รีวิว Something Very Bad Is Going to Happen (Netflix) 4 ตอนแรกสยองขวัญ 4 ตอนหลังดราม่ายืดเยื้อ
อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย
Summary
Something Very Bad Is Going to Happen ที่มีจุดขายคือโปรดิวเซอร์พี่น้อง Duffer Brothers จาก Stranger Things คือซีรีส์สยองขวัญที่มีบรรยากาศและความน่ากลัวยอดเยี่ยมใน 4 ตอนแรก ด้วยการปั่นประสาทผู้ชมให้ไม่รู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไรที่ดูเหมือนรวมมิตรแนวสยองขวัญไว้ด้วยกันตลอดเวลา ก่อนที่ตอน 4 จะเฉลยทุกอย่างสอดคล้องกับปมที่สร้างไว้ทั้งหมด ซึ่งมันก็ดูเซอร์ไพรส์ดี แต่ว่าหลังจากนั้นเรื่องราวแทนที่จะพีคขึ้นกลับค่อยๆ หมดพลัง เต็มไปด้วยฉากที่ยืดเยื้อใส่มาแบบไม่จำเป็น แถมเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการสำรวจดราม่าปัญหาชีวิตคู่แท้กับพหรมลิขิต ซึ่งแม้จะมีความพยายามวกกลับมาสยองขวัญในตอน 7 แต่ก็ใส่มาแบบเสียเปล่าเมื่อถึงตอน 8 ที่ได้เวลาปิดจบแบบเลือดสาด ตามชื่อเรื่อง “อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย” แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่มากพอกับแนวทางเรื่องแบบนี้ แต่ทั้งนี้การแสดงของนางเอก Camila Morrone ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์และแสดงพลังเหวี่ยงทางอารมณ์สูงปรี๊ดมาก จนซีรีส์ก็ยังมีความน่าติดตามดูจนจบได้เพราะเธอนี่คือ “เดอะแบก” ของเรื่องนี่แหละครับ
Overall
6.5/10User Review
( vote)Pros
- บรรยากาศอึมครึมนากลัวตลอดเรื่อง
- Camila Morrone แสดงได้สุดยอด
- สำรวจความรักและคู่แท้
- มีพากย์ไทย
Cons
- 4 ตอนหลังเต็มไปด้วยฉากยืดเยื้อเยอะ
- บทเฉลยตอนท้ายมีคำถามตามมา
Something Very Bad Is Going to Happen อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย ซีรีส์ Original Netflix 8 ตอนจบแนวสยองขวัญ เรื่องราวของคู่รักที่ตกลงแต่งงานกันที่บ้านเกิดของฝ่ายชาย แต่แล้วฝ่ายหญิงก็รู้สึกถึงบางอย่างที่ผิดปกติมากขึ้นเรื่อยๆ กับการตัดสินใจครั้งนี้ของเธอที่เกินกว่าคำว่าคู่ชีวิต…
รีวิว Something Very Bad Is Going to Happen อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย
ซีรีส์จาก Haley Z. Boston ผู้สร้างซีรีส์ Brand New Cherry Flavor ที่เป็นแนวสยองขวัญเช่นกัน โดยใช้จุดขายว่าเป็นผลงานโปรดิวเซอร์ของพี่น้อง Duffer Brothers จาก Stranger Things ซึ่งมันก็เชื้อชวนให้ลองดูมากเพราะเป็นผลงานแรกที่แตกต่างออกไปของพวกเขา แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ซีรีส์เด็กผจญภัยอีกแล้ว แต่เข้ามาสำรวจโลกของผู้ใหญ่กับการแต่งงาน โดยมีธีมสยองขวัญอบอวลอยู่ภายในว่ามันคืออะไรกันแน่ พร้อมทั้งพยายามสำรวจมุมมองความรักคู่แท้ที่ทุกคนหวังจากการแต่งงานอีกด้วย
เรื่องเริ่มจาก Rachel Harkin และ Nicky Cunningham คู่รักที่หมั้นกันแล้วและจะแต่งงานในอีกหนึ่งสัปดาห์ พวกเขาเดินทางไปที่กระท่อมพักผ่อนของครอบครัวฝ่ายชายในป่าหิมะห่างไกล ที่พวกเขาจะจัดงานแต่งงานฤดูหนาวในฝัน แต่ตั้งแต่เข้ามาถึง Rachel เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอมีความรู้สึกที่แรงกล้าว่าสิ่งที่น่ากลัวจะเกิดขึ้นในงานแต่งของเธอ ซึ่งไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่?
