รีวิวซีรีส์ ทนายปีศาจ (Netflix) นางเอกร้ายได้โดดเด่น แต่บทก็ยังไม่ดีพอ…
ทนายปีศาจ
Summary
นี่เป็นซีรีส์กฏหมายที่มีแนวทางที่แตกต่างของไทย แต่ก็ไม่ได้ใหม่นักเพราะก่อนนี้ก็พึ่งมีคุโจ ยอดทนายบาป ซีรีส์ของญี่ปุ่นไป สิ่งที่ดีน่าชมเชยมากคือการแสดงของ รฐา โพธิ์งาม ในบทจิตตรี ทนายปีศาจตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเธอตีบทแตกกระจุยโดดเด่นเกินหน้าเมฆ ตัวเอกชายที่วางไว้ให้มีแนวคิดตรงข้ามกับเธอ แต่ปัญหาคือผู้สร้างเรื่องนี้มีเจตนาที่จะนำเสนอด้านเดียวมากเกินไป ทั้งๆ ที่ในแง่มุมกฏหมายมันสามารถเล่นได้มากกว่านั้น แต่เรื่องนี้คือการนำเสนอว่าทนายต้องเล่นไม่ซื่อจนถึงขั้นทำผิดกฏหมายอย่างการสร้างหลักฐานพยานเท็จ โดยเรื่องราวบีบให้เมฆพยายามทำดีแค่ไหนก็ผิดพลาดไปหมด จนตอนท้ายก็เลยต้องยอมทำผิดไปด้วยแล้วก็ชนะคดีกันแบบง่ายๆ ไปเลย แล้วกลุ่มตัวร้ายในเรื่องนี้ก็เล่นง่ายโดยใช้อาชีพเดิมๆ ตำรวจ ผู้พิพากษา นักการเมือง นายทุน ซึ่งเรื่องนำเสนอว่าชั่วสุดขีดกันหมดโดยไม่มีมิติความลึกของตัวละครใดๆ ใส่ไว้เลยสักคน อีกทั้งเส้นเรื่องก็มัดผูกรวมหลายอย่างเข้าด้วยกันจนมากเกินไป ทำให้เวลาที่ต้องเคลียร์ปมตัวละครก็เล่นง่ายจบไปแบบไม่เมคเซนส์ โดยเฉพาะบทพ่อของเมฆที่จบแบบเกินจริงสุดๆ ทำให้ซีรีส์เสียความสมจริงที่วางไว้ในตอนแรกไป แต่ถ้าใครยังชอบความแตกต่างจากไทยก็แนะนำให้ดูอยู่ อย่างน้อยทิศทางของซีรีส์ก็น่าจะถูกใจกลุ่มคนที่โหยหาความยุติธรรมในโลกบันเทิงที่ไม่ต้องตรงกับโลกจริงได้เหมือนกันครับ
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- การแสดงของ รฐา โพธิ์งาม ในบททนายปีศาจ
- มุมมองทนายที่ทำผิดกฏหมายเพื่อช่วยลูกความ
- ความดาร์คของเรื่องสูง
Cons
- บทตัวร้ายชั่วแบบทื่อๆ ไม่มีมิติตัวละครเลย
- เส้นเรื่องยิบย่อยเยอะเกินไป
- การเคลียร์ปมหลายอย่างไม่ดีพอ
- ตัวเอกชายเด่นสู้ไม่ได้
ทนายปีศาจ ซีรีส์ Original Netflix 8 ตอนจบ แนวดราม่า เรื่องราวของทนายหนุ่มผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ แต่เขากลับต้องมาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม โดยที่ระบบความยุติธรรมตามปกติช่วยเขาไว้ไม่ได้ ทำให้เขาต้องยืมมือทนายหญิงปีศาจที่พร้อมใช้ทุกวิถีทางเอาชนะคดีให้ได้
รีวิว ทนายปีศาจ
ซีรีส์จาก ณฐพล บุญประกอบ (ไก่) ผู้กำกับมือรางวัลจาก สงครามส่งด่วน ร่วมกับครีเอเตอร์ จักริน เทพวงค์ และ ทรงพล จันทรสม โดยเป็นซีรีส์ที่มีแนวทางที่แปลกแตกต่างไปจากเรื่องอื่นๆ ด้วยการนำเสนอมุมมองการต่อสู้ทางกฏหมายที่ไม่สนใจศีลธรรมหรือความถูกต้องตามกฏเกณฑ์ปกติ แต่มันก็ไม่ใช่ไอเดียใหม่เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน Netflix ก็ส่งซีรีส์ญี่ปุ่นที่มีแนวทางเดียวกันมาก่อนแล้วในชื่อ Sins of Kujo คุโจ ยอดทนายบาป แต่แน่นอนว่าของไทยไม่ได้ลอกญี่ปุ่นมาแน่นอน เพียงแต่ธีมจุดร่วมของเรื่องมันดันเหมือนกันเป๊ะๆ จนอดเปรียบเทียบไม่ได้จริงๆ ก็ต้องขอเขียนแทรกถึงเรื่องคุโจลงไปในรีวิวนี้ด้วยครับ
