รีวิวซีรีส์ Teach You a Lesson (Netflix) จัดการเด็กเปรตได้สะใจ แต่เคลียร์ปมได้ทื่อมากๆ
Teach You a Lesson
Summary
ซีรีส์จากทีม Juvenile Justice หญิงเหล็กศาลเยาวชน ที่ยังเล่าเรื่องเหมือนเดิมเป๊ะๆ โดยเปลี่ยนจากผู้พิพากษามาเป็นครูสุดโหดที่มากำหราบอาชญากรเด็กด้วยความรุนแรงตอบโต้กลับไปแบบเดียวกัน แต่ที่ต่างคือเรื่องนีเป็นดราม่ากึ่งคอมเมดี้ ทำให้ฉากรุนแรงต่างๆ ออกแนวโอเวอร์แอ็กติ้งที่โหดจริง แต่ก็รู้ว่าทำออกมาเว่อร์ๆ เพื่อเอาสะใจในโลกสมมุติล้วนๆ ถึงจะมีรัฐบาลที่ตั้งกลุ่มครูและให้อำนาจเด็ดขาดออกมาจัดการเด็กเยาวชนแบบนี้ได้ โดยที่เรื่องก็เน้นเอาคืนทำให้เด็กพวกนี้โดนแบบเดียวกันจะได้สำนึก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการเคลียร์ปมทุกตอนเข้าขั้นมักง่ายแบบทื่อๆ เหมือนแค่เปิดเคสแรงๆ มาแล้วทำให้จบๆ ไป จนดูโลกสวยด้วยความรุนแรงแบบเว่อร์ๆ เกินจริงของตัวเอกมาก แต่สิ่งที่ดีก็คือซีรีส์กล้าตั้งคำถามถึงปัญหาของเรื่องราวเด็กเหล่านี้ที่ไม่ใช่แค่เกิดในเกาหลี แต่เป็นทุกที่ทั่วโลกว่า เมื่อเด็กได้รับการปกป้องจากสิทธิทุกอย่างจนเกินไปมันจะสร้างปัญหาสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะแก้ไขอย่างในปัจจุบัน และปัญหานั้นก็ลามมาถึงผู้ปกครองที่ใช้มันทำร้ายครูผู้สอนลูกๆ ของพวกเธอ ซึ่งมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องทบทวนการลงโทษเอาผิดสิ่งที่พวกเขาก่อขึ้นให้เป็นจริงเป็นจังแบบที่ซีรีส์เรื่องนี้สร้าง “สำนักงานพิทักษ์สิทธิการศึกษา” ในโลกสมมุติขึ้นมาครับ
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- การลงโทษอาชญากรเด็กในโรงเรียน
- การสะท้อนปัญหาเด็กกับผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน
- มีพากย์ไทย
Cons
- เคลียร์ปมทุกตอนแบบเล่นง่ายทื่อๆ
- แอ็กชั่นโอเวอร์ของตัวเอกที่เกินจริงไปมาก
Teach You a Lesson อย่างนี้ต้องโดนสั่งสอน ซีรีส์เกาหลี Original Netflix 10 ตอนจบ แนวดราม่าคอมเมดี้ เรื่องราวสะท้อนระบบการศึกษาเกาหลีที่พังทลาย ในยุคที่ครูหมดอำนาจ นักเรียนก้าวร้าวเปิดเผย และผู้ปกครองทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกโดยไม่สนว่าถูกหรือผิด รัฐบาลจึงจัดตั้ง “สำนักงานพิทักษ์สิทธิการศึกษา” ขึ้นมาส่งครูสุดโหดไปลงโทษอย่างเด็ดขาดและเยียวยาเหยื่อไปพร้อมกัน
รีวิว Juvenile Justice ตั้งใจเล่นประเด็นร้อน แต่ผ่อนกับแผ่วลงเรื่อยๆ จนจืดสนิท (ไม่มีสปอยล์)
รีวิวซีรีส์ Teach You a Lesson
ซีรีส์จากทีมผู้สร้าง Juvenile Justice หญิงเหล็กศาลเยาวชน โดยเรื่องนี้ดัดแปลงจากเว็บตูน Get Schooled ของ Chae Yong Taek ซึ่งเว็บตูนต้นฉบับเคยถูกวิจารณ์หนักเรื่องเนื้อหาเหยียดเพศและเหยียดเชื้อชาติ จนถูกระงับการตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา และ สหภาพครูหลายแห่งในเกาหลีใต้ยังออกมาเรียกร้องให้ระงับการผลิต โดยอ้างว่าเนื้อเรื่องสนับสนุนการลงโทษทางร่างกายและละเมิดสิทธิเด็กนักเรียน
