รีวิว GOOD LUCK HAVE FUN DON’T DIE เทอร์มิเนเตอร์ 2 เวอร์ชั่นแฟนเมดบ้าบอสุดโต่ง!
GOOD LUCK, HAVE FUN, DON'T DIE
Summary
หนังบ้อบอสุดโต่งจากผู้กำกับ Gore Verbinski ผู้สร้าง Pirates of the Caribbean ซึ่งคราวนี้ก็สร้างตัวละครชายผู้ “อ้าง” ว่ามาจากอนาคตแบบเดียวกับเทอร์มิเนเตอร์ 2 มากู้โลกจาก AI ในอนาคตที่ครองโลกไปแล้ว โดยทำให้มันเป็นแนวแฟนเมดที่ยำใหญ่ใส่ความกาวมากมายลงไปเต็มพิกัด เริ่มจากร้านอาหารนำไปสู่จักรวาลที่บ้าบอของแต่ละครตัวละครที่ตามเขามา ซึ่งทุกคนมีปูมหลังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเสียดสีเทคโนโลยีที่กาวไม่แพ้กัน แต่มันก็คือแนวคิดเดียวกับซีรีส์แบล็คมิเรอร์ ที่เทคโนโลยีรอบตัวเรานั้นทำพิษกับสังคมแล้วแต่คนยังไม่รู้ตัวเท่านั้น ซึ่งหนังสนุกกับความเพี้ยนสุดโต่งมาก โดยที่หยอดให้ผู้ชมสงสยและไม่แน่ใจว่าเรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ได้อย่างสนุก แต่ก็มีปัญหาตรงที่การรวมความบ้าในตอนท้ายบางอย่างไม่ได้ถูกเฉลย โดยผู้กำกับอาจจะเตรียมไว้ทำภาคต่อ แต่มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้นแล้วเพราะหนังแม้ใช้ทุนน้อยแค่ 20 ล้าน แต่ก็ขาดทุนยับจนมาลงสตรีมมิ่งใน Prime เท่านั้น สำหรับใครที่กลัวว่าจะดูยาก ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส – Everything.Everywhere.All.at.Once. อันนี้ดูง่ายกว่านั้นเยอะมาก เพียงแต่เรื่องนี้ไม่มีพากย์ไทย แล้วซับมีปัญหาตามการพูดไม่ทันทำให้อาจจะดูยากขึ้นครับ
Overall
7.5/10User Review
( votes)Pros
- จาก ผู้กำกับ Gore Verbinski ผู้สร้าง Pirates of the Caribbean
- แนวไซไฟเสียดสีเทคโนโลยีที่บ้าบอมากๆ
- นักแสดง Sam Rockwell
Cons
- ปมบางอย่างไม่เคลียร์
- ซับไทยดีเลย์
GOOD LUCK HAVE FUN DON’T DIE ภาพยนตร์ Amazon prime แนวไซไฟ เรื่องราวของชายคนหนึ่งที่หาคนมารวมพลังกู้โลกจาก AI วายร้ายในอนาคต โดยที่เขาบอกตัวเองว่าทำวนซ้ำมาหลายแล้วหลายร้อยรอบ!
รีวิว GOOD LUCK HAVE FUN DON’T DIE (ไม่สปอยล์)
ชายคนหนึ่ง (Sam Rockwell) ปรากฏตัวในร้านอาหารเปิดดึกแห่งหนึ่งในลอสแอนเจลิส บอกว่ามาจากอนาคต มีระเบิดติดอยู่ที่อก และต้องการคัดเลือกคนในร้านเพื่อออกปฏิบัติการหยุดยั้ง AI ที่กำลังจะทำลายอารยธรรมมนุษย์ เขาพูดตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ และทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกคนตาย แต่เขาต้องลองต่อไป เพราะไม่มีทางเลือกอื่น
หนังโรงที่ฉายในอเมริกาไปแล้วไม่ได้มาฉายไทยและลงใน Prime โดนมาจากผู้กำกับ Gore Verbinski ผู้สร้าง Pirates of the Caribbean Trilogy ซึ่งเขาหายหน้าจากวงการไปเกิน 10 ปีแล้วหลังจากไม่ค่อยประสบความสำเร็จในช่วงหลัง (ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน) แต่คนก็ยังไม่ลืมที่เขาสร้างตัวละครแจ็คสแปรโรวที่ดูบ้าๆ บอๆ จนโด่งดังได้ มาเรื่องนี้ก็คือผลงานที่สร้างตัวละครบ้าๆ บอๆ แบบนั้นกลับมาอีก โดยพล็อตจริงๆ มันคือ เทอร์มิเนเตอร์ 2 ผสมแนววนลูปกันดื้อๆ นี่แหละ แต่มาในแนวหนังทุนต่ำ 20 ล้านเหรียญที่เล่นใหญ่ยัดอะไรเว่อร์วังลงมาได้ในเรื่องราวเพี้ยนๆ ไม่กี่ช่วงตึกในคืนเดียวได้อย่างสนุกสนาน+บ้าบอเกิดคาดจริงๆ
