รีวิว Man on Fire คนจริงเผาแค้น (netflix) โหดดิบซาดิสม์ได้ใจ แต่บทบ้งมากมายจริงๆ
Man on Fire
Summary
Man on Fire เวอร์ชั่น Netflix นี้ไม่ได้ตามรอยหนัง เปลี่ยนโลเคชั่น Mexico เป็น Brazil โดยมีตัวเอก Yahya Abdul-Mateen II จากตัวร้าย Aquaman มาเล่น ซึ่งเขาก็แสดงได้ดีแทบไม่มีที่ติ มีฉากแอ็กชั่นที่ดุเดือดเข้าขั้นเว่อร์ๆ ในสถานการณ์ที่ต้องใช้สมองเอาตัวรอดจากความตายสดๆ รวมถึงฉากล้วงความลับทรมานแบบโหดซาดิสม์ได้ใจ โดยแทบไม่สนใจศีลธรรมอะไรเลย ซึ่งนี่คือจุดแข็งมากของเรื่องทำให้ดูสนุกเอามันส์ได้ตั้งแต่แรกจนจบ แต่ว่าในความเว่อร์ล้นของเรื่องก็ทำให้บทดูบ้งๆ โง่ๆ ไร้เหตุผลตามมามากมายทั้งเรื่องเช่นกัน และการที่นำมาทำเป็นซีรีส์ก็ทำให้ต้องขยายเรื่องราวให้มีทีมเข้ามาแบบมิชชั่นอินพอสซิเบิล จนต้องมีพาร์ทดราม่าของแต่ละคนยืดเพิ่มมาอีก และการเปลี่ยนเด็กสาวที่ปกป้องให้เป็นวัยรุ่นอเมริกันก็ทำให้เรื่องต้องมีส่วนดราม่าวัยรุ่นง้องแง้งเพิ่มขึ้นมา ถึงแม้พาร์ทความสัมพันธ์จะยังพอดูดี แต่ก็ไม่ถึงกับทำได้น่าประทับใจมากนัก โดยรวมถ้าคุณชอบแอ็กชั่นโหดได้ใจก็ดูได้เลย แต่ต้องยอมรับว่าส่วนอื่นที่เหลือก็ไม่ได้ดีพอมากนักครับ (ซีรีส์จบภารกิจบราซิล แต่ทิ้งท้ายให้มีต่อเลย)
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- เวอร์ชั่นที่ตรงตามนิยายมากกว่าหนัง
- ฉากแอ็กชั่นเว่อร์โหดดิบสะใจ
- มีพาร์ททีมเพิ่มเข้ามา
- มีพากย์ไทย
Cons
- บทโง่ๆ ไร้เหตุผลเยอะมาก
- เนื้อเรื่องเดาง่ายไมซับซ้อนมาก
- ดราม่าหลายตัวละครทำให้เรื่องยืด
Man on Fire คนจริงเผาแค้น ซีรีส์ Original Netflix 7 ตอนจบซีซั่น 1 เมื่ออดีตยังคอยหลอกหลอนและศัตรูกำลังตามไล่ล่า อดีตทหารหน่วยรบพิเศษจึงต้องสู้ เพื่อช่วยเด็กสาวให้รอดชีวิต ท่ามกลางถิ่นอันตรายในรีโอเดจาเนโร
รีวิวซีรีส์ Man on Fire คนจริงเผาแค้น
นี่คือการดัดแปลงครั้งที่ 3 จากนิยายชุดเดียวกัน หลังจากหนังปี 1987 (นำแสดงโดย Scott Glenn) และหนังปี 2004 ที่โด่งดังมาก (นำแสดงโดย Denzel Washington กับ Dakota Fanning กำกับโดย Tony Scott) ครั้งนี้ Netflix ดัดแปลงทั้งนิยายสองเล่มแรก – Man on Fire และ The Perfect Kill – มาเป็นซีรีส์ Netflix 7 ตอนจบ นำแสดงโดย Yahya Abdul-Mateen II จาก Aquaman ในบท Black Manta ที่เป็นตัวร้าย
John Creasy เคยเป็น Special Forces mercenary ที่มีทักษะสูง เขาสามารถรอดชีวิตได้แม้ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ที่ยังคงเป็นตำนาน แต่หลังจากภารกิจใน Mexico City ทุกอย่างก็ผิดพลาดทีมของเขาถูกฆ่า0oหมด โศกนาฏกรรมนี้ทำให้เขาล่องลอยและไร้จุดหมาย เมื่อเพื่อน Rayburn พยายามหางานใหม่ให้เขาในบราซิล แนะนำให้รู้จักกับมือขวาของประธานาธิบดีบราซิล เขากลับถูกดึงเข้าสู่แผนการฆาตกรรมซับซ้อนที่มุ่งเป้ามาที่เขา และ Poe เด็กสาววัยรุ่นที่เขาได้รับมอบหมายให้ปกป้อง
