playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว Hurts Like Hell ซีรีส์ที่กล้าขูดแผลวงการมวยไทยให้เลือดไหลโชก สู่สากลโลกได้อย่างน่าประทับใจ (ไม่สปอยล์)

Hurts Like Hell

Summary

 ซีรีส์ไทยของ Netflix ที่เรียกได้ว่าดีที่สุดที่ทำมาเลย แม้อาจจะไม่ใช่ซีรีส์เต็มๆ เพราะเป็นเรื่องจำลองดัดแปลงแต่งเติมจากเรื่องจริง แล้วก็นำเสนอแบบกึ่งสารคดีแทรกบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องลงไป แต่ด้วยการลำดับเรื่อง การตัดต่อ การเขียนบทที่ฉลาดให้ทั้ง 4 ตอนที่แยกเรื่องกันมีความเกี่ยวข้องร้อยเรียงให้มาบรรจบกันได้อย่างดี รวมถึงนักแสดงที่เล่นได้อย่างสมจริงได้อารมณ์ดิบๆ ของวงการมวยมาก โดยเฉพาะบทนักมวยเด็กที่ต้องให้เกือบเต็มสิบกับนักแสดงที่เป็นนักมวยจริงๆ แล้วต้องมาเล่นในฉากดราม่าหลายอารมณ์ นอกจากนี้เรื่องราวยังดุเดือดไม่หมกเหม็ดซ่อนอะไรไว้ใต้พรมไม่เล่าถึงปัญหาวงการมวยไทยที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เปิดแผลแต่เป็นการขูดแผลให้เลือดไหลเลยว่าทำไมศิลปะประจำชาติไทยถึงต้องมาตกอยู่ใต้วังวนมืดจากผู้ใหญ่โลภมากพวกนี้ ทำให้นี่คือซีรีส์ไทยที่ทำฉายสากลได้อย่างน่าภาคภูมิใจเสียทีครับ

Overall
8/10
8/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • เปิดโปงเบื้องลึกสีเทาๆ ของวงการมวยไทยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
  • นักแสดงเล่นได้อย่างเข้าถึงมีอินเนอร์มาก
  • การเขียนบทดัดแปลงจากเรื่องจริงมาร้อยเรียงต่อกันได้อย่างดี
  • สัมภาษณ์คนในวงการมีชื่อเสียงที่หลายคนรู้จักดี
  • การตัดต่อแสงสีทำได้ดีเข้ากับธีมของเรื่องมาก
  • เพลงประกอบเข้ากับเรื่อง
  • 4 ตอนจบสั้นๆ

Cons

  • ตอน 1 ใส่เสียงต่อยเตะเข้ามาในฉากมุมภาพไกลๆ จนดูไม่สมจริง
  • ด้วยความที่เป็นกึ่งสารคดีทำให้เรื่องตัดสลับบทสัมภาษณ์อาจจะดูไม่สมูธนักกับคนที่ต้องการดูแต่เรื่องจำลอง
  • ดราม่าพ่อลูกกรรมการมวยดูใส่มากะเรียกน้ำตาแบบหนังโฆษณาจนรู้สึกได้

Hurts Like Hell (เจ็บเจียนตาย) ซีรีส์ Netflix 4 ตอนจบจำลองเรื่องราวเบื้องลึกในวงการมวยไทยที่มาในรูปแบบสารคดีกึ่งจำลองเหตุการณ์ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงของคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวงมวยไทยที่น้อยคนจะจำได้ แต่เป็นเรื่องราวใหญ่โตมุมผู้เกี่ยวข้องและกับไปถึงการแก้กฎหมายมวยเด็กที่ยังไม่สำเร็จ 

