รีวิว Enola Holmes 3 (Netflix) การเติบโตของเอโนลาสู่การแต่งงานและสละทิ้งนามสกุลโฮล์มส์
Enola Holmes 3
Summary
ก็ถือเป็นความพยายามสร้างยืนระยะแฟรนไชนส์ในแบบของ Netflix ที่ขนเอานักแสดงดังขาประจำมาเล่นในบทเรื่องราวอ้างอิงจากเชอร์ล็อคโฮล์มส์ โดยให้ผู้หญิงเป็นตัวเอกและเดินเรื่องขับเคลื่อนยกระดับประเด็นปัญหาของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคราวนี้เป็นเรื่องราวการแต่งงานที่เอโนลาต้องเลือกว่าจะสละนามสกุลโฮล์มส์ที่เธอฝ่าฟันจนได้มาเป็นนักสืบชื่อดังเคียงคู่พี่ชายแล้วหรือไม่ โดยผูกเอาปัญหานี้เข้าไปกับการสืบสวนเรื่องราวที่พี่ชายหายตัวไปกับมอลตาที่โดนอังกฤษยึดครอง ซึ่งการผูกและเคลียร์ปมเรื่องความรักตรงนี้ทำได้ดี แต่มันก็ยังไม่สามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับแฟรนไชนส์นี้ได้มากพอ ทั้งๆ ที่ภาคนี้เปลี่ยนผู้กำกับมาเป็นคนสร้างซีรีส์ “Adolescence” ที่โด่งดังจากการถ่ายทำแบบลองเทค แต่ทั้งเรื่องก็คือการนั่งดูลำดับเรื่องราวแบบภาค 1-2 เป๊ะๆ เหมือนผู้กำกับถูกจ้างมาขายชื่อแปะดึงดูดให้คนคิดว่าจะแปลกใหม่ได้เท่านั้น แต่ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะดูกันต่อไปจนยันเอโนลามีหลานเลยก็ได้ครับ….
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- การเติบโตของตัวละครที่ไปสู่การแต่งงานมีครอบครัว
- ผูกเรื่องอังกฤษกับการยึดอณานิคมมอลตา
- วัตสันกับมอริอาร์ตี้เด่น
- มีพากย์ไทย
Cons
- การเล่าเรื่องยังเป็นแบบเดิมไม่แตกต่าง
- ฉากแอ็กชั่นจืด
Enola Holmes 3 ภาพยนตร์ Original Netflix เรื่องราวของเอโนลา โฮล์มส์ ที่กำลังเข้าสู่พิธีแต่งงาน แต่แผนต้องพังเมื่อพี่ชายเชอร์ล็อคถูกลักพาตัว เธอต้องดึงตัวเองกลับมาสวมบทนักสืบอีกครั้ง
รีวิว Enola Holmes 2 พัฒนาการของตัวละคร ที่ยังคงอารมณ์เดิมไว้ได้อยู่ (ไม่มีสปอยล์)
รีวิว Enola Holmes 3
เน็ตฟลิกซ์ยังคงเข็นกันมาต่อเนื่องกับแฟรนไชนส์น้องสาวเชอร์ล็อค โฮล์มส์ มาคราวนี้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่สุดคือเปลี่ยนเอา Harry Bradbeer ผู้กำกับคนเดิมใน 2 ภาคก่อนมาเป็น Philip Barantini ผู้กำกับดีกรีรางวัลเอมมี่จากซีรีส์ “Adolescence” ชื่อไทย วัยลน คนอันตราย ที่โด่งดังจากการถ่ายทำแบบลองเทคทุกตอน (อ่านรีวิวคลิกที่นี่) ซึ่งแน่นอนว่ามันน่าสนใจมากที่ผู้กำกับที่มีสไตล์งานโดดเด่นขนาดนี้จะมาทำหนังให้เป็นยังไง แต่ก็เหมือนว่าสุดท้ายนี่เป็นแค่การรับงานกำกับทำตามสั่งเท่านั้นเองครับ
ถ้าใครคาดหวังความแปลกหรือสดใหม่ของแฟรนไชนส์ก็บอกเลยว่า “แทบจะไม่มีให้เห็น” อีกแล้ว ทุกอย่างยังคงเดิมเป็นการเล่าเรื่องสืบสวนที่นางเอกก็หันหน้ามาคุยกับผู้ชมไปเรื่อยๆ โดยมีตัวละครวัตสันที่โผล่มาในตอนท้ายภาค 2 เพิ่มเข้ามาเป็นตัวละครกึ่งๆ ผู้ช่วยนางเอก ซึ่งในรสชาติของการสืบสวนก็อาจจะมีความแปลกใหม่ขึ้นบ้างนิดหน่อย เพราะภาคนี้นำเอาเรื่องราวของมอลตาภายใต้การปกครองอาณานิคมอังกฤษมาผูกโยงให้เป็นเรื่องราวที่โตขึ้นว่าอังกฤษที่ไล่ยึดครองดินแดนประเทศอื่นๆ ในโลกตอนนั้นมีความผิดอย่างไร โดยผูกเรื่องราวซับซ้อนเข้ากับการดึงเอาเมอริอาร์ตี้ที่โดนจับติดคุกไปในตอนจบภาค 2 กลับมาเป็นตัวร้ายจอมวางแผนอีกรอบตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องเลย (ไม่ใช่สปอยล์) ซึ่งในการเดินเรื่องมันก็มีความซับซ้อนผูกปมต่างๆ จากเชอร์ล็อคหายกลายมาเป็นเรื่องราวของอังกฤษกับมอลตาได้ยังไง อันนี้ก็ต้องลองดูกันเอง แต่ว่ามันก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนักเหมือนกัน เพราะมันเป็นเรื่องแนวชดใช้ความผิดที่ก่อไว้ของคนขาวผู้มีอำนาจแบบเดิมๆ นั่นแหละ