เอาตามจริงมันก็ไม่ใช่ไอเดียใหม่นักเพราะมุมนี้มันก็คือทำนายจำเลยที่คอยช่วยผู้ต้องหานั่นแหละ ก็มีความเหมือนกับทนายลินคอร์นซีรีส์ดังอีกเรื่องของ Netflix แต่อันนั้นมันชัดเจนว่าตัวเอกแค่หัวหมอ แต่เรื่องนี้ “จิตตรี” (รฐา โพธิ์งาม) คือทนายที่พร้อมเล่นนอกกฏกติกา แต่เอาผิดทางกฏหมายไม่ได้ การกระทำของเธอหลายๆ อย่างออกจะคล้ายๆ พวกอาชญากรที่ใช้เหยื่อล่อให้เป้าหมายมาติดกับแล้วแบล็คเมลเอามาใช้งาน หรือการตั้งใจทำให้ศาลสับสนโดยการเบี่ยงประเด็นกับลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่ายโดยไม่เลือกวิธีการ หรือแม้แต่การสร้างหลักฐานเท็จขึ้นหลายครั้ง ซึ่งในแง่มุมนี้ตัวละครจิตตรีดิบเถื่อนมาก เกินกว่าลินคอร์นหรือแม้แต่ทนายคุโจไปด้วย (คุโจคือเล่นตามกติกาหาแง่มุมกฏหมายเอาชนะ ไม่สร้างหลักฐานเท็จ) แถมนักแสดงก็เล่นดีมากจนทำให้โดดเด่นกว่า เมฆ (ณัฏฐ์ กิจจริต) ทนายหนุ่มผู้ยึดอุดมการณ์ตรงไปตรงมา แต่พอต้องมาทำงานกับจิตตรีที่ขอให้เขาช่วยทำคดีหาพยานจากฝ่ายตรงข้ามมาช่วยก็ทำให้เขาค่อยๆ เปลี่ยนมุมมองไป ซึ่งจุดนี้แหละทำให้ซีรีส์เรื่องนี้กลายเป็นต้องพยายามสร้างเหตุการณ์อารมณ์ร่วมบีบให้เมฆต้องเป็นไปตามแนวทางที่ผู้สร้างตั้งธงไว้จนมากเกินไป (ของคุโจก็มีทนายแบบเดียวกัน แต่ไม่เปลี่ยนตัวเองไป) จนทำให้เรื่องนี้เริ่มต้นด้วยเรื่องราวการช่วยเหลือของจิตตรีที่ดูแล้วโดดเด่นแตกต่างน่าติดตาม แต่พอเปลี่ยนกลับมาที่บทของเมฆกลายเป็นบทมันอ่อนลงเรื่อยๆ ด้วยการย้ำว่าสิ่งที่เขาทำมันผิด มันช่วยใครไม่ได้ แล้วยังดันทุรังคิดว่าตัวเองทำถูก ก่อนที่สุดท้ายเขาจะเปลี่ยนตัวเองยอมเล่นนอกเกมแบบจิตตรีก็กลายเป็นสำเร็จ ซึ่งถ้ามองว่าเรื่องนี้ผู้สร้างรีเสิร์ชอ้างอิงมาจริงๆ ไม่ใช่แค่สื่อบันเทิงที่แต่งเติมให้เกินจริงยังไงก็ได้ มันก็มีปัญหาทันที เพราะเท่ากับชี้นำว่าการสู้คดีในศาลต้องบิดเบือนสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาช่วยถึงจะรอด แบบที่จิตตรีบอกว่าในเมื่อระบบมันมีปัญหาเราก็ใช้ประโยชน์จากมันไปด้วยเลย ซึ่งมันเป็นมุมมองที่ไม่ถูกต้องนักเพราะเท่ากับถ้าถูกจับได้ก็คือโดนถอนใบอนุญาตและอาจจะต้องคดีติดคุกได้เลย ซึ่งทนายจริงๆ เขาพยายามรักษาเกียรติหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว ซึ่งของคุโจแค่ไม่ส่งมือถือหลักฐานให้ตำรวจมีความผิดโดนถอนใบอนุญาตทันที (ในเรื่องมีการต่อสู้ว่าทำไงคุโจถึงรอดจากโดนร้องได้) ทำให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เป็นไปได้นัก แต่แน่นอนว่ามันได้ความสะใจในการเล่นนอกกฏของตัวเอกจนทำให้ชนะตัวร้ายได้นั่นแหละ