 Hurts Like Hell (2022) on IMDb

รีวิว Hurts Like Hell

เรื่องราวเริ่มต้นในรูปแบบจำลองเหตุการณ์แยกตอน โดยแบ่งเป็นตอน 1-2 จะเป็นเรื่องของนักมวยผู้ใหญ่ ที่ว่าด้วยเรื่องของเซียนมวย ขาใหญ่ในสนามมวย การล้มมวย ส่วนตอน 3-4 จะเป็นมวยเด็กกับเทรนเนอร์ และการดิ้นหาเลี้ยงชีพของวงการมวยรุ่นนี้ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้จะใช้ตัวละครเดิมปนกัน เพราะเรื่องมีความเกี่ยวข้องกันทั้งหมดไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง อาจจะมากหรือน้อยแต่ทุกตัวละครคือคนที่อยู่เบื้องหลังสีเทาๆ ที่ทำให้วงการทวยไทยขับเคลื่อนมาจนถึงตอนนี้ได้ แม้จะมีปัญหาผลประประโยชน์ทับซ้อนมากมายก็ตาม ซึ่งนี่เป็นความเจ๋งของการเขียนบทในเรื่องนี้เลยก็ได้ เหมือนเหตุการณ์แบบบัตเตอร์ฟลายเอฟเฟ็กต์ที่เกิดเรื่องหนึ่งก็จะไปกระทบอีกเรื่องหนึ่งเป็นโยงใยตามกัน ในขณะที่เราดูตอนแรกที่เน้นเรื่องสนามมวยการพนันขันต่อเต็มๆ ทั้งตอน โดยมีการจำลองไฟต์สำคัญของดคีจริงที่ใช้นักมวยจริงมาแสดงแล้วจบลงด้วยเหตุการณ์ไม่คาดคิด ตอนสองกลับเป็นเรื่องเล่าย้อนกลับไปก่อนจะมาถึงจุดนี้ แล้วเผยให้เห็นอีกมุมของเรื่องราวนี้ ทำให้เรื่องดูมีมิติครบถ้วนในการเก็บรายละเอียดเรื่องราวจากคดีจริงที่เกิดขึ้น แม้จะแต่งเติมเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ให้เป็นเหมือนหนังมากกว่าเรื่องจริง แต่เนื้อหาสาระของคดีนั้นก็คงอยู่เหมือนเดิม และทำให้เรามองเห็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ได้ง่ายๆ ด้วย เพราะมันโยงใยถึงทุกคนที่เกี่ยวข้องกับแวดวงมวยไทยทั้งหมด อยู่ที่ใครจะโลภหรือโดนครอบงำได้เมื่อไหร่เท่านั้น 

ตอน 3 ตัดมาที่มวยเด็กเหมือนจะเป็นเรื่องเล่าที่แยกออกไป แต่ตัวเรื่องก็ยังหยิบจับเอาตัวละครเดิมจากตอนที่ 1-2 กลับมาได้ในบทเสริมที่ช่วยให้เราเช้าใจตัวจริงของพวกนี้ว่าหากินกับวงการมวยทุกทางตั้งแต่มวยเด็กยันโต แต่ก็ไม่ได้เอาจุดนี้มาบัดบังแก่นของเรื่องตอน 3-4 ที่เป็นมวยเด็กให้ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด กลับกันผู้เขียนกลับชอบตอนมวยเด็กทั้ง 2 ตอนนี้มากกว่าตอน 1-2 ซะอีก เพราะเป็นเรื่องราวมุมมืดที่หาดูได้ยาก แล้วก็ทารุณกรรมเด็กมากกว่าลิงเก็บมะพร้าวที่ PETA ประณามไทยซะอีก (อันนี้ประชด) คือแม้แต่คนไทยเองก็ไม่เคยรู้เรื่องราวพวกนี้แน่นอน อาจะรู้แค่ว่าเด็กยากจนเลยต้องมาต่อยมวย แต่ไม่รู้หรอกว่าจริงๆ เด็กเขาคิดยังไง แล้วต้องเจอกับอะไรบ้างในโลกของผู้ใหญ่ที่แสนโหดร้าย เหมือนจับเอาเด็กมาฝึกเหมือนหมาล่าเนื้อให้สู้กันด้วยเศษเนื้อติดกระดูก แต่ด้วยการเคารพและความจำทนทำให้เด็กที่เลือกทางนี้ก็ไม่อาจจะปริปากบอกใครได้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่ต้องใช้กฎหมายแก้ แต่ก็ยังไม่อาจจะผ่านได้เพราะมันคือการทำลายระบบขั้นตอนวงการมวยไทยที่มีมาตลอดไปเลย (มวยไทยฝึกตั้งแต่ 2 ขวบ เริ่มต่อยจริงตอน 6 ขวบ กฎหมายจะแก้ให้ชกได้ตั้งแต่ 12 ขวบขึ้นไป)

นอกจากนี้แล้วในตอนมวยเด็กเรื่องราวยังเน้นดราม่าสะเทือนอารมณ์จากเรื่องจริงของเด็กที่ตายในสังเวียน ซึ่งมีเรื่องราวจากเด็กทั้งสองมุมมาบอกเล่าภาพสะท้อนเบื้องลึกของเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายแรงนี้ขึ้น นักแสดงเด็ก ภู – ภูริภัทร พูลสุข ที่เป็นนักมวยจริงมาแสดงครั้งแรก สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ต่างๆ ที่มากมายตั้งแต่ความบอบช้ำจากปัญหาทางบ้าน พ่อขี้เหล่าข่มขืนทุบตีแม่ การถูกทำร้ายกดขี่ทางจิตใจและร่างกายจากครูมวยที่เป็นเหมือนพ่อบุญธรรมอีกคน แล้วยังมาเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้เพื่อนร่วมอาชีพต้องตายอีก ซึ่งบทของภูเต็มไปด้วยรายละเอียดทางอารมณ์มากที่สุดในเรื่องแล้ว ต่างกับบทของผู้ใหญ่ที่เน้นเรื่องราวความรุนแรงการพูดจากโผงผางใส่กัน ซึ่งอาจจะดูสมจริงแต่ก็ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ยกเว้นบทของกรรมการมวยที่มีดราม่าครอบครัวพ่อกับลูกสาวที่ปฏิเสธจะรับเงินสกปรกจากพ่อ ซึ่งเหตุการณ์ตรงนี้เป็นเรื่องแต่งเติมเพิ่มมาไม่ใช่เรื่องจริง ก็อาจจะทำให้ดูไม่เรียลเท่าเรื่องอื่นที่สร้างจากเรื่องจริง (หลังจบ 4 ตอนจะมีรายละเอียดคดีจริงมาให้ผู้ชมได้รู้ว่านำมาจากไหน)

