playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว Human Vapor (Netflix) มนุษย์ก๊าซจากโตโฮที่คล้ายก๊อดซิลล่าในเวอร์ชั่นที่ย่อเล็กกว่า

มนุษย์ก๊าซ

Summary

นี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นรวมทีมกับเกาหลีรีบูตหนังดังในอดีตของค่ายโตโฮคนทำก็อดซิลล่าให้มาเป็นเวอร์ชั่นร่วมสมัย โดยยังคงทิศทางว่าสัตว์ประหลาดตัวร้ายในเรื่องไม่ได้เป็นตัวร้ายจริง แต่เป็นเรื่องราวของการสืบสวนหาความลับของอำนาจรัฐที่พยายามปกปิดควบคุมสังคม ซึ่งหลังจากโหมโรงมนุษย์ก๊าซในตอนแรกไปเรื่องก็เปลี่ยนทิศทางมาเป็นสืบสวนหาความจริง แล้วก็หักมุมตอนกลางเรื่องให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนความกลัวของคนญี่ปุ่นจากภัยรังสีนิวเคลียร์เหมือนที่ทำกับก๊อดซิลล่า แต่เรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นที่เล็กกว่าและก็มาโฟกัสที่การต่อสู้กับมนุษย์ที่กุมอำนาจรัฐไว้ ซึ่งการเล่าเรื่องมีความแปลกคาดเดาได้ยาก ทำให้เป็นซีรีส์ที่ไม่เดินเรื่องแบบสูตรสำเร็จและฉีกแนวไปเลย จบได้ดีในตัว แต่มันก็มีปัญหาจากความแปลกนี้ทำให้ลำดับเรื่องไม่สมูธ บางตอนก็เยิ่นเย้อยาวเกินจำเป็น และทิ้งคำถามสงสัยกับกฏเกณฑ์ของมนุษย์ก๊าซไว้หลายอย่าง มันอาจจะไม่ถูกใจคอซีรีส์ที่อยากดูสัตว์ประหลาดไล่ฆ่าคนนัก แต่ถ้าอยากได้เรื่องที่ลึกมีมิติทางสังคมแบบก๊อดซิล่าก็น่าจะชอบได้ไม่ยากครับ

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • รวมทีมงานเกาหลีญี่ปุ่นตัวท็อป
  • เรื่องลึกกว่าแค่แนวสัตว์ประหลาด
  • งาน CG ดี
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ลำดับเรื่องไม่ลื่นไหล
  • เล่าเรื่องสตรีมเมอร์ตอน 4 ยาวเกินจำเป็น
  • มีจุดที่ต้องตั้งคำถามกับมนุษย์แก๊สเยอะ

 

ADBRO

มนุษย์ก๊าซ (Human Vapor) ซีรีส์ Original Netflix แนวสืบสวนไซไฟ 8 ตอนจบ เรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องที่แปลงร่างเป็นก๊าซได้และไล่ฆ่าเป้าหมายที่อยู่เบื้องหลังโปรเจ็กต์ลับในอดีตที่เป็นปริศนาของรัฐบาลญี่ปุ่น

รีวิว มนุษย์ก๊าซ Human Vapor (ไม่สปอยล์จุดสำคัญ)

ซีรีส์ญี่ปุ่นเรื่องนี้รีบูตจากหนัง Gasu Ningen Daiichigō  ปี 1960 ของ Toho ที่กำกับโดย Ishiro Honda คนเดียวกับ Godzilla ในเวอร์ชั่นนี้เป็นการรวมทีมญี่ปุ่นกับเกาหลีสร้างมันขึ้นมา โดย เขียนบทกับ Showrunner คือ Yeon Sang-ho (คนเขียน Train to Busan, Hellbound) ร่วมกับ Ryu Yong-jae (Parasyte: The Grey) ส่วนผู้กำกับคือ Shinzo Katayama (ซีรีส์ Gannibal) พร้อมเทคนิคพิเศษจากฝีมือทีมงานดีกรีออสการ์อย่าง Shirogumi (จาก Godzilla Minus One) ถือว่าเป็นงานรวมพลยอดฝีมือของสองประเทศนี้ของจริงครั้งแรกจาก Netflix เลย