ซีรีส์ตั้งใจแบ่งครึ่งเรื่องเป็น 2 ส่วน ใน 4 ตอนแรกคือแนวสยองขวัญที่เต็มไปด้วยบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจตลอดเวลา โดยเธอพบเจอเหตุการณ์ประหลาดๆ ตลอดทาง ตั้งแต่เด็กถูกทิ้งไว้ในรถที่หนาวเหน็บ ชายแก่ที่มาแอบดูเธอในห้องน้ำและถามว่าแน่ใจหรือว่าใช่คนนี้ ก่อนที่จะถึงบ้านพักของฝ่ายชายที่เต็มไปด้วยความหม่นหมอง ตรงข้ามกับงานแต่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งนี่มันคือ 4 ตอนที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “งงงัน” ว่าซีรีส์เรื่องนี้ดำเนินไปในทิศทางไหน ระหว่างแนวทางอย่าง Get Out ที่ครอบครัวฝ่ายชายมีปมปริศนาบางอย่างซ่อนไว้และอาจจะอยากจัดงานแต่งนี้เป็นพิธีบูชายัญ หรือว่าพวกเขาเป็นฆาตกรต่อเนื่องจากเรื่องเล่าของพี่เขยว่ามี “ชายขอโทษ” ตัวละครลึกลับในป่าที่กรีดท้องผู้หญิงควักเอาเด็กออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในบ้านนี้รู้จักกันดี หรือแม้แต่ว่าเรเชลอาจจะคิดไปเองก็ได้เพราะเธอก็เป็นพวกแนวโกธิคมีความคิดลางสังหรณ์กับเรื่องร้ายๆ ตลอดเวลามาก่อนแล้ว ซึ่งช่วงเวลานี้ 3 ตอนแรกคือการใส่ปริศนามากมายจนเดายังไงก็ไม่ถูกแน่นอน ก่อนที่ตอน 4 จะเป็นบทเฉลยความลับทั้ง 3 ตอนนั้นออกมาจนหมดสิ้น ซึ่งเรื่องเฉลยออกมาได้แปลก แต่ไม่ได้ประหลาดเกินคาดกับแนวนี้นัก แต่ก็ทำให้ปมปริศนาที่ทิ้งไว้ทั้งหมดเชื่อมต่อกันได้เป็นอย่างดีจริงๆ ก่อนที่จะไปต่อกันที่เรื่องราวความรักของทั้งคู่ที่จะไปต่อกันถึงวันแต่งงานได้ยังไงในสภาพที่แทบหาทางออกไม่ได้เลย
แต่ปัญหาก็คือ 4 ตอนหลังจากนี้เรื่องราวแทนที่จะยกระดับให้น่าตื่นเต้นขึ้นไปอีก แต่ซีรีส์กลับหมดพลังลงเรื่อยๆ โดยทั้งหมดก็คือการหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อนที่จะถึงวันแต่งงานที่เป็นลางร้ายมรณะ ซึ่งซีรีส์เสียเวลาไป 3 ตอนกับการพยายามหาเรื่องโน่นนี่ใส่เข้ามาให้เป็นประเด็นยืดเรื่องไปเรื่อยๆ หลายฉากใส่มาอย่างไม่จำเป็น โดยที่ธรมเรื่องก็เปลี่ยนจากแนวลึกลับสยองขวัญกลายมาเป็นดราม่าชีวิตคู่เยอะมาก โดยพยายามสำรวจความหมายของรักแท้ คู่แท้ พหรมลิขิต ของสองตัวเอก โดยที่มีเรื่องราวชีวิตคู่ของครอบครัวฝ่ายชายมาเป็นประเด็นร่วมทำให้เกิดปัญหามากขึ้น ก่อนที่จะพยายามกลับไปแนวสยองขวัญอีกครั้งในตอน 7 แต่มันกลับไม่ได้มีความหมายเลยเมื่อถึงตอน 8 เรื่องราวในตอน 7 ถูกทิ้งไปง่ายๆ ซึ่งตอน 8 คือสิ่งทีผู้ชมรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทางออกของเรื่องนี้คืออะไร