playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว The WONDERfools (Netflix) ซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ดูเอาตลกได้ แต่เนื้อเรื่องดาดๆ มาก

Summary

อีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีแนวซูเปอร์ฮีโร่ที่คราวนี้หันมาใช้ตัวละครแนวลูสเซอร์ในชีวิตจริงมาเป็นประเด็นร่วมกับการได้พลังพิเศษมา แต่ด้วยความที่ซีรีส์ตั้งเป้าให้เป็นแนวตลกตั้งแต่แรกแล้ว เนื้อหาในเรื่องจึงอ่อนด๋อยและซ้ำซากมาก แม้จะมีความพยายามในช่วงแรกทำให้ดูลึกลับซับซ้อน แต่พอเฉลยออกมาทุกอย่างตามสูตรซ้ำซากสุดๆ ยิ่งการใช้มุกวันสิ้นโลกตอนใกล้ปี ค.ศ. 2000 ที่ดูดาดๆ มากเกินไป ปมตัวร้ายแต่ละตัวก็ใส่มางั้นๆ ไม่มีการกลับใจใดๆ ทั้งสิ้น ที่เหลือจึงเป็นการโชว์การใช้พลังพิเศษสู้กันในแบบที่แทรกมุกตลกจากความเปิ่นของตัวละครเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจุดนี้นักแสดงทำได้ดีเยี่ยมมาก โดยเฉพาะบทของพระเอกนางเอกที่เคมีเข้ากันได้ดีสุดๆ แม้จะเว้นว่างช่วงโรแมนติกไปในครึ่งแรก แต่พอครึ่งหลังจุดติดปุ๊บก็ทำให้ซีรีส์ดูมีหัวใจขึ้นมาเป็นกอง ก็ถ้าคนชอบแนวซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีความเครียดในเรื่องเลยต่างกับเรื่องอื่นๆ ที่พยายามจริงจังมากกว่านี้ ก็ถือว่าดูเอาพลินๆ ได้อยู่ครับ

Overall
6.5/10
6.5/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • แนวซูเปอร์ฮีโร่เน้นตลก
  • เคมีนักแสดงดีมาก
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • บทอ่อนพล็อตซ้ำซาก
  • ตัวร้ายจบแบบทื่อๆ
  • ช่องโหว่ของปมพลังพิเศษเยอะ

ADBRO

The WONDERfools: คนมหัศจรรย์พลังรั่ว ซีรีส์ Original Netflix แนวแอ็คชั่นตลก 8 ตอนจบซีซั่น 1 ในช่วงปี 1999 ก่อนเปลี่ยนผ่านศตวรรษ  ชาวเมืองสุดเพี้ยนสามคนที่บังเอิญได้รับพลังเหนือธรรมชาติ จำต้องต่อกรกับกลุ่มวายร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองนี้มาตลอด และหวังใช้ความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกมาเป็นพลังอำนาจ

 

รีวิว The WONDERfools (มีสปอยล์)

ซีรีส์แนวซูเปอร์ฮีโร่จากเกาหลีที่หลังๆ ขยันทำออกมาหลายเรื่องมาก อย่าง Moving ของดิสนีย์ แคซฮีโร่ของ Netflix ที่พึ่งออกมาปลายปีที่แล้ว จนเหมือนเป็นเทรนด์ฮิตอีกเรื่องที่อาจจะมีแนวโน้มถูกตลาดโลกที่ Netflix ต้องการพอดีจึงออกมาติดๆ กันเลย ซึ่งจริงๆ มันก็เป็นแนวที่น่าสนใจเพราะเกาหลีทำด้วยโทนที่แตกต่างจากอเมริกาที่มักจะจริงจังเคร่งเครียด เกาหลีถ้าไม่นับ Moving ที่เหลือคือแทบจะออกมาแนวผสมคอมเมดี้กันทั้งนั้น ไม่รวมรักโรแมนติกที่ใส่กันมาประจำอยู่แล้วด้วยอีกต่างหาก ซึ่งอเมริกาหรือชาติอื่นไม่ค่อยจะมีฟีลนี้กันเลย เรื่องนี้จึงเป็นโทนแนวฟีลกู๊ดเกาหลีที่ไม่อ้อมค้อมกันชัดเจน เพราะกลุ่มตัวเอกของเรื่องนี้คือตัวละครที่ถูกตราหน้าว่าโง่งี่เง่ามาตลอดชีวิต ก่อนจะได้พลังพิเศษมาทำให้เขาเปลี่ยนไปยังไง นั่นคือสิ่งที่ซีรีส์พยายามขายมันออกมา