ปัญหาอีกอย่างของเรื่องนี้ที่ผู้สร้างใส่มาไว้จนเด่นชัดมากก็คือ การยัดให้ตัวละครฝ่ายตัวร้ายเป็นลักษณะสเตอริโอไทป์เหมารวมด้านเดียวไปหมด อย่างตัวร้ายเรื่องนี้คือ ตำรวจ ผู้พิพากษา นักการเมือง นายทุนไทย จีนเทา ซึ่งเรื่องนำเสนอตัวละครพวกนี้แบบยัดเยียดให้ชั่วเลวร้ายกันดื้อๆ เลยตั้งแต่แรก เรียกว่านอกจากจะเป็นอาชีพตัวร้ายยอดนิยมของไทยแล้ว ยังกลายเป็นตัวละครที่ไม่มีมิติแง่มุมอะไรอื่นเลย ทุกฉากที่ออกมาคือต้องทำชั่วไปหมด ชั่วแล้วก็ชั่วอีกย้ำไปเรื่อยๆ ไม่มีแม้แต่ช่วงเวลาสำนึกผิดก็ไม่ใส่เอาไว้ เอาตรงๆ นี่มันคือการเขียนบทตัวร้ายที่แย่มาก ต่างกับสงครามส่งด่วนลิบลับที่ร้ายยังไงก็สู้กันในทางธุรกิจที่มีเหตุผลที่มาที่ไป แถมยังทำให้เรื่องมันทื่อๆ มากเพราะบทบาทชั่วๆ ที่เรื่องใส่ไว้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร รับสินบท อุ้มฆ่า นายทุนให้เงินนักการไปแก้กฏหมายมาช่วยธุรกิจตัวเอง เหมือนบทของตัวร้ายในละครไทยน้ำเน่าธรรมดานี่แหละ (ของคุโจคือการตีแผ่วงการเทาๆ หลากหลายอาชีพในญี่ปุ่นที่กระทบสังคมจริง) นอกจากนี้ยังพยายามก็อปลุคของพวกคนดังในแวดวงพวกนี้แล้วยัดบทบาทนี้ให้ จนคนดูที่ติดตามการเมืองก็ต้องรู้ว่าเป็นใครอย่างปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งมันเป็นการนำเสนอด้านเดียวที่ควรเลิกชี้นำทำกันได้แล้วจริงๆ
ซีรีส์ยังพยายามใส่ตัวละครโลกสวยเพิ่มอีกคนเป็นนางเอกของเรื่องก็คือ อัง (ปริม อัจฉรียา โพธิพิพิธธนากร) โดยเธอเป็นอดีตทนายสิทธิมนุษยชนและนักการเมืองหญิงรุ่นใหม่ (คุ้นๆ มั้ย ส่วนของคุโจนางเอกคือนักสังคมสงเคราะห์ที่มาช่วยดูแลคนจากคดีต่อจากทนายอีกที) ซึ่งแน่นอนว่าถอดบทบาทอุดมการณ์มาตรงข้ามจิตตรีและพยายามช่วยเมฆสู้คดีจากการตามหาผู้ก่อเหตุที่เป็นหญิงพม่าที่หนีไปแล้วทิ้งให้เขาต้องมารับเคราะห์ ซึ่งเรื่องก็นำไปผูกโยงกับปัญหาแรงงานเถื่อนจนถึงขั้นค้ามนุษย์ในธุรกิจประมง โดยมีพรรคที่เธอสังกัดอยู่มีแม่เป็นหัวหน้าพรรคและพยายามรีแบรนด์โดยใช้ลูกสาวมาช่วย แต่ซีรีส์ก็มอบบทบาทมุมมองให้เธอแบบทื่อๆ ไม่ต่างอะไรจากตัวร้ายที่ว่ามา แค่ตรงข้ามกันคือเธอพยายามซื่อตรงจนถึงที่สุดแล้วก็ยอมรับว่าโลกนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด แต่เธอก็รับมันไม่ได้เช่นกันเลย ก็เลยทำให้เธอต้องมาตั้งพรรคใหม่ร่วมกับ NGO ที่ในเรื่องบทก็ทื่อไม่แพ้กันว่าเป็นคนที่ช่วยแรงงานต่างด้าวแบบหมดใจ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมใดๆ เข้าตัวเลย ซึ่งมันขาวเกินจริงไปมาก เหมือนเป็นมุมที่ผู้สร้างอยากขายออกมาให้ผู้ชมเชื่อตามเท่านั้น แถมพรรคใหม่ก็ยังใช้สีเชื่อมโยงกับโลกจริงอีก จนดูแล้วรู้สึกเลยว่าจะยัดเยียดไปถึงไหนกัน