เรื่องราวในต้นฉบับปี 1960 ตัวเอกชื่อ Mizuno เป็นบรรณารักษ์ที่ถูกทดลองทางวิทยาศาสตร์โดยบังเอิญจนกลายเป็น “มนุษย์ไอน้ำ” เขาใช้พลังนี้ปล้นธนาคารเพื่อหาเงินสนับสนุนอาชีพนักเต้นของแฟนสาว และฆ่าทุกคนที่ขวางทาง โดยเฉพาะตำรวจ ผู้กำกับ Ishiro Honda วางกรอบเรื่องนี้เป็นโศกนาฏกรรมความรัก ทำให้ตัวร้ายดูเป็นแอนตี้ฮีโร่ที่น่าเห็นใจมากกว่าปีศาจ ส่วนฉบับรีบูต 2026 เปลี่ยนจากโศกนาฏกรรมความรักส่วนตัว มาเป็นวิพากษ์เชิงระบบ ตัวร้ายไม่ใช่เหยื่อของนักวิทยาศาสตร์คนเดียวอีกต่อไป แต่เป็นผลผลิตจาก “โปรเจกต์ลับที่ใช้และทอดทิ้งคนกลุ่มเปราะบาง” โดยหันมาเล่าเรื่องชายลึกลับที่แปลงร่างเป็นก๊าซได้และใช้พลังนี้สังหารเป้าหมายกลางที่สาธารณะ พร้อมประกาศฆาตกรรมล่วงหน้าทุกครั้ง นักสืบเคนจิที่กำลังพักงานและนักข่าวเคียวโกะต้องไล่ตามความจริงเบื้องหลังโปรเจกต์ลับนี้

ด้วยงานสไตล์คนสร้าง Hellbound เรื่องนี้ก็ยังคงมาแนวเดียวกัน ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เน้นขายการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดหรือสิ่งลึกลับ แม้ในตอนแรกเรื่องราวจะเปิดตัวและทำให้ผู้ชมเข้าใจว่านี่เป็นแนวฆาตกรรมเหนือธรรมชาติที่ตัวร้ายตามไล่เช็คบิลคนที่ทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ ซึ่งมันดูหวือหวามากเหมือนเรากำลังได้ดูหนังแนวแอนตี้ฮีโร่ที่ต้องถูกปราบโดยคนธรรมดาอย่างตำรวจกับนักข่าวที่กำลังติดตามคดีนี้และต้องการแสวงหาความจริงอันแสนลึกลับว่าตัวฆาตกรเป็นใคร แต่นั่นเป็นแค่จุดเปิดเรื่องดึงให้ผู้ชมติดตามฉากแบบนี้มากกว่า ซึ่งหลังจากนั้นฉากหวือหวาแบบนั้นก็จะลดน้อยลงและไม่ใช่จุดสำคัญของเรื่องอีกต่อไป โดยตั้งแต่จบตอน 3 ไป ตัวเรื่องหันมาเล่าเรื่องที่มาที่ไปที่แท้จริงของเรื่องนี้ ซึ่งมันแทบพลิกกลับจาก 3 ตอนแแรกแบบปุ๊บปั๊บหักมุมกันดื้อๆ เลย โดยหันมาเล่าเรื่องของสตรีมเมอร์สองพี่น้องที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่บังเอิญไปค้นพบความลับที่มาของมนุษย์แก๊ซเข้า ซึ่งเรื่องราวก็เปลี่ยนจากตื่นเต้นระทึกมาเป็นดราม่าเศร้ารันทด โดยให้อารมณ์ภัยหายนะจากอำนาจรัฐโดยแอบสะท้อนปัญหารังสีนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นเองก็ประสบมาสองรอบแล้วจากช่วงสงครามโลกและโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะไดอิจิ ซึ่งการเปลี่ยนแบบนี้มันก็เหมาะกับซีรีส์ญี่ปุ่นที่นิยมเล่นเรื่องราวลึกซึ้งมากกว่าบ้าพลัง โดยที่หลังจากเรื่องราวเผยความจริงออกมา ซีรีส์ก็เปลี่ยนบทตัวร้ายจากมนุษย์แก๊ซมาเป็นคนมีอำนาจ และก็ทำให้ประเด็นของเรื่องคือ การสู้กับระบบที่กำลังควบคุมประชาชนอยู่อย่างลับๆ มีความรู้สึกเหมือนผสมไอเดีย 20th Century Boys เข้าไป แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ย่อเล็กกว่า ซึ่งมันก็ดีในแง่ที่ว่า นี่เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องได้แปลกแตกต่าง คาดเดาฉากต่อไปได้ยาก แม้กระทั่งตอนท้ายๆ ก็ยังเดาไม่ถูกว่าเรื่องจะจบลงได้ไง เพราะมันเป็นการผสมปนเปกันทั้งความรัก ความรู้สึกผิดบาปความต้องการชำระแค้น และการให้อภัย ซึ่งซีรีส์ก็จบลงในตัวได้ค่อนข้างดี มีทิ้งท้ายเกือบปลายเปิดไว้หน่อย แต่ผู้ชมก็น่าจะถูกใจกับตอนจบแบบนี้ที่เจ็บปวดแต่ก็สวยงามไปพร้อมกัน