Eun Chae-ni (Park Eun-bin) สาวป่วยโรคหัวใจที่ถูกเมืองรู้จักว่าเป็นจอมห่วยแตก ได้พลังเทเลพอร์ตเคลื่อนย้ายในพริบตา Son Gyeong-hoon (Choi Dae-hoon) จอมขี้บ่นได้พลังมือกาวติดหนึบ และ Kang Ro-bin (Im Seong-jae) หนุ่มขี้แพ้ ได้เป็นจอมพลัง ทั้งสามดึงดูดความสนใจของ Lee Un-jeong (Cha Eun-woo) ข้าราชการท้องถิ่นที่มีพลังเทเลไคเนซิส เคลื่อนย้ายวัตถุได้ และเขากำลังตามหาคนที่มีพลังอมตะด้วยจุดประสงค์ลับส่วนตัว

ซีรีส์เริ่มต้นด้วยพล็อตน่าสนใจว่าพวกขี้แพ้จอมเปิ่นโหลโท่ยของเมืองนี้ได้พลังมาแล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปยังไง ซึ่งถ้าตามสูตรฮีโร่ปกติก็คือต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์ของเมืองไป แต่เรื่องนี้เลือกสานต่อความห่วยแตกนั้นต่อยาวไปครึ่งเรื่อง ด้วยการฝึกการใช้พลังที่มีข้อแม้ประหลาดๆ ว่าต้องมีตัวกระตุ้นถึงทำได้ ซึ่งแต่ละคนมีต่างกันไปในแบบทีตั้งใจให้ฮาโดยเฉพาะ อย่าง การถูกด่าแล้วเจ็บใจ โกหกเมื่อไหร่มีพลัง ซึ่งไอเดียพวกนี้เป็นเหมือนจุดอ่อนของตัวละครฮีโร่นั้นไปด้วย ซึ่งกว่าจะใช้พลังได้ชิลๆ หน่อยก็ปาไปช่วงครึ่งหลังแล้ว ทำให้ครึ่งแรกเรื่องค่อนข้างเชื่องช้าอืดอาดวนอยู่กับจุดนี้นานไปหน่อยจริงๆ ดีแค่มีตัวพระเอกที่ใช้พลังได้อิสระมาโชว์พลังให้เห็นเยอะในตอน 3 เท่านั้น ซึ่งเป็นฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดในเรื่องด้วย

ด้วยความที่ซีรีส์ตั้งใจใช้ตัวละครเปิ่นๆ มาเป็นตัวนำ ทำให้เรื่องการได้พลังมาก็แทบไม่ใช่ประเด็นเลย ซีรีส์เล่นง่ายว่าแค่ตกไปโดนน้ำเสียที่ออกมาจากองค์กรตัวร้ายที่กำลังทดลองเรื่องนี้อยู่เท่านั้นก็ได้พลังมาเลย โดยพยายามซ่อนปมว่าในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อนมีการทดลองกับเด็กมากมายที่เมืองนี้เหมือนกัน แต่ประเด็นน้ำหนักในเรื่องมันเบามาก จากที่ตามหาคนอมตะเพื่อมาแก้ไขร่างกายที่เสียไปจากพลังที่ยิ่งใช้ยิ่งทำลายร่างกาย (แต่เห็นผลแค่ฝ่ายตัวร้าย ฝ่ายตัวเอกไม่มีแสดงให้เห็น) ซึ่งจริงๆ ไอเดียนี้ถือว่าดีมากเพราะตัวละครที่ซ่อนอยู่ก็คือตัวนางเอกว่ามีพลังนี้ได้ยังไง? และทำให้มีจุดขัดแย้งกันมากมายว่าเธอคือคนที่มากอบกู้เหล่าพวกผู้มีพลังพิเศษโดยยอมอุทิศชีวิตนั้นเหมาะสมหรือไม่ แต่เรื่องกลับทำลายปมสำคัญนี้ไปด้วยความลับที่เฉลยออกมาแบบแบบพล้อตตัวโกงที่ซ้ำซากมากๆ แล้วก็แทบตัดจบเรื่องความเป็นอมตะนี้ไปเลย ที่เหลือคือการโชว์พลังต่อสู้กับวายร้ายที่อยู่ๆ ก็คิดแผนที่จำเป็นต้องทำร้ายทั้งเมืองออกมาในธีมวันสิ้นโลกปี ค.ศ.2000 ที่มีทั้งเรื่อง Y2K และอะไรอีกมากมายที่โลกพร้อมใจหลงเชื่อกัน ซึ่งมันก็ออกมาสนุกแบบเบๆ งั้นๆ มาก

