รีวิว The Boys ss5 (prime) แม้เรื่องราวจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็จบได้น่าประทับใจ
The Boys ss5
Summary
นับเป็นการปิดฉากซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ในแบบที่บ้าบอและมืดมนสะท้อนโลกจริงออกมาได้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้แล้ว สำหรับคนที่หวังให้มีฉากแอ็กชั่นเยอะๆ ก็ต้องผิดหวังแน่นอน เพราะมันน้อยนิดไม่อิ่มและรวบรัดขาดหายอะไรไปหลายอย่าง แต่ถึงแบบนั้นตัวเรื่องก็หันกลับมาสำรวจตัวละครสำคัญทุกตัวให้ลึกซึ้งมาก เพื่อสร้างจุดจบของทุกคนได้อย่างลงตัวและน่าประทับใจ มันเลยกลายเป็นซีรีส์ที่แม้จะดูไม่สมบูรณ์เหมือนที่ผ่านมาตลอดในทุกซีซั่น แต่มันก็จบในช่วงจังหวะเวลาที่ดีมากเพราะโลกจริงนำหน้าความบ้าของซีรีส์ไปแล้ว ซึ่งแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่กล้าทำในสิ่งที่ซีรีส์อื่นไม่กล้า และนั่นคือสิ่งที่ The Boys เป็นมาตลอดครับ
Overall
7.5/10User Review
( votes)Pros
- จบทุกตัวละครได้อย่างลงตัวน่าประทับใจ
- หันมาสำรวจเรื่องราวชีวิตตัวละครมากกว่าแอ็กชั่น
- ขายวอทไรซิ่งซีรีส์ภาคแยกกันล่วงหน้า
Cons
- มีความยืดอืดออกนอกเรื่องคอนข้างเยอะ
- ฉากแอ็กชั่นไม่มากพอกับภาคจบ
- บทของ Gen V น้อยจนไม่มีผลกับเรื่อง
The Boys ss5 ซีรีส์ amazon prime 8 ตอนจบ โฮมแลนเดอร์ยึดครองอำนาจเหนือสหรัฐอเมริกาผ่านความหวาดกลัวแบบฟาสซิสต์ทำให้อเมริกากลายเป็นเผด็จการอย่างเปิดเผย และกำลังจะกลายเป็นอมตะด้วย V1 ความหวังเหลือเพียงแค่ไวรัสที่สามารถฆ่าซูเปอร์ฮีโร่ทั้งหมดในโลกได้ ที่อยู่ในมือของ บิลลี่ บุชเชอร์ ผู้บ้าคลั่งอยากทำลายล้างซูปให้หมดไปจากโลกนี้เท่านั้น
playinone.com/folkplay/the-boys-ss4-review-prime/
รีวิว The Boys ss5 (มีสปอยล์)
เชื่อว่าหลายคนที่หวังให้ภาคจบของซีรีส์เรือธงซูเปอร์ฮีโร่นอกคอกเรื่องนี้จบด้วยฉากแอ็กชั่นการต่อสู้มันส์ๆ น่าจะผิดหวัง ซึ่งจริงๆ มันอาจจะไม่ใช่ความผิดของผู้สร้างด้วยเพราะซีรีส์ก็ไม่ได้มีงบหนาทุนไม่อั้น ไม่เหมือนอย่างลอร์ดออฟเดอะริงจากค่ายเดียวที่เจ้าของซื้อมาทำเอง และที่ผ่านมาตัวซีรีส์มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองจากเดือดๆ ในซีซั่นแรก ค่อยๆ หันมาเจาะลึกจิตใจของโฮมแลนเดอร์มากกว่าจะไปเน้นการต่อสู้ด้วยพลังกับผลกระทบกับสังคมในวงกว้างที่ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นจากเรื่องทุนนิยมสุดโต่งกลายมาเป็นเผด็จการฟาสซิสต์ในที่สุด ซึ่งก็เห็นกันตั้งแต่ซีซั่นที่แล้วว่าฉากแอ็กชั่นมันน้อยลงแล้วไม่สะใจเท่าไหร่เลย ซึ่งซีซั่นนี้ใครที่หวังเรื่องนี้ก็คงผิดหวังกันแน่นอน เพราะเนื้อเรื่องจริงๆ ทั้ง 7 ตอนมีฉากต่อสู้น้อยนิดมาก จนกระทั่งตอน 8 เองที่คาดว่าจะเยอะ แต่ก็ไม่ได้มากกว่าพวกไคลแม็กซ์ซีซั่นอื่นสักเท่าไหร่ (ซีซั่น 3 นานและเยอะกว่าด้วย)
