss2 - 7.5/10
    7.5/10

Summary

ซีซั่น 1 นี่คือหนึ่งในมินิซีรีส์สายลับที่ดีที่สุดที่เคยสร้าง การผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างการแสดงที่ยอดเยี่ยม การกำกับที่เป็นเลิศ บทที่ฉลาด งานผลิตที่หรูหรา เรื่องราวเล่าอย่างช้าๆ สวยงาม ตึงเครียด และน่าจดจำ ทุกตอนสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันเหมือนงานศิลปะ ถ้าคุณชอบสายลับที่แปลกใหม่ ไม่มีปืนหรืออาวุธแต่เป็นภารกิจแฝงตัวที่ซับซ้อน เน้นตัวละครมากกว่าแอ็กชั่น นี่คือซีรีส์ที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

แต่สำหรับซีซั่น 2 คุณต้องปรับความคาดหวัง เพราะนี่ก็คือการสานต่อเองจากนิยายต้นฉบับ โดยพยายามถ่ายทอดเรื่องราวแบบเดิมให้ครบ มีความสดใหม่ มีจุดหักมุมที่เชื่อมต่อกับซีซั่น 1 ได้อย่างน่าทึ่ง แต่จุดอ่อนหลักคือการขาดความซับซ้อน เพราะมันถูกเล่าด้วยโครงเรื่องราวแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนโลเกชั่นกับตัวละคร ซึ่งนักแสดงใหม่เล่นได้ดี บทก็มีมิติแตกต่างไปจากซีซั่นแรก แต่มันก็ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบนัก อีกทั้งตอนจบที่ถูกวางเพื่อไปต่อที่ซีซั่น 3 ทำให้น่าผิดหวังมากพอสมควร แต่ถ้ามองเป็นการจบไตรภาคแบบที่ผู้สร้างต้องการแต่แรก ก็ยังถือว่านี่เป็นซีรีส์สายลับที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยครับ

Overall
8.3/10
8.3/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • แนวสายลับแฝงตัวที่ไม่มีฉากแอ็กชั่นและไม่มีการใช้อาวุธ
  • นักแสดงคุณภาพมากทั้งสองซีซั่น
  • เน้นดราม่าเล่าเรื่องช้าๆ แต่งดงาม
  • งานภายสวยมาก
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ซีซั่น 2 ไม่จบสมบูรณ์
  • ซีซั่น 2 เขียนบทต่อเองจากนิยาย

ADBRO

The Night Manager ss1-ss2 สายลับสองหน้าผ่าองค์กรเถื่อน ซีรีส์ amazon prime 6 ตอนจบต่อซีซั่น เรื่องราวของสายลับที่แฝงตัวเข้าไปในองค์กรค้าอาวุธระดับโลก ที่ซึ่งเขาต้องแฝงตัวเข้าไปจัดการจากภายในด้วยทักษะการเอาตัวรอดของตัวเองล้วนๆ


รีวิว The Night Manager SS1 – SS2 (ไม่สปอยล์)

หากมีซีรีส์สายลับที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นมาตรฐานทองของแนว นั่นคือ The Night Manager ซีซั่น 1 ที่ออกอากาศปี 2016 กวาดรางวัลใหญ่ทั่วโลก รวมถึง 3 Golden Globe Awards และ 2 Emmy Awards จากนั้นผู้ชมต้องรอคอยถึง 10 ปีเต็มก่อนที่ซีซั่น 2 จะกลับมาในต้นปี 2026

นี่คือซีรีส์ที่มี Tom Hiddleston และ Olivia Colman นำทีมทั้งสองซีซั่น แต่ความเหมือนกันก็จบเพียงแค่นั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงเบื้องหลังกล้องและแนวทางการเล่าเรื่องทำให้ทั้งสองซีซั่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

ซีซั่น 1 มีรากฐานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง – สร้างจากนิยายคลาสสิกของ John le Carré ปี 1993 ผู้เชี่ยวชาญแนวสายลับที่ไม่มีใครเทียบ David Farr ดัดแปลงบทอย่างชาญฉลาด รักษาจิตวิญญาณของต้นฉบับไว้ได้อย่างสมบูรณ์