ในเวอร์ชั่นซีรีส์นี้ก็ยังมาแนวทางเดียวกัน แม้ผู้สร้างจะบอกว่าได้ปรับเปลี่ยนหลายอย่างออกไปแล้วเน้นที่การสำนึกผิดมากกว่า แต่เรื่องก็ยังเป็นแนวเดียวกับผลงานชิ้นก่อนที่หยิบจับเอาปัญหาเด็กก่ออาชญากรรมในโรงเรียนขึ้นมา โดยเปลี่ยนจากผู้พิพากษามาเป็น “สำนักงานพิทักษ์สิทธิการศึกษา” ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมาแก้ปัญหาให้ตรงจุด ซึ่งซีรีส์ก็ยังใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมคือ ให้ตัวเอกลงไปลุยภาคสนามสืบค้นและจัดการอย่างเด็ดขาดให้สะใจผู้ชม โดยมีตัวเอกนาฮวาจินเป็นอดีตทหารร่วมกับอิมฮันริมทหารรุ่นน้องเป็น 2 ตัวเอกขาลุย โดยมี “กึนแด” หนุ่มโอตาคุที่เป็นหน่วยไซเบอร์ของทีมคอยช่วยและมีแบ็คใหญ่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการที่พ่วงตำแหน่งพ่อตาของนาฮาจินอีกด้วย
สิ่งที่ต่างจากเรื่องก่อนคือความจริงจังในเนื้อหาดิบๆ โหดๆ ถูกปรับลดด้วยการพ่วงแนวตลกเข้ามา ทำให้เรื่องนี้แม้จะมีฉากที่ตัวเอกเล่นหนักทำร้ายร่างกายเด็กที่เป็นอาชญากรอยู่ตลอด แต่ซีรีส์ตราประทับตราไว้แต่แรกแล้วว่านี่เป็นซีรีส์กึ่งคอมเมดี้ดราม่า ด้วยฉากเว่อร์ๆ โอเวอร์แอคติ้งต่างๆ นาๆ ทำให้ประเด็นความจริงจังของเนื้อหาในโลกจริงพอยอมรับได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมุติตั้งแต่แรก (ต่างกับซีรีส์หญิงเหล็กที่ผู้พิพากษาลงไปลุยจับคนร้ายเองไม่ได้) ดังนั้นการละเมิดสิทธิทางร่างกายนักเรียนจึงไม่แฟร์นักถ้าจะบอกว่าเรื่องนี้สนับสนุน เพราะตัวซีรีส์ออกแนวตั้งใจให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษการคืนสนองแบบที่ตัวพวกเขาเองก็กระทำมาก่อน ซีรีส์จึงย้อนการกระทำของพวกเขาแล้วจบเป็นตอนไป (1 ตอน คือ 1 เคส 1 โรงเรียน มีแค่ตอน 9-10 ที่พ่วงเกี่ยวของกัน 2 เคส) โดยแต่ละตอนมีพัฒนาการเรื่องราวเชื่อมต่อกันทั้งจากอดีตของตัวเอกที่แฟนสาวตายไปแบบปริศนาว่าเด็กที่ฆ่าครูสาวกลับบอกว่ารักครูในศาล และเรื่องก็นำเอาประเด็นนี้เป็นจิ๊กซอว์ใส่ไว้ในแต่ละตอนก่อนค่อยๆ เฉลยว่าเรื่องราวจริงเป็นอย่างไร ซึ่งก็คือบอสเด็กเปรตท้ายเรื่องที่เป็นตอนจบของเรื่องนี้นั่นเอง
แต่ถึงเรื่องราวการลงโทษเอาคืนอาชญากรเด็กในเรื่องจะสะใจ แต่ซีรีส์ก็แฝงความจริงว่าเหตุการณ์ทั้งหมดในเรื่องนั้นมีจริงๆ แม้อาจจะไม่ไปจนสุดทางขนาดที่บทเขียนให้เว่อร์ๆ ไว้ แต่ซีรีส์ก็พุ่งเป้าไปที่ปํยหาว่า ถ้าครูกลัวเด็กเพราะทำอะไรกับเด็กไม่ได้ มันจะกลายเป็นการส่งเสริมให้เด็กทำผิดย่ามใจและใช้อภิสิทธิ์นั้นหวนกลับมาทำร้ายสังคมเอง รวมถึงตัวพ่อแม่ผู้ปกครองที่มักส่งเสริมให้ลูกทำผิดไปด้วย อย่างการสปอยล์ลูกตลอดเวลาจนลามไปถึงการกำกับชีวิตครูให้สอนลูกของเธอให้มีอภิสิทธิ์ หรือการบังคับเด็กให้เป็นหมอตามที่ตัวเองต้องการเพื่อหวังสบายภายภาคหน้า ซึ่งเนื้อหาพวกนี้ซีรีส์ขุดค้นและเอามาทำให้ได้ดีกว่าการลงมือกับเด็กในตอนเปิดแรกๆ ซะอีก