แต่สิ่งที่เรื่องเน้นจริงๆ คือการเติบโตของตัวละครเอโนลามากกว่า เมื่อคราวนี้เธอตัดสินใจแต่งงานตั้งแต่เปิดเรื่อง แต่ก็ลังเลๆ จนเจอเรื่องเชอร์ล็อคหายก็เลยไม่ไปงานจนวิวาห์ล่ม ซึ่งเนื้อเรื่องก็พยายามผูกปมนี้เข้ากับการที่เชอร์ล็อคพยายามทักท้วงว่าเธอจะสละนามสกุล “โฮล์มส์” ที่เธอฝ่าฟันมา 2 ภาคจนถูกยอมรับว่าเป็นนักสืบชื่อดังเคียงคู่กับพี่ชายแล้วทำไม ทำให้การสืบสวนตามหาพี่ชายนี้ก็เป็นเหมือนการได้ตอบคำถามที่เธอลังเลตั้งแต่แรกว่าสิ่งที่เธอต้องการนั้นคืออะไรกันแน่ แล้วการแต่งงานนี้มันทำให้ตัวตนการเป็นนักสืบของเธอหายไปได้จริงๆ หรือ โดยที่ตัวพระเอกที่มีนามสกุลดังก็มีปมที่เกี่ยวข้องกับมอลตามาร่วมด้วย ซึ่งหนังผูกเรื่องราวการเติบโตเปลี่ยนผ่านของสองตัวละครนี้ได้ดี จนคิดว่าถ้าทำภาคต่อไปหนังน่าจะเล่นประเด็นเอโนลามีลูกเลยแน่ๆ ซึ่งมันทำให้แฟรนไชนส์นี้ดูเป็นการเติบโตของผู้หญิงยุคใหม่ที่หาญกล้าท้าทายจารีตเดิมๆ ภายใต้ชื่อเชอร์ล็อคโฮล์มที่ปกติมีแต่เรื่องสืบสวนล้วนๆ
ส่วนตัววัตสันที่มาเป็นตัวละครหลักของภาคนี้ก็ให้ขากระเผลกจากอดีตที่เขาผ่านสงคราม Anglo-Afghan Wars ซึ่งเป็นการยึดตามต้นฉบับดั้งเดิมของ Sir Arthur Conan Doyle ที่ให้วัตสันเป็นอดีตแพทย์ทหารที่บาดเจ็บจากสงครามอัฟกานิสถานก่อนจะมาเป็นเพื่อนร่วมงานของเชอร์ล็อค ซึ่ง Himesh Patel แสดงได้ดี มีความน่ารักแบบเปิ่นๆ อาจจะขโมยซีนอีโนล่าด้วยซ้ำ เหมือนมอริอาร์ตี้ที่เป็นผู้หญิงผิวดำก็เช่นกัน เธอได้บทเด่นออกมาหลายครั้ง ไม่ได้เป็นตัวละครจอมวางแผนลับๆ แบบภาคก่อน โดยที่ตัวเชอร์ล็อคที่เฮนรี่ คาร์วิลเล่นบทกว่าเธอมาก แต่ก็ยังถือว่าออกน้อยแต่เด่นด้วยเสน่ห์ของตัวนักแสดงได้อยู่
ที่น่าเสียดายคือตัวผู้กำกับเองไม่ได้เอาเรื่องมุมมองการถ่ายลองเทคมาใช้ในหนังเรื่องนี้เลยสักนิด ฉากแอ็กชั่นของเรื่องก็ธรรมดาออกแนวผู้หญิงตีกัน ซึ่งมันจืดมาก แต่ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องก็ไม่สามารถให้มีบทบู๊อะไรได้แบบผู้ชายมากนัก
สรุปโดยรวม ก็ถือเป็นความพยายามสร้างยืนระยะแฟรนไชนส์ในแบบของ Netflix ที่ขนเอานักแสดงดังขาประจำมาเล่นในบทเรื่องราวอ้างอิงจากเชอร์ล็อคโฮล์มส์ โดยให้ผู้หญิงเป็นตัวเอกและเดินเรื่องขับเคลื่อนยกระดับประเด็นปัญหาของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยคราวนี้เป็นเรื่องราวการแต่งงานที่เอโนลาต้องเลือกว่าจะสละนามสกุลโฮล์มส์ที่เธอฝ่าฟันจนได้มาเป็นนักสืบชื่อดังเคียงคู่พี่ชายแล้วหรือไม่ โดยผูกเอาปัญหานี้เข้าไปกับการสืบสวนเรื่องราวที่พี่ชายหายตัวไปกับมอลตาที่โดนอังกฤษยึดครอง ซึ่งการผูกและเคลียร์ปมเรื่องความรักตรงนี้ทำได้ดี แต่มันก็ยังไม่สามารถสร้างความแปลกใหม่ให้กับแฟรนไชนส์นี้ได้มากพอ ทั้งๆ ที่ภาคนี้เปลี่ยนผู้กำกับมาเป็นคนสร้างซีรีส์ “Adolescence” ที่โด่งดังจากการถ่ายทำแบบลองเทค แต่ทั้งเรื่องก็คือการนั่งดูลำดับเรื่องราวแบบภาค 1-2 เป๊ะๆ เหมือนผู้กำกับถูกจ้างมาขายชื่อแปะดึงดูดให้คนคิดว่าจะแปลกใหม่ได้เท่านั้น แต่ก็ไม่เสียหายอะไรที่จะดูกันต่อไปจนยันเอโนลามีหลานเลยก็ได้ครับ….