จุดเด่นคือการได้ Susanne Bier ผู้กำกับชาวเดนมาร์กผู้ชนะออสการ์มาควบคุม ทำให้ทุกเฟรมออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน แสง เงา สี สร้างบรรยากาศที่สวยงามแต่อันตราย เธอเข้าใจว่าซีรีส์สายลับไม่ได้เกี่ยวกับการพลิกผันและเล่ห์เหลี่ยม แต่เกี่ยวกับผลกระทบที่มันมีต่อจิตใจของคนที่เล่นเกมนี้ การกำกับของเธอทำให้ได้รับ Emmy Award ไปอย่างสมควร

แต่เหนืออื่นใดเลยจุดแข็งมากๆ ของเรื่องนี้ก็คือนี่ไม่ใช่สายลับที่เต็มไปด้วยฉากแอ็กชั่นเอิกเกริกแบบเรื่องอื่นๆ ที่คุณเคยดูมา สำหรับเรื่องนี้หัวใจของเรื่องคือการแฝงตัวเป็นสายลับจริงๆ เข้าไปในองค์กรของเหล่าร้ายระดับโลก ซึ่งแผนการทุกอย่างถูกคิดมาอย่างละเอียดรอบคอบเพื่อแทรกซึมเข้าไปให้ได้ แต่ใครล่ะที่จะเข้ามาทำหน้าที่อันตรายแบบนี้ได้ โดยที่ต้องมีทั้งประวัติที่แนบเนียนสมจริง ซึ่ง Jonathan Pine ที่เป็นทหารผ่านศึกแล้วหันมาเป็นผู้จัดการโรงแรมกะดึกคือตัวเลือกที่หน่วย MI6 เลือกเขามาจากการที่เขาเข้าไปพัวพันกับคดีที่พวกเขาติดตามอยู่ และใช้เวลาฝึกระยะสั้นเพื่อให้เขาสมบทบาท โดยไม่มีแม้แต่มือถือติดต่อได้หรือปืนไว้ป้องกันตัว ทำให้ซีรีส์เล่าเรื่องโดยการขายสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเฉพาะหน้าได้อย่างแนบเนียน ทั้งการหาทางติดต่อส่งข่าวกลับ การปลอมแปลงตัวตนให้เข้ากับพวกอาชญากร ซึ่งทั้งเรื่องจะไม่มีฉากที่ Pine จับปืนเลยก็ยังเป็นฉากที่ระทึกตื่นเต้นได้อยู่ตลอดเวลา และซีรีส์ก็พาแนวทางนี้ไปจนจบถึงไคลแม็กซ์สุดท้ายที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมหักกันสุดฤทธิ์ได้โดยที่ไม่ต้องมีฉากแอ็กชั่นตามปกติของแนวนี้เลย ซึ่งมันทั้งแตกต่างและน่าทึ่งมากไปพร้อมกัน

ซีรีส์ยังได้การแสดงระดับตำนานของ Tom Hiddleston ในบท Jonathan Pine แสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ – ความเย็นชา ความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ ความมุ่งมั่นที่เกือบน่ากลัว ทำให้เขาได้รับ Golden Globe สาขา Best Actor ไปอย่างเอกฉันท์ การแสดงของเขาไม่ใช่แค่หล่อและมีเสน่ห์ แต่มีมิติและความซับซ้อนที่ทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำในสิ่งที่ทำ

แต่ดาราตัวจริงของซีซั่น 1 คือ Hugh Laurie ในบท Richard Roper คู่ปรับหลักของ Pine ความเป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ ฉลาด โหดเหี้ยม และอันตรายอย่างเงียบเชียบ ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มและมารยาทของสุภาพบุรุษชนชั้นสูง กลายเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในอาชีพของเขา และคู่ปรับที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ซีรีส์สายลับ เขาได้รับ Golden Globe สาขา Best Supporting Actor ไปเช่นกัน

นอกจากนี้ Olivia Colman ในบท Angela Burr หัวหน้าหน่วยข่าวกรองที่ต้องต่อสู้ทั้งกับอาชญากรและระบบราชการทุจริต แสดงด้วยความหนักแน่นและอารมณ์ขันที่ลงตัว และได้รับ Golden Globe เช่นกัน โดยมี Elizabeth Debicki นางเอกของซีซั่นนี้ที่เล่นเป็น Jed สาวสวยสง่าแต่เปราะบาง เป็นตัวละครที่มีมิติและน่าจดจำ เหมือนเป็นสาวบอนด์ในเวอร์ชั่นสายลับที่ฉลาดและเสี่ยงอันตรายกว่ามากๆ เพราะเธอคือภรรยาของ Richard Roper ตัวร้ายหลักของเรื่องนี้ ซึ่งก็ทำให้ซีรีส์มีเรื่องความรักโรแมนติกแทรกซ้อนไปกับเกมสายลับสุดอันตรายอีกที