ด้วยความที่เรื่องมีความแปลกตั้งแต่ต้นก็ถือว่าเป็นจุดดีที่น่าติดตามของเรื่อง แต่อีกมุมหนึ่งมันก็สร้างปัญหาให้กับเรื่องนี้ตามมาด้วยเช่นกัน อย่างการพยายามลำดับเฉลยเรื่องราวด้วยการย้อนอดีตที่จู่ๆ ก็ตัดมา มันไม่ได้ทำให้งง แต่มันดูแล้วไม่ต่อเนื่องและน่าจะมีลำดับเรื่องที่ดีกว่านี้ เรื่องมันจึงดูไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร ตัวเรื่องของสตรีมเมอร์ในตอน 4 ก็ใช้เวลายาวนานไปกับเรื่องการตามล่าปริศนาที่หันไปเล่าชีวิตลำบากของสองพี่น้อง แต่มันค่อนข้างใส่อะไรมาเยอะจนเยิ่นเย้อไม่จำเป็นมากกับเรื่องราวที่คนดูต้องการ ถือเป็นตอนที่ทำออกมาได้น่าเบื่อที่สุดของเรื่องเลย

นอกจากนี้พอเรื่องเฉลยตัวจริงของมนุษย์ก๊าซแล้วย้อนไปคิดถึงตอนแรกก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ เพราะตัวมนุษย์ก๊าซมีกฏของมัน ซึ่งกฏนี้มันก็มีความแปลกแบบสไตล์ญี่ปุ่น มีคำอธิบายที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นโศกนาฏกรรมดราม่าสะเทือนใจ การที่มนุษย์ก๊าซยังต้องเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าทุกรอบ หรือตามติดเป้าหมายได้โดยไม่รู้ว่าหาเจอจากไหนยังไงก็ชวนให้คำถามตามมาเสมอ แต่ตัวนักแสดง UTA (Uta Uchida) เป็นหน้าใหม่เล่นเรื่องนี้เรื่องแรกเขาก็แสดงได้ดีทั้งในมุมตัวร้ายลึกลับและชีวิตก่อนหน้าที่ยังเป็นมนุษย์ปกติ

CG ของเรื่องนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเลย แม้จะมีลอยๆ อยู่บ้าง แต่ก็เป็นปกติของระดับซีรีส์ ก๊าซควันก็ยังดูมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทรายของสไปเดอร์แมนที่มีน้ำหนักโจมตีคนได้ แต่หลังจากฉากแรกไปที่เน้นความน่าสะพรึงกลัวจากการเขาไปสิงร่างแล้วตัวระเบิด ต่อจากนั้นก็ไม่มีฉากโหดแบบนี้อีกแล้ว

สรุปโดยรวม นี่เป็นซีรีส์ญี่ปุ่นรวมทีมกับเกาหลีรีบูตหนังดังในอดีตของค่ายโตโฮคนทำก็อดซิลล่าให้มาเป็นเวอร์ชั่นร่วมสมัย โดยยังคงทิศทางว่าสัตว์ประหลาดตัวร้ายในเรื่องไม่ได้เป็นตัวร้ายจริง แต่เป็นเรื่องราวของการสืบสวนหาความลับของอำนาจรัฐที่พยายามปกปิดควบคุมสังคม ซึ่งหลังจากโหมโรงมนุษย์ก๊าซในตอนแรกไปเรื่องก็เปลี่ยนทิศทางมาเป็นสืบสวนหาความจริง แล้วก็หักมุมตอนกลางเรื่องให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สะท้อนความกลัวของคนญี่ปุ่นจากภัยรังสีนิวเคลียร์เหมือนที่ทำกับก๊อดซิลล่า แต่เรื่องนี้เป็นเวอร์ชั่นที่เล็กกว่าและก็มาโฟกัสที่การต่อสู้กับมนุษย์ที่กุมอำนาจรัฐไว้ ซึ่งการเล่าเรื่องมีความแปลกคาดเดาได้ยาก ทำให้เป็นซีรีส์ที่ไม่เดินเรื่องแบบสูตรสำเร็จและฉีกแนวไปเลย จบได้ดีในตัว แต่มันก็มีปัญหาจากความแปลกนี้ทำให้ลำดับเรื่องไม่สมูธ บางตอนก็เยิ่นเย้อยาวเกินจำเป็น และทิ้งคำถามสงสัยกับกฏเกณฑ์ของมนุษย์ก๊าซไว้หลายอย่าง มันอาจจะไม่ถูกใจคอซีรีส์ที่อยากดูสัตว์ประหลาดไล่ฆ่าคนนัก แต่ถ้าอยากได้เรื่องที่ลึกมีมิติทางสังคมแบบก๊อดซิล่าก็น่าจะชอบได้ไม่ยากครับ

ติดตามรีวิวหนัง Netflix เรื่องอื่นคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------