นอกจากนี้ตัวละครฝ่ายตัวร้ายก็พยายามออกแบบมาให้มีมิติลึกกว่าแค่ชั่วร้ายปกติ เพราะพวกเขาเป็นเด็กที่โตมากัยการทดลองเมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้พวกนี้ดูมีความดีความยับยั้งชั่งใจหลงเหลืออยู่ แต่ว่าสุดท้ายแล้วเรื่องก็กลับไม่เคยให้ตัวละครไหนกลับใจเลย มีแค่คิดสำนึกชั่ววูบแล้วก็ปล่อยให้กลายเป็นตัวร้ายดาดๆ ธรรมดาไปจนจบ แม้แต่ตัวร้ายใหญ่สุดก็เหมือนกัน และยังจบแบบทิ้งท้ายตัวละครนี้ไว้เพื่อทำต่อซีซั่น 2 อีก ซึ่งเป็นการทิ้งเชื้อแบบไม่ควรเลย

ก็ต้องบอกว่าถ้าจะหาเนื้อเรื่องที่เข้มข้นเรื่องนี้ไม่ผ่านและก็ยังซ้ำซากมาก แต่สิ่งที่ดีของเรื่องนี้เอาจริงๆ คือตัวนักแสดงมากกว่า Park Eun-bin ยังคงน่ารักและเหมาะสมกับบทเปิ่นๆ โก๊ะๆ แบบนี้เสมอ เธอทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ดูแล้วฟีลกู๊ดขำๆ ได้กับทุกอิริยาบถของความเปิ่นของเธอ โดยเฉพาะการเข้าคู่กับพระเอกสุดหล่อ Cha Eun-woo ที่มาในบทพนักงานราชการท้องถิ่นที่เก็บตัว แต่ก็ต้องมาเผยรอยยิ้มให้กับนางเอก เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้เน้นโรแมนติกมากในตอนแรก แต่ไปใช้เรื่องนี้เป็นจุดพลิกผันนึงในช่วงหลัง ซึ่งอาจจะดูปุ๊บปั๊บหน่อย แต่ก็เป็นฉากที่ใส่เข้ามาแล้วทำให้ซีรีส์ดูมีหัวใจตุ๊บๆ ขึ้นมาทันที อันนี้ดีจริง รวมถึงเพื่อนนางเอกอีกสองคนที่ก็ทำตัวเด๋อด่าได้ตลกไม่แพ้กัน แถมที่เด่นจริงๆ คือ Kang Ro-bin ที่แสดงโดย Im Seong-jae หนุ่มลูสเซอร์ที่อารมณ์ดีรักเพื่อนและพลังของเขาก็ได้โชว์มากมายกว่ามือกาวของเพื่อนด้วย ซึ่งจริงๆ หมอนี่พลังคือจอมขี้บ่นมากกว่า และเรื่องก็ใช้ประโยชน์จากความโก๊ะๆ ของเหล่าตัวละครพวกนี้มาเป็นจุดที่ทำให้ชนะพลังของอีกฝ่ายกันได้ง่ายๆ ไปเลย ซึ่งมันออกแบบมาเพื่อให้เป็นมุกตลกมากกว่าการสู้ด้วยพลังพิเศษครับ

 

สรุป

อีกหนึ่งซีรีส์เกาหลีแนวซูเปอร์ฮีโร่ที่คราวนี้หันมาใช้ตัวละครแนวลูสเซอร์ในชีวิตจริงมาเป็นประเด็นร่วมกับการได้พลังพิเศษมา แต่ด้วยความที่ซีรีส์ตั้งเป้าให้เป็นแนวตลกตั้งแต่แรกแล้ว เนื้อหาในเรื่องจึงอ่อนด๋อยและซ้ำซากมาก แม้จะมีความพยายามในช่วงแรกทำให้ดูลึกลับซับซ้อน แต่พอเฉลยออกมาทุกอย่างตามสูตรซ้ำซากสุดๆ ยิ่งการใช้มุกวันสิ้นโลกตอนใกล้ปี ค.ศ. 2000 ที่ดูดาดๆ มากเกินไป ปมตัวร้ายแต่ละตัวก็ใส่มางั้นๆ ไม่มีการกลับใจใดๆ ทั้งสิ้น ที่เหลือจึงเป็นการโชว์การใช้พลังพิเศษสู้กันในแบบที่แทรกมุกตลกจากความเปิ่นของตัวละครเข้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจุดนี้นักแสดงทำได้ดีเยี่ยมมาก โดยเฉพาะบทของพระเอกนางเอกที่เคมีเข้ากันได้ดีสุดๆ แม้จะเว้นว่างช่วงโรแมนติกไปในครึ่งแรก แต่พอครึ่งหลังจุดติดปุ๊บก็ทำให้ซีรีส์ดูมีหัวใจขึ้นมาเป็นกอง ก็ถ้าคนชอบแนวซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่มีความเครียดในเรื่องเลยต่างกับเรื่องอื่นๆ ที่พยายามจริงจังมากกว่านี้ ก็ถือว่าดูเอาพลินๆ ได้อยู่ครับ

 

 

ติดตามรีวิวหนัง Netflix เรื่องอื่นคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------