แต่สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ยังคงทำได้แย่ก็เหมือนเรื่องหญิงเหล็กคือบทการเคลียร์เฉลยปมต่างๆ ดูง่ายไปหมด ทุกตอนซีรีส์หยิบจับปัญหาร้ายแรงขึ้นมาเล่นทั้งหมด ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ไม่มีทางแก้ได้ในชีวิตจริงเลยด้วยซ้ำ อย่างแก๊งนักเรียนช่างที่หวังต่อยตีแล้วไปเป็นแก๊งอาชญากรรมจริงๆ ซีรีส์ใช้วิธีแก้ปัญหาง่ายๆ คือให้ตัวเอกลงไปอัดพวกแก๊งลูกพี่ที่มาคุมนักเรียนจนหมดราบคาบ แบบ 1 ต่อ 20 ง่ายๆ แบบนั้นเลย แล็วพอทลายแก๊งพวกนี้ได้นักเรียนก็กลัวกลับใจกลับมาเรียนดี ซึ่งอะไรแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้เลย หรือที่หนักก็มีตอนที่เด็กติดการพนันออนไลน์ ก็ให้ตัวเอกออกไปสืบหาแล้วทลายแก๊งที่เชื่อมโยงถึงเขมรจัดการจนสิ้นซากด้วยหมัดลุ่นๆ กับนางเอกอินฮันริน ซึ่งถึงแม้จะบอกว่าพวกเขาเป็นหน่วยทหารพิเศษมาก่อน แต่การเดินเข้าไปต่อยตีพวกนี้จนชนะมันเป็นวิธีเคลียร์ปมปัญหาที่สิ้นคิดเกินไป แล้วหลายตอนเรื่องก็ใช้วิธีแนวๆ นี้ทั้งหมด จนทำให้ซีรีส์ทั้งเรื่องเหมือนแค่มุ่งจะหยิบปัญหาจริงออกมา แต่การเคลียร์ปมปัญหานั้นมักง่ายเอามากๆ ครับ
ด้วยความเป็นซีรีส์เกาหลีก็เลยพยายามสอดแทรกเรื่องรักเข้าไป ในแง่มุมของความกุ๊กกิ๊กมันก็ดีอยู่หรอกที่ได้เห็นการจิ้นของอิมฮันริมกับกึนแด แต่ด้วยความที่ซีรีส์มีแค่ซีซั่นเดียว เรื่องมันก็เลยใส่มาแบบแถมให้ดูกุ๊กกิ๊ก แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นครับ
สรุป
ซีรีส์จากทีม Juvenile Justice หญิงเหล็กศาลเยาวชน ที่ยังเล่าเรื่องเหมือนเดิมเป๊ะๆ โดยเปลี่ยนจากผู้พิพากษามาเป็นครูสุดโหดที่มากำหราบอาชญากรเด็กด้วยความรุนแรงตอบโต้กลับไปแบบเดียวกัน แต่ที่ต่างคือเรื่องนีเป็นดราม่ากึ่งคอมเมดี้ ทำให้ฉากรุนแรงต่างๆ ออกแนวโอเวอร์แอ็กติ้งที่โหดจริง แต่ก็รู้ว่าทำออกมาเว่อร์ๆ เพื่อเอาสะใจในโลกสมมุติล้วนๆ ถึงจะมีรัฐบาลที่ตั้งกลุ่มครูและให้อำนาจเด็ดขาดออกมาจัดการเด็กเยาวชนแบบนี้ได้ โดยที่เรื่องก็เน้นเอาคืนทำให้เด็กพวกนี้โดนแบบเดียวกันจะได้สำนึก แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการเคลียร์ปมทุกตอนเข้าขั้นมักง่ายแบบทื่อๆ เหมือนแค่เปิดเคสแรงๆ มาแล้วทำให้จบๆ ไป จนดูโลกสวยด้วยความรุนแรงแบบเว่อร์ๆ เกินจริงของตัวเอกมาก แต่สิ่งที่ดีก็คือซีรีส์กล้าตั้งคำถามถึงปัญหาของเรื่องราวเด็กเหล่านี้ที่ไม่ใช่แค่เกิดในเกาหลี แต่เป็นทุกที่ทั่วโลกว่า เมื่อเด็กได้รับการปกป้องจากสิทธิทุกอย่างจนเกินไปมันจะสร้างปัญหาสะสมขึ้นเรื่อยๆ จนยากจะแก้ไขอย่างในปัจจุบัน และปัญหานั้นก็ลามมาถึงผู้ปกครองที่ใช้มันทำร้ายครูผู้สอนลูกๆ ของพวกเธอ ซึ่งมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องทบทวนการลงโทษเอาผิดสิ่งที่พวกเขาก่อขึ้นให้เป็นจริงเป็นจังแบบที่ซีรีส์เรื่องนี้สร้าง “สำนักงานพิทักษ์สิทธิการศึกษา” ในโลกสมมุติขึ้นมาครับ