หนังเริ่มต้นด้วยพล็อตที่ดูกาวว่ามีคนที่ดูไม่เต็มแต่งตัวเพี้ยนๆ มาตะโกนโวยวายในร้านอาหารชวนทุกคนไปกู้โลก ซึ่งแน่นอนว่าใครจะเชื่อได้คงไม่มี ก่อนที่เขาจะงัดไม้ตายว่าตัวเองใส่เสื้อระเบิดพลีชีพ จนทำให้คนในร้านอาหารแตกตื่นและนำไปสู่การที่ตำรวจมาล้อมร้านไว้ เขาจึงบังคับคนกลุ่มหนึ่งให้ไปทำภารกิจนี้กับเขาโดยหนีวงล้อมตำรวจออกมา โดยมีเป้าหมายห่างไปไม่กี่ช่วงตึกกับเด็ก 9 ขวบในบ้านนั้นที่เขาบอกกำลังสร้าง AI ที่จะมาเป็นภัยร้ายยึดโลกในอนาคต… ซึ่งนี่และคือจุดเริ่มของเรื่องกาวๆ ที่หนังขยันยัดเข้ามาจนผู้ชมเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรคือจริงหรือเท็จกันแน่
แน่นอนว่าหนังพยายามทำตัวเองให้บ้าสุดโต่งกับวันสิ้นโลก ด้วยบทพูดสารพัดของชายผู้อ้างตัวมาจากอนาคตคนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่องจะไม่เชื่อ หรือไม่แน่ใจว่าจะเชื่อดี หรือความคิดที่ว่าตามน้ำไปก่อนเพื่อหาทางออก ผู้ชมเองก็ตกอยู่ประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งหนังเก่งมากที่ค่อยๆ หยอดปมภายนอกเหตุการณ์นี้เข้ามา โดยการใช้เวลาแฟลชแบ็คย้อนอดีตเล่าที่มาของแต่ละคนที่ตามเขามาด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน อย่างครูที่เห็นนักเรียนติดมือถืออย่างหนักจนกลายเป็นซอมบี้มือถือ คุณแม่ที่เสียลูกจากเหตุกราดยิงและพบทางเยียวยาวผ่านโคลนนิ่ง เจ้าหญิงคอสเพลย์งานวันเกิดเด็กที่ตัวเองแพ้เทคโนโลยี ซึ่งการเปิดปูมหลังพวกนี้ถูกแทรกเข้ามาเป็นช่วงๆ ค่อยๆ ทำให้ผู้ชมเริ่มเชื่อคล้อยตามได้ว่า มันต้องมีอะไรมากกว่าเห็นในเรื่อง แต่ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องที่เขาเล่าว่ามาจากอนาคตนั้นจริงหรือไม่ เพราะเหตุการณ์ที่หนังเล่าผ่านตัวละครพวกนี้นั้นต้องสุดกาวเต็มแม็กมากกว่าซะอีก แต่มันก็สนุกและตอบโจทย์สุดโต่งทำให้ขอบเขตจักรวาลเรื่องนี้ไปไกลสุดกู่ขึ้นเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าจะบรรจบด้วยกันยังไง ซึ่งองค์สามของหนังคือช่วงที่เละเทะเว่อร์วังที่สุด แต่มันก็ทำให้หนังสนุกขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันกำลังแก้โจทย์ที่พันกันมั่วๆ ในตอนแรกทำให้เรื่องกระจ่าง โดยที่ยังไม่ทิ้งคอนเซ็ปต์ธีมเทอร์มิเนเตอร์ย้อนเวลาวนลูปในตอนแรกไปด้วย ซึ่งตอนจบของเรื่องนี้คือชวนช็อคและอยากให้หนังทำภาคต่อมาอีกเลย (แต่คงไม่ได้แล้วเพราะเจ๊งสนิทได้ไม่ถึง 10 ล้านเหรียญจากการฉายทั่วโลก)
