รีวิว To the Max (Netflix) เรื่องจริงของกีฬาผาดโผนวิงสูทท้าตายทุกเมื่อ
To the Max
Summary
หนังกีฬาผาดโผนเสี่ยงตายโดยใช้วิงสูทโดดลงจากที่สูง โดยที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของกลุ่มเพื่อนที่คลั่งไคล้และหวังไปปีนภูเขาในปากีสถานก่อนโดดลงมาทำสถิติโลก แต่กลายเป็นว่ามันได้พาให้พวกเขาได้พบโศกนาฏกรรมซ้ำๆ ทีละคน ซึ่งหนังเล่าเรื่องเป็นแนวกึ่งสารคดีตั้งแต่แรก ทำให้เรารู้ว่าใครรอดก่อนเลย ตัวเรื่องจึงเหมือนสปอยล์ตัวเองตั้งแต่แรก แม้หนังจะพยายามพัฒนาเรื่องราวของตัวละครให้มีปัญหาความรักกับความตายที่ใกล้ตัวอยู่ตลอด แต่การเล่าแบบสารคดีก็ทำให้หนังบิ้วอารมณ์ในจุดนี้แทบไม่ได้เลย ที่เหลือที่ดีของเรื่องก็คือฉากเล่นวิงสูทมากมายหลายที่ ซึ่งหนังทำออกมาได้สวย แม้จะไม่ได้กระโดดลงมาจริงๆ ทุกที่ เพียงแต่ฉากสุดท้ายที่บิ้วกันมาทั้งเรื่องหนังกลับเลือกตัดจบแบบง่ายๆ จนดูแล้วเฟลไปเลยครับ
Overall
6/10User Review
( votes)Pros
- สร้างจากเรื่องจริง
- ฉากวิงสูทผาดโผนเยอะ
- มีพากย์ไทย
Cons
- สปอยล์คนรอดตายแต่แรก
- ตัวนางเอกไม่ค่อยมีบทบาทสำคัญ
- ตอนจบแบบตัดจบ
To the Max ไปให้สุด ภาพยนตร์ Original Netflix สเปน สร้างจากเรื่องจริงของนักปีนเขาที่ผันมาเล่น BASE jumping ใส่ชุดวิงสูทร่อนลงจากที่สูง พร้อมกับกลุ่มเพื่อนที่คลั่งไคล้ด้วยกัน ก่อนที่จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำรอยในเวลาไม่กี่ปี
รีวิว To the Max
สร้างจากเรื่องจริงของ Carlos Suárez นักปีนเขาที่ผันตัวมาเล่น BASE jumping (กระโดดร่มจากที่สูงแบบไม่มีเครื่องบิน) พร้อมกลุ่มเพื่อนที่คลั่งไคล้กีฬาผาดโผนเช่นเดียวกันอีก 3 คน เรื่องราวติดตามมิตรภาพของพวกเขาที่ผูกพันกันผ่านความเสี่ยงและความตื่นเต้นบนหน้าผา ตึกสูง และภูเขา จนกระทั่งโศกนาฏกรรมมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเหลือเพียงเขาเท่านั้นที่ยังเอาชีวิตเข้าท้าทายกีฬานี้อยู่
หนังกีฬาเอ็กตรีมที่สร้างมาจากเรื่องจริงของสเปน โดยเป็นกลุ่มเพื่อนที่ปีนเขาด้วยกันจนช่ำชอง ก่อนที่วันหนึ่งจะพบกับ BASE jumping ที่ใช้ชุดวิงสูทร่อนลงจากที่สูง ก่อนที่จะใช้ร่มชูชีพร่อนลงในที่สุด ซึ่งหนังก็เริ่มมาด้วยการขายตัวเองเหมือนกึ่งสารคดี โดยมีการให้คนในทีมที่เหลืออยู่ออกมาเล่าจุดเริ่มต้นและจุดจบของเรื่องทั้งหมด โดยทั้งเรื่องจะตัดไปมาเป็นของจริงสลับกับการนั่งพูดคุยในสตูดิโอ ซึ่งมันทำให้เรารู้เลยว่าใครกันที่จะต้องตายและไม่อยู่จนมาเล่าเรื่องได้ตั้งแต่แรก ตัวหนังจึงกลายเป็นเหมือนสารคดีชีวิตและความผูกพันของกลุ่มนี้แบบลึกๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนนอกไม่มีวันเข้าใจ และมองว่าพวกเขานั้นบ้าที่เอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงตายได้ทุกวัน โดยมีเรื่องราวชีวิตส่วนตัวกับครอบครัวของแต่ละคนเข้ามาแทรก