ในเมื่อองค์ประกอบทั้งหมดของซีซั่นแรกทำออกมาได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ทำไม่มีภาคต่อมาเลยจนกระทั่ง 10 ปีผ่านไป เหตุผลหลักก็คือการที่ต้นฉบับนิยายเรื่องนี้จบลงในตัวแล้ว แม้มันจะยังมีทิ้งเชื้อไว้นิดๆ ว่าทำต่อได้เพราะคนทรยศใน MI6 เองก็ยังอยู่ แต่นั่นก็ทำให้บทสรุปจบในนิยายดูสมจริงในแง่ที่ว่าไม่ใช่ทุกอย่างต้องคอมพลีทคนดีกำจัดคนชั่วได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ต่างก็มีความเทาอยู่ในตัวกันทั้งนั้น

แต่ในเมื่อ Amazon Prime ต้องการซีรีส์สายลับที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบนี้กลับมา Tom Hiddleston  และ Olivia Colman จึงกลับมา แต่เปลี่ยนผู้กำกับเป็นคนใหม่ Georgi Banks-Davies และที่สำคัญที่สุด – ไม่มีนิยายของ le Carré ให้ดัดแปลง นี่เป็นเรื่องราวต้นฉบับที่ David Farr ผู้ดัดแปลงบทภาคแรกและ Jasmine Jagger สร้างขึ้นเฉพาะสำหรับซีรีส์ และก็วางเรื่องนี้ไว้เป็นไตรภาคตั้งแต่แรก ดังนั้นซีซั่น 2 นี้จึงไม่ได้จบในตัว แต่ก็จบเรื่องราวในโคลอมเบียที่เป็นโลเกชั่นใหม่กัน ด้วยเรื่องราวเก้าปีผ่านไป Roper ตายแล้ว Pine เปลี่ยนชื่อกลายเป็น Alex Goodwin เจ้าหน้าที่ MI6 ระดับล่างที่ใช้ชีวิตธรรมดาในลอนดอน แต่เมื่อเห็น Jaco Brouwer อดีตทหารรับจ้างของ Roper ชีวิตสงบของเขาพังทลาย Pine ถูกดึงกลับเข้าสู่เกม ภายใต้นามแฝง Matthew Ellis เขาไปโคลอมเบียเพื่อแทรกซึมองค์กรของ Teddy dos Santos (Diego Calva) พ่อค้าอาวุธหนุ่มผู้อันตราย

ตัว Hiddleston ยังคงยอดเยี่ยมแม้สภาพภายนอกจะโรยราลงเยอะ แต่ผู้ชมคงชินกับภาพที่เห็นเขาจากในมาร์เวลกันอยู่แล้ว Pine ในซีซั่น 2 มีแผลเป็นทางจิตใจมากขึ้น เหนื่อยล้า แต่อันตรายมากขึ้น เขาไม่ใช่อาสาสมัครอีกต่อไป แต่เป็นมืออาชีพในงายสายลับเบื้องหลังที่ไม่ใช่ภาคสนาม แต่เมื่อเห็นลูกน้องของ Roper เขาจึงทนไม่ไหวกระโจนลงไปจนตกอยู่ในสภาพเดียวกับซีซั่นแรกอีกครั้ง ซึ่งซีรีส์ก็ออกแบบให้ตัวร้ายอย่าง Teddy ที่รับบทโดย Diego Calva ได้ยอดเยี่ยม โดยเขาไม่ใช่ Roper – เขาหนุ่มกว่า ดุดันกว่า อันตรายในแบบที่ต่างออกไป โดยมี Camila Morrone ในบท Roxana ตัวละครหญิงที่เป็นตัวเอกของภาคนี้ที่มีความซับซ้อนและน่าสนใจ ต่างไปจาก Jed ผู้ไร้อำนาจ Roxana เธอมีพลังและวาระของตัวเองในการกระทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นเรื่องราวความรักในภาคนี้จึงต่างออกไปมาก