ส่วนเรื่องราวที่ซีรีส์วางไว้ก็ค่อนข้างยุ่งเหยิง โดยพยายามผูกปมคดีที่สามารถล้มรัฐบาลได้เพราะพวกนี้ร่วมกันก่ออาชญากรรมปกปิดคนตายบนเรือเข้ากับคดีที่เมฆโดนยัดเยียดให้เป็นฆาตกร โดยที่ระหว่างทางเมฆก็ต้องทำคดีหาพยานมาช่วยตัวเอง โดยการเข้าไปช่วยคนที่จิตตรีเล็งไว้ว่าให้มาเป็นพยานเท็จ ในขณะที่อังก็ตามรอยพยานมาช่วยเมฆ โดยที่จิตตรีเองก็มีเป้าหมายซ่อนเร้นอยู่ว่าทำไมเข้ามาช่วยเมฆ โดยมีบทของพ่อเมฆที่กำลังจะขึ้นเป็นอธิบดีเข้ามาเกี่ยว ก่อนที่เรื่องจะโยงทุกอย่างเข้ามารวมกันแบบยุบยั่บมาก แล้วก็เคลียร์ทุกอย่างแบบง่ายดายเกินไป โดยไม่ได้ใช้กระบวนการทางกฏหมายเข้ามาเกี่ยวสักเท่าไหร่ แถมอย่างพ่อของเมฆอยู่ๆ ก็เคลียร์ปมกับลูกโดยใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อตัวร้ายโดยทำลายตัวเองไปพร้อมกันแบบดูยังไงก็ไม่สมเหตุผลเลยจริงๆ ก่อนที่ตอนจบจะวางไว้ทำต่อซีซั่น 2 แบบชัดเจนผูกโยงเข้ากับอดีตของแม่เมฆที่พยายามปูมาทั้งเรื่องแบบงงๆ แต่ก็ดูน่าติดตามกว่าซีซั่นแรกนี้ด้วยปมทีทิ้งไว้ตอนจบให้จิตตรีกับเมฆต้องมาเป็นศัตรูกันครับ
สรุป
นี่เป็นซีรีส์กฏหมายที่มีแนวทางที่แตกต่างของไทย แต่ก็ไม่ได้ใหม่นักเพราะก่อนนี้ก็พึ่งมีคุโจ ยอดทนายบาป ซีรีส์ของญี่ปุ่นไป สิ่งที่ดีน่าชมเชยมากคือการแสดงของ รฐา โพธิ์งาม ในบทจิตตรี ทนายปีศาจตัวเอกของเรื่อง ซึ่งเธอตีบทแตกกระจุยโดดเด่นเกินหน้าเมฆ ตัวเอกชายที่วางไว้ให้มีแนวคิดตรงข้ามกับเธอ แต่ปัญหาคือผู้สร้างเรื่องนี้มีเจตนาที่จะนำเสนอด้านเดียวมากเกินไป ทั้งๆ ที่ในแง่มุมกฏหมายมันสามารถเล่นได้มากกว่านั้น แต่เรื่องนี้คือการนำเสนอว่าทนายต้องเล่นไม่ซื่อจนถึงขั้นทำผิดกฏหมายอย่างการสร้างหลักฐานพยานเท็จ โดยเรื่องราวบีบให้เมฆพยายามทำดีแค่ไหนก็ผิดพลาดไปหมด จนตอนท้ายก็เลยต้องยอมทำผิดไปด้วยแล้วก็ชนะคดีกันแบบง่ายๆ ไปเลย แล้วกลุ่มตัวร้ายในเรื่องนี้ก็เล่นง่ายโดยใช้อาชีพเดิมๆ ตำรวจ ผู้พิพากษา นักการเมือง นายทุน ซึ่งเรื่องนำเสนอว่าชั่วสุดขีดกันหมดโดยไม่มีมิติความลึกของตัวละครใดๆ ใส่ไว้เลยสักคน อีกทั้งเส้นเรื่องก็มัดผูกรวมหลายอย่างเข้าด้วยกันจนมากเกินไป ทำให้เวลาที่ต้องเคลียร์ปมตัวละครก็เล่นง่ายจบไปแบบไม่เมคเซนส์ โดยเฉพาะบทพ่อของเมฆที่จบแบบเกินจริงสุดๆ ทำให้ซีรีส์เสียความสมจริงที่วางไว้ในตอนแรกไป แต่ถ้าใครยังชอบความแตกต่างจากไทยก็แนะนำให้ดูอยู่ อย่างน้อยทิศทางของซีรีส์ก็น่าจะถูกใจกลุ่มคนที่โหยหาความยุติธรรมในโลกบันเทิงที่ไม่ต้องตรงกับโลกจริงได้เหมือนกันครับ