แต่ก็ต้องบอกว่าเรื่องฉากสู้น้อยก็เป็นความตั้งใจของผู้สร้างเองที่หันมาลงรายละเอียดหลายตัวละครของเรื่องนี้ ที่ก่อนนี้ไม่คอยมีโอกาสได้เล่าสักเท่าไหร่ เราจึงได้เห็นฉากการเคลียร์ใจของสตาร์ไลท์กับพ่อที่ไม่เคยปรากฏตัวออกมาก่อนเลยโดยกินเวลายาวแทบทั้งตอนและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักเลย มีฉากชีวิตส่วนตัวสั้นๆ ของทีมเดอะเซเว่นว่าแต่ละคนหาเวลาว่างไปทำอะไรกัน หรือแม้กระทั่งหมาของบุชเชอร์ที่ยังมีเรื่องราวในฝันของตัวเองที่เชี่ยมากๆ ซึ่งฉากพวกนี้เป็นการเล่าเรื่องดราม่าล้วนๆ เพื่อส่งผลให้จุดจบของแต่ละตัวละครมีที่มาที่ไปมากกว่าแค่พาตัวดีตัวร้ายมาสู้ฆ่ากันให้จบๆ ไป ทำให้เราได้เห็นการรอดของตัวละครที่หันกลับมาทำดีอย่างเซจ โดยมีผลกระทบที่เธอยอมรับมันเอง จุดจบของเดอะดีปที่ส่งผลมาจากการที่เขาแตกหักกับนัวร์คนใหม่ หรือแอชลีย์ที่ภาคนี้มีพลังอ่านใจและได้เป็นรองประธานาธิบดีแล้วก็ตกอยู่ใต้อำนาจความกลัวโฮมแลนเดอร์ยิ่งกว่าเก่าเพราะใกล้ชิดโฮมยิ่งกว่าที่ผ่านมา แต่ตอนท้ายเธอก็พยายามสำนึกผิดช่วยเท่าที่ได้ แต่สุดท้ายก็ยังหนีไม่พ้นจุดจบที่หมดสภาพไปกับอำนาจที่เธอไม่ควรได้มาเลยตั้งแต่แรก ซึ่งเรื่องราวอะไรแบบนี้ซีรีส์ก็ทำมาตลอด แต่ไม่ค่อยส่งผลอะไรเพราะพวกนั้นก็เป็นตัวรองๆ แต่คราวนี้เป็นการปิดจบตัวท็อปซูปทั้งหมดของเรื่องนี้ มันจึงมีความหมายทิ้งไว้ให้คนดูได้คิดตกผลึกและเข้าใจบทสรุปของตัวละครมากขึ้น
ในส่วนของโฮมแลนเดอร์ทั้งซีซั่นนี้คือการสะท้อนโลกจริงที่ผู้สร้างคิดกันขึ้นมาก่อนทรัมป์จะทำอะไรบ้าๆ มากมายให้เห็น ซึ่งมันสุดกู่กว่าในซีรีส์ซะอีก มันเลยกลายเป็นซีรีส์ตามไม่ทันโลกจริงที่บ้าคลั่งกว่า แต่ก็เป็นซีซั่นที่ทำให้ผู้ชมได้พอเข้าใจว่าจริงๆ แล้วโฮมก็ต้องการให้คนรักจากใจจริง เพียงแต่มันไม่มีเพราะความแปลกประหลาดของเขา ซึ่งแม้แต่โซลเจอร์บอยเองก็ยอมแพ้ความคิดบ้าๆ ของโฮมที่อยากเป็นพระเจ้าเอง แบบปล่อยไปบ้าๆ ก็บ้าไปคนเดียวไม่เอาด้วยละกัน แต่มันก็ทำให้เห็นว่าโฮมเองก็รักพ่อจริง เพียงแต่เป็นมุมมองความรักพิสดารที่มีแต่ตัวเขาเองที่เข้าใจ