ในส่วนของสารคดีถูกบอกเล่าโดยการตัดสลับเรื่องจำลองที่ว่าไป โดยเป็นฉากสัมภาษณ์สั้นๆ ของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการมวยทั้งหมด ทุกอาชีพตั้งแต่เซียนมวย ค่ายมวย แพทย์สนาม นักมวยดังในอดีต ทีมชาติ นักมวยเด็กตัวจริงในคดี เพื่อมาเสริมน้ำหนักเรื่องจำลองให้ผู้ได้เข้าใจมากขึ้น ซึ่งก็เป็นวิธีการบอกเล่าที่ดีกับเรื่องนี้ แต่ก็อาจจะไม่สมูธนักนักการการดูช่วงจำลองที่ทำออกมาสนุก แล้วต้องมาตัดสลับกับบทสัมภาษณ์เป็นระยะๆ แต่ถ้าไม่เล่าแบบนี้ตัวซีรีส์เรื่องนี้ก็อาจจะไม่มีน้ำหนักข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือให้สมกับที่ตั้งใจเปิดแผลวงการมวยไทยให้ผู้ชมทั่วโลกได้รับรู้ข้อเท็จจริงได้

มุมมองการกำกับภาพแสงสีในเรื่องนี้ถือว่าดีเลย ดูเป็นสากลมีการเคลื่อนไหวของกล้อง มุมมองภาพที่สื่อความหมายหลายฉาก รวมถึงเพลงประกอบสากลที่เลือกมาใส่ได้อย่างเข้ากับอารมณ์ของเรื่อง แทบไม่น่าเชื่อว่าผู้กำกับมือใหม่ที่หาเครดิตผลงานก่อนนี้แทบไม่เจออย่าง  กิตติชัย วรรณ์ประเสริฐ จะทำเรื่องนี้ออกมาได้ดีมาก ดีกว่าซีรีส์ไทยที่ผ่านๆ ทั้งหมดใน Netflix เลยด้วย (ผลงานชิ้นนี้ถ่ายทำจบก่อน 3 ปีด้วยทุนของทีมเอง แล้วถึงมาเสนอให้เน็ตฟลิกซ์และมีการปรับเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย)

จุดด้อยของเรื่องนอกเหนือจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่กล่าวแทรกไปก็คงมีแค่ตอน 1 ที่เรื่องราวเกี่ยวกับเซียนมวยสนามแล้วภาพในตอนนี้ส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองจากนอกสังเวียนดูไกลๆ ทำให้ต้องใส่เสียงเตะต่อยเทียมเข้าไปดังๆ จนดูไม่สมจริงเท่าไหร่ รวมถึงท่าทางการต่อยที่ดูเหมือนจริง แต่ก็ไม่ได้เตะต่อยจริงๆ สักเท่าไหร่ เป็นการแสดงไม่เหมือนมวยจริงๆ จากมุมมองผู้ชม (เป็นความรู้สึกของคนเขียนที่ดูมวยมาแต่เด็กเหมือนกัน) แต่พอตอนสองเป็นเรื่องกรรมการกับนักมวยโดยตรง ทำให้ภาพต้องเข้ามาโฟกัสบนเวที ในเหตุการณ์เดียวกับตอนแรก ความไม่สมจริงที่ว่านี้แทบหายไปหมด ทำให้ฉากชกมวยดูดุเดือดอย่างที่ควรจะเป็น และก็ได้เห็นรายละเอียดหลายๆ อย่างที่ผู้ชมปกติไม่เคยได้รับรู้มาก่อนด้วยครับ

นอกจากนี้เรื่องราวก็เป็นแนวปลายเปิดเพราะทำจากเหตุการณ์จริง ทำให้ตอนจบของเหตุการณ์ในตอนแรกไม่ได้มีการบอกเล่าอะไรต่อมามากนัก แล้วก็ตัวเซียนมวยขาใหญ่ก็ดูจะลอยตัวหลังเรื่องจบ ตัวเรื่องไม่ได้มีบทสรุปทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วต้องได้รับผลกรรมอะไรแบบนั้น ซึ่งอาจจะคาใจผู้ชมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีปัญหาเพราะที่นี่ไทยแลนด์ก็เป็นอย่างที่รู้ๆ กันอยู่แล้วครับ

 

 

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!