บรรยากาศในภาคแรกคือเรียบหรู แต่โคลอมเบียแตกต่างและสดใหม่ มีบาร์ที่มีควันบุหรี่ ท้องถนนเปียกฝน คลับกลางคืน มีภาพของสลัมฉายอยู่เป็นระยะๆ ท่ามกลางโรงแรมหรู ตัดกันแตกต่างจากซีซั่นแรกอย่างชัดเจน

ส่วนตัวละคร Pine มีพัฒนาต่อเนื่อง การใช้ชีวิตในงานสายลับที่เต็มไปด้วยการโกหกหลายปีทำลายบางสิ่งในตัวเขา เขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว และมีความแค้นฝังลึกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซีรีส์ไม่กลัวแสดงให้เห็นว่านี่ไม่ใช่ตัวเอกที่ต้องพยุงความยุติธรรมเสมอไป แต่เขาสามารถโกหกหน้าตายเพื่อให้ภารกิจสำเร็จได้อย่างง่ายๆ โดยไม่รู้สึกผิด แต่ในอีกมุมเขาก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยผู้คนเพื่อปกป้องสิ่งที่เขายึดเหนี่ยวไว้เช่นกัน

แต่ในด้านการเล่าเรื่องก็คงยังถอดแบบโครงเดิมมาทั้งหมด ซึ่งก็คือนี่ยังเป็นสายลับที่เน้นการปลอมแปลงแฝงตัวเข้าไปในองค์กรอาชญากรรม ซึ่งซีรีส์ก็ยังคงธีมนี้ได้ดี โดยมีจุดหักมุมในท้ายตอน 3 ที่ทำให้เรื่องราวของภาคนี้เชื่อมโยงกลับไปซีซั่น 1 ได้อย่างฉลาดและน่าพอใจ โดยเพิ่มเรื่องราวของ MI6 ที่ค้างเอาไว้ในตอนท้ายซีซั่นแรกมาสานต่อให้จบ แตก็ไม่ได้จบจริงเพราะซีรีส์ถูกวางไว้จบที่ซีซั่น 3 ตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งนี่น่าจะเป็นจุดที่น่าหงุดหงิดที่สุดของเรื่องนี้ แต่ก็มีความน่าติดมากว่าจะเล่าเรื่องต่อยังไงเช่นกันครับ

สรุป

ซีซั่น 1 นี่คือหนึ่งในมินิซีรีส์สายลับที่ดีที่สุดที่เคยสร้าง การผสมผสานที่สมบูรณ์แบบระหว่างการแสดงที่ยอดเยี่ยม การกำกับที่เป็นเลิศ บทที่ฉลาด งานผลิตที่หรูหรา เรื่องราวเล่าอย่างช้าๆ สวยงาม ตึงเครียด และน่าจดจำ ทุกตอนสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถันเหมือนงานศิลปะ ถ้าคุณชอบสายลับที่แปลกใหม่ ไม่มีปืนหรืออาวุธแต่เป็นภารกิจแฝงตัวที่ซับซ้อน เน้นตัวละครมากกว่าแอ็กชั่น นี่คือซีรีส์ที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาด

แต่สำหรับซีซั่น 2 คุณต้องปรับความคาดหวัง เพราะนี่ก็คือการสานต่อเองจากนิยายต้นฉบับ โดยพยายามถ่ายทอดเรื่องราวแบบเดิมให้ครบ มีความสดใหม่ มีจุดหักมุมที่เชื่อมต่อกับซีซั่น 1 ได้อย่างน่าทึ่ง แต่จุดอ่อนหลักคือการขาดความซับซ้อน เพราะมันถูกเล่าด้วยโครงเรื่องราวแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนโลเกชั่นกับตัวละคร ซึ่งนักแสดงใหม่เล่นได้ดี บทก็มีมิติแตกต่างไปจากซีซั่นแรก แต่มันก็ทำได้ไม่สมบูรณ์แบบนัก อีกทั้งตอนจบที่ถูกวางเพื่อไปต่อที่ซีซั่น 3 ทำให้น่าผิดหวังมากพอสมควร แต่ถ้ามองเป็นการจบไตรภาคแบบที่ผู้สร้างต้องการแต่แรก ก็ยังถือว่านี่เป็นซีรีส์สายลับที่ดีมากเรื่องหนึ่งเลยครับ

อ่านรีวิวหนังซีรีส์ Amazon Prime VIDEO เพิ่มคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------