ส่วนของฝ่าย The boys ที่น่าจดจำที่สุดของเรื่องก็เป็นดราม่าการเสียสละของเฟรนชี่แน่นอน เพราะนี่คือสิ่งที่ผู้สร้างบิ้วความสัมพันธ์ของเขากับคิมิโกะมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ซึงซีรีส์ขมวดเรื่องราวความรู้สึกทุกอย่างให้ตัวละครเฟรนชี่ทำภารกิจสุดท้ายได้อย่างกล้าหาญมาก และยังมีต่อในตอนท้ายที่ทำให้คิมิโกะหลุดพ้นจากความเศร้าของสูญเสียคนรักและกลับมามีพลังช่วยจัดการโฮมได้อย่างน่าประทับใจจริงๆ
แต่ฉากจบจริงๆ ของเรื่องนี้ไม่ใช่จุดจบของโฮมแลนเดอร์ แต่เป็นการปิดฉากไฟแค้นซูปของบุชเชอร์ที่ต้องการกวาดล้างพวกนี้ไม่ให้เหลืออยู่บนโลกเลย ซึ่งเรื่องก็เอาฮิวอี้มาเป็นตัวปิดจบ โดยย้อนกลับไปถึงความสัมพันธ์ที่ผ่านมาตั้งแต่แรกว่าฮิวอี้โดนลากมาทำระยำตำบอน ซึ่งถึงฮิวอี้จะเปลี่ยนไปแต่ก็เป็นไปในทางที่ดี เข็มแข็งขึ้น ฉลาดขึ้น สู้เก่งขึ้น แต่ตัวตนของฮิวอี้ก็ยังเป็นเนื้อแท้คนที่มีจิตใจดีร่วมกับสตาร์ไลเตอร์ไม่เปลี่ยน ซึ่งฉากการต่อสู้สุดท้ายจุดที่พลิกทำให้ฮิวอี้ชนะกลับไม่ใช่การต่อสู้ด้วยกำลังหรือสมอง แต่เป็นความเชื่อมั่นในความดีที่เขาไม่เคยเปลี่ยนไป ทำให้บุชเชอร์เหมือนตื่นจากไฟแค้นที่สุมอยู่ได้เอง ซึ่งนี่คือฉากจบที่แอบน่าประทับใจไม่น้อยและลงตัวกับการปิดฉากซีรีส์นี้มาก
ซีรีส์ยังมีปัญหาที่เห็นชัดก็คือการพยายามปูพื้นเรื่องราวของภาคแยกโซลเจอร์บอย ซึ่งเท่าที่ดูมันคือการยัดให้มีบทแทรกเพิ่มเข้ามาอย่างจงใจเกินไป ทำให้ซีซั่นนี้เหมือนเป็นการบิ้วขายของ prime ที่สั่งให้ผู้สร้างทำมากกว่าจะเป็นเนื้อหาของ The boys ล้วน แต่ก็ดีตรงที่มันไม่ได้เลวร้ายอะไรมาก ยังพอรับได้แม้จะรู้สึกว่าโดนยัดขายของเชียร์ให้ดูล่วงหน้ามากไปเท่านั้นครับ
สรุป
นับเป็นการปิดฉากซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ในแบบที่บ้าบอและมืดมนสะท้อนโลกจริงออกมาได้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้แล้ว สำหรับคนที่หวังให้มีฉากแอ็กชั่นเยอะๆ ก็ต้องผิดหวังแน่นอน เพราะมันน้อยนิดไม่อิ่มและรวบรัดขาดหายอะไรไปหลายอย่าง แต่ถึงแบบนั้นตัวเรื่องก็หันกลับมาสำรวจตัวละครสำคัญทุกตัวให้ลึกซึ้งมาก เพื่อสร้างจุดจบของทุกคนได้อย่างลงตัวและน่าประทับใจ มันเลยกลายเป็นซีรีส์ที่แม้จะดูไม่สมบูรณ์เหมือนที่ผ่านมาตลอดในทุกซีซั่น แต่มันก็จบในช่วงจังหวะเวลาที่ดีมากเพราะโลกจริงนำหน้าความบ้าของซีรีส์ไปแล้ว ซึ่งแม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่กล้าทำในสิ่งที่ซีรีส์อื่นไม่กล้า และนั่นคือสิ่งที่ The Boys เป็นมาตลอดครับ