สิ่งที่หนังเด่นมากคือความพยายามเสียดสีเรื่องการเสพติดเทคโนโลยีในปัจจุบัน ด้วยการใช้เหตุการณ์รอบๆ ตัวที่เราทุกคนก็เคยเห็นกันมาตลอดแล้วขยายให้มันดูเว่อร์วังจนแอบขำกับความบ้าที่เอาจริงๆ มันก็เป็นไปแล้วด้วย อย่างชายผู้ไม่เคยสนใจเกม แต่สั่งเกมเวอร์ชวลครอบหัวมาเล่นจนติดหลงคิดว่ามีโลกที่ดีกว่าอยู่ในนั้น หรือการที่เด็กๆ ในชั้นเรียนต่างติดมือถือจนไม่ฟังครูแล้วแสดงออกอย่างก้าวร้าวเวลาครูห้ามเล่นมือถือ หรือการสร้างมนุษย์โคลนราคาถูกขึ้นมาทดแทนลูกชาย โดยมีเงื่อนไขลดราคาแบบเดียวกับซีรีส์แบล็คมิเรอร์ ซึ่งหนังพาประเด็นพวกนี้ไปได้สุดโต่งมากๆ แม้แต่ตอนจบของเรื่องก็ยังไม่วายใช้เรื่องการเสพติดตอนจบเรื่องราวที่สวยงามของโลกเทคโนโลยีมาเป็นประเด็นให้ขบคิดถึงสิ่งนี้ต่อไปด้วย แต่ไม่ต้องห่วงว่าหนังเรื่องนี้จะกลายเป็นแบบ ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส – Everything.Everywhere.All.at.Once. เพราะมันดูง่ายย่อยง่ายกว่านั้นมากๆ ครับ
ตัวนักแสดงเองก็ทำให้เรื่องนี้ดูสนุกน่าติดตามกับความบ้านั้นไปด้วย Sam Rockwell ในบทชายผู้อ้างว่ามาจากอนาคต เขาคือคนที่แบกหนังทั้งเรื่อง ด้วยบทที่เชื่อว่าเขาวนลูปมาแล้วเป็นร้อยรอบถูกกลั่นออกมาเป็นอารมณ์ประหลาดที่ตลกและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน ซึ่งผู้ชมก็ต้องลังเลและสงสัยในความบ้านี่ แต่ก็ยังมีจุดที่ทำให้เชื่อได้ ถ้าเขาไม่ทำให้เชื่อได้หนังทั้งเรื่องจะพังทลาย แต่เขาทำได้และทำได้ดีมากจริงๆ
แต่จุดด้อยหลักๆ ของเรื่องนี้ก็คือความบ้าบอของเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเรื่องขยันยัดความกาวกับประเด็นเสียดสีมามากมาย ทำให้ช่วงท้ายพอจะรวมบรรจบก็ไม่สามารถเคลียร์ทุกอย่างไปได้ บางอย่างก็ทิ้งไว้ไม่เฉลยต่อ ซึ่งจุดนี้หนังอาจจะวางตัวเป็นภาคต่อไว้ แต่ก็คงไม่มีโอกาสได้เคลียร์มันอีกแล้วครับ
สรุป
หนังบ้อบอสุดโต่งจากผู้กำกับ Gore Verbinski ผู้สร้าง Pirates of the Caribbean ซึ่งคราวนี้ก็สร้างตัวละครชายผู้ “อ้าง” ว่ามาจากอนาคตแบบเดียวกับเทอร์มิเนเตอร์ 2 มากู้โลกจาก AI ในอนาคตที่ครองโลกไปแล้ว โดยทำให้มันเป็นแนวแฟนเมดที่ยำใหญ่ใส่ความกาวมากมายลงไปเต็มพิกัด เริ่มจากร้านอาหารนำไปสู่จักรวาลที่บ้าบอของแต่ละครตัวละครที่ตามเขามา ซึ่งทุกคนมีปูมหลังที่เต็มไปด้วยเรื่องราวเสียดสีเทคโนโลยีที่กาวไม่แพ้กัน แต่มันก็คือแนวคิดเดียวกับซีรีส์แบล็คมิเรอร์ ที่เทคโนโลยีรอบตัวเรานั้นทำพิษกับสังคมแล้วแต่คนยังไม่รู้ตัวเท่านั้น ซึ่งหนังสนุกกับความเพี้ยนสุดโต่งมาก โดยที่หยอดให้ผู้ชมสงสยและไม่แน่ใจว่าเรื่องพวกนี้จริงหรือไม่ได้อย่างสนุก แต่ก็มีปัญหาตรงที่การรวมความบ้าในตอนท้ายบางอย่างไม่ได้ถูกเฉลย โดยผู้กำกับอาจจะเตรียมไว้ทำภาคต่อ แต่มันก็อาจจะไม่เกิดขึ้นแล้วเพราะหนังแม้ใช้ทุนน้อยแค่ 20 ล้าน แต่ก็ขาดทุนยับจนมาลงสตรีมมิ่งใน Prime เท่านั้น สำหรับใครที่กลัวว่าจะดูยาก ซือเจ๊ทะลุมัลติเวิร์ส – Everything.Everywhere.All.at.Once. อันนี้ดูง่ายกว่านั้นเยอะมาก เพียงแต่เรื่องนี้ไม่มีพากย์ไทย แล้วซับมีปัญหาตามการพูดไม่ทันทำให้อาจจะดูยากขึ้นครับ