แต่ซีรีส์ก็ไม่ได้มอบตอนจบที่ดีพอเท่าไหร่ ก็เหมือนอย่างที่ชื่อเรื่องนี้บอกไว้นั่นแหละ “อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย” ซึ่งมันทำได้แค่เลือดสาด แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อย่างที่หวัง แถมยังมีคำถามแปลกๆ เกิดขึ้นว่าแล้วสิ่งนี้มันไม่ดีหรือยังไง ซึ่งทำให้ตอนจบกลายเป็นปลายเปิดทิ้งไว้เผื่อทำต่อได้อีกด้วย (แต่เรื่องราวจริงๆ จบแล้ว)
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าติดตามจริงๆ คือการแสดงของ Camila Morrone ในบทราเชล เธอมีเสน่ห์จากรูปลักษณ์หน้าตาอยู่แล้ว และยังแสดงช่วงเหวี่ยงขึ้นลงของอารมณ์ตามเหตุกาณ์ที่พลิกผันไปมาได้อย่างยอดเยี่ยม Rachel คือตัวละครที่ฉลาด เป็นอิสระ ซับซ้อน มีความหวาดระแวง ความสงสัย ความกลัว และความมุ่งมั่นได้น่าเชื่อ เป็นตัวแบกของซีรีส์นี้ที่ผู้ชมอยากดูว่าจุดสุดท้ายของเธอจะเป็นยังไง ผ่านการเดินทางทางอารมณ์และจิตใจที่ผันแปรปรวนมากมายจากเหตุการณ์ต่างๆ นาๆ ที่พบเจอ โดยเฉพาะการแต่งงานที่เธอไม่อยากแต่งมาตลอดชีวิต แต่เมื่อตัดสินใจแล้วเธอจะหันกลับเพราะลางสังหรณ์ถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดได้ยังไง และการแต่งงานนี้ก็เกินกว่าข้อผูกมัดชีวิตคู่ตามปกติซะด้วยซ้ำครับ
สรุป Something Very Bad Is Going to Happen ซีรีส์ที่มีจุดขายงานสร้างจากพี่น้อง Duffer Brothers จาก Stranger Things เป็นซีรีส์สยองขวัญที่มีบรรยากาศและความน่ากลัวยอดเยี่ยมใน 4 ตอนแรก ด้วยการปั่นประสาทผู้ชมให้ไม่รู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไรที่ดูเหมือนรวมมิตรแนวสยองขวัญไว้ด้วยกันตลอดเวลา ก่อนที่ตอน 4 จะเฉลยทุกอย่างสอดคล้องกับปมที่สร้างไว้ทั้งหมด ซึ่งมันก็ดูเซอร์ไพรส์ดี แต่ว่าหลังจากนั้นเรื่องราวแทนที่จะพีคขึ้นกลับค่อยๆ หมดพลัง เต็มไปด้วยฉากที่ยืดเยื้อใส่มาแบบไม่จำเป็น แถมเปลี่ยนแนวทางมาเป็นการสำรวจดราม่าปัญหาชีวิตคู่แท้กับพหรมลิขิต ซึ่งแม้จะมีความพยายามวกกลับมาสยองขวัญในตอน 7 แต่ก็ใส่มาแบบเสียเปล่าเมื่อถึงตอน 8 ที่ได้เวลาปิดจบแบบเลือดสาด ตามชื่อเรื่อง “อย่าหวังว่าเรื่องนี้จะจบสวย” แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่มากพอกับแนวทางเรื่องแบบนี้ แต่ทั้งนี้การแสดงของนางเอก Camila Morrone ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์และแสดงพลังเหวี่ยงทางอารมณ์สูงปรี๊ดมาก จนซีรีส์ก็ยังมีความน่าติดตามดูจนจบได้เพราะเธอนี่คือ “เดอะแบก” ของเรื่องนี่แหละครับ