ทำให้เห็นว่าครอบครัวพวกนี้ต้องทนอยู่กับพวกเขายังไงในภาวะที่ต้องรับรู้ว่าคนใกล้ตัวเราอาจจะตายได้ทุกเวลา ซึ่งหนังก็พยายามสื่อจุดนี้ออกมาให้เห็นว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่พวกเขาชอบมันก็ทำร้ายคนรอบตัวได้จริงๆ แต่มันก็มีจุดที่ทำให้คนที่รักชอบกีฬานี้ก็ยังเล่นมันต่อไปได้อยู่ ซึ่งในเรื่องนี้ก็คือเป้าหมายสุดท้ายในชีวิตของตัวเอกกับยอดเขาสูงในปากีสถาน ที่เป็นการกระโดดลงมาเพื่อไว้อาลัยแทนเพื่อนที่จากไป แต่ตัวหนังที่บิ้วมาทั้งเรื่องพอถึงจุดนี้กลับตัดจบง่ายๆ ไม่มีฉากการปีนเขาท้าทายที่วางแผนมาทั้งเรื่องเลย ซึ่งเฟลมากกับการรอดูมาทั้งเรื่องครับ
สิ่งท่ีหนังยังดึงผู้ชมไว้ได้อยู่ก็คือการได้เห็นฉากปีนเขา เล่นวิงสูทจากที่ต่างๆ ซึ่งหนังทำได้ดีพอสมควร แม้เราจะรู้ว่าหลายครั้งเป็นฟุตเทจปลอมมากกว่าการถ่ายทำจริงๆ แต่หนังก็พาไปยังโลเกชั่นสวยๆ หลายที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังกีฬาผาดโผนเสี่ยงตายขั้นสุดยอดนี้ได้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งในเรื่องนี้แทบจะเล่าเรื่องด้วยฉากพวกนี้มากกว่าการเดินเรื่องปกติด้วย ถึงขนาดมีฉากที่ขึ้นไปบนตึกสูง อยู่ๆ ก็อยากโดดลงมาก็ไปตามเพื่อนมาโดดด้วยกันลงกลางเมืองไปเลย ดูบ้าดี แต่มันก็เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงของคนกลุ่มนี้
หนังยังพยายามให้มีพัฒนาการเรื่องความรักระหว่างตัวเอก Carlos กับนักชีววิทยาที่มาชวนเขาไปปีนเขาในปากีสถานที่เป็นเป้าหมายหลักของเรื่อง โดยที่เธอก็มีฝีมือการปีนเขามาก กลายเป็นการพบรักกันในกีฬาผาดโผนแบบนี้ แต่เธอเลือกที่จะปีนเขาอย่างเดียว ไม่โดดลงจากที่สูง ทำให้กลายเป็นเธอต้องค่อยๆ รู้สึกว่ามีปัญหากับ Carlos แต่ตัวหนังเองก็แทบไม่ได้พัฒนาเรื่องราวให้ลึกซึ้งมาก เพราะหนังใช้การตัดข้ามเป็นฉากๆ แบบสารคดี ทำให้อยู่ๆ สองคนนี้ก็มาเป็นแฟนกัน แล้วก็มาอยู่ด้วยกันก่อนที่จะทะเลาะ ซึ่งบทของนางเอกเรื่องนี้ก็เหมือนไม้ประดับมากกว่าจะเป็นตัวละครหลักที่สำคัญในเรื่องจริงๆ ครับ
สรุป หนังกีฬาผาดโผนเสี่ยงตายโดยใช้วิงสูทโดดลงจากที่สูง โดยที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของกลุ่มเพื่อนที่คลั่งไคล้และหวังไปปีนภูเขาในปากีสถานก่อนโดดลงมาทำสถิติโลก แต่กลายเป็นว่ามันได้พาให้พวกเขาได้พบโศกนาฏกรรมซ้ำๆ ทีละคน ซึ่งหนังเล่าเรื่องเป็นแนวกึ่งสารคดีตั้งแต่แรก ทำให้เรารู้ว่าใครรอดก่อนเลย ตัวเรื่องจึงเหมือนสปอยล์ตัวเองตั้งแต่แรก แม้หนังจะพยายามพัฒนาเรื่องราวของตัวละครให้มีปัญหาความรักกับความตายที่ใกล้ตัวอยู่ตลอด แต่การเล่าแบบสารคดีก็ทำให้หนังบิ้วอารมณ์ในจุดนี้แทบไม่ได้เลย ที่เหลือที่ดีของเรื่องก็คือฉากเล่นวิงสูทมากมายหลายที่ ซึ่งหนังทำออกมาได้สวย แม้จะไม่ได้กระโดดลงมาจริงๆ ทุกที่ เพียงแต่ฉากสุดท้ายที่บิ้วกันมาทั้งเรื่องหนังกลับเลือกตัดจบแบบง่ายๆ จนดูแล้วเฟลไปเลยครับ