ซีรีส์ Netflix เรื่องนี้ไม่ใช่การรีเมคตรงๆ ของหนัง 2004 แต่เป็นการดัดแปลงใหม่จากนิยายต้นฉบับที่เปลี่ยนสถานที่ Mexico เป็น Brazil เปลี่ยนอายุตัวละครที่ปกป้องจากเด็กเล็กมาเป็นสาววัยรุ่นอายุ 16 เปลี่ยนบริบทจากการลักพาตัวเรียกค่าไถ่กลายเป็นแผนการสมคบคิดทางการเมือง เพิ่มรูปแบบการทำงานเป็นทีมและการฟื้นฟูโรค PTSD ที่ตัวเอกประสบอยู่ ซึ่งเรื่องราวจะตรงกับต้นฉบับมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ดีกว่า ซีรีส์เน้นเรื่องราวสูตรสำเร็จที่ค่อนข้างเดาง่ายไม่ซับซ้อนแบบหนัง เรื่องราวเดินไปตามลำดับแพทเทิร์นการหาว่าใครคือผู้บงการในบราซิล ซึ่งตัวละครก็มีไม่กี่ตัวแทบไม่ต้องเดา แม้จะพยายามหักมุมในตอนกลางเรื่องเพิ่มเข้ามา แต่ก็เป็นสูตรสำเร็จที่ผู้ชมก็คงคาดเดากันไว้แล้วเหมือนกัน

จุดแข็งของซีรีส์คือ ฉากแอ็กชั่นการเอาตัวรอดและการทรมานของ Creasy ซึ่งขึ้นชื่อความโหดดิบเถื่อนสุดๆ อย่างการผสมกรดหยอดเนื้อมาเพื่อทรมานคน การฝังระเบิดประดิษฐ์ไว้ในเนื้ออกหัวใจเพื่อควบคุมเหยื่อที่จับได้ หรือการทรมานเหยื่อแบบที่เอาลูกเล็กของตัวร้ายมาเป็นตัวประกัน ซึ่งตัวเอกในเรื่องอื่นๆ ก็คงไม่ทำ และก็มีคุณธรรมกว่า แต่เรื่องนี้ตัวเอกคือโหดดิบไม่มีขู่ ทำจริง ทำทันทีไม่มีรีรอ ซึ่งทำให้ซีรีส์ออกมาดิบรุนแรงเหมือนพวก CIA ในสถานการณ์จริงที่ต้องทำยังไงก็ได้ให้สำเร็จ โดยที่ฉากบู๊ของเรื่องก็มักเป็นแผนที่เว่อร์เกินคาดอย่างการบุกเข้าไปในคุกคนเดียวเพื่อจัดการตัวร้ายผู้บงการ การขับเครื่องบินที่ไฟไหม้อยู่เพื่อพาเด็กหนี ซึ่งซีรีส์สร้างฉากพวกนี้ได้อย่างโลดโผนและมีความมันส์ในสเกลซีรีส์ทุนสูงที่ใช้ได้เลย
แต่ปัญหาของเรื่องก็อยู่ตรงความเว่อร์ล้นๆ พวกนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อสถานการณ์แต่ละอย่างมันดูไม่น่าเป็นไปได้เลยจริงๆ อย่างการขับเครื่องบินที่โดนยิงจนพรุนทั้งลำ แถมไฟไหม้ใบพัดจนพังหลุดไปอีก ถึงม้มันจะสั้นๆ แต่มันก็ไม่น่าจะบินขึ้นได้แต่แรกแล้วด้วยซ้ำ หรือการหาทางตามไปบ้านตัวร้ายด้วยการแอบขึ้นรถที่มีคนคุ้มกันตามมามากมาย ซีรีส์ไม่ได้ทำให้เห็นว่าตัวเอกขึ้นรถนั้นไปได้ไง อยู่ๆ ก็ตัดฉากว่าอยู่ในรถแล้วแบบนี้ หรือบทเด็กสาวที่หลบอยู่ในบ้านก็ต้องออกมาวิ่งหาเรื่องให้ตัวร้ายที่หลงทางอยู่มาเจอกันและจับไปเป็นตัวประกันได้ ซึ่งบทมันถูกเขียนมาเพื่อจะให้ตัวเอกต้องเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดขีด โดยมีเหตุผลรองรับให้เชื่อได้ยากแทบทั้งเรื่อง เรียกว่าดูเอามันส์ได้ แต่อย่าถามหาความสมจริงใดๆ เลยจะดีกว่า
นอกจากนี้การพยายามเพิ่มให้ Creasy มีทีมเข้ามา โดยเป็นตัวละครพวกแก๊งสลัมที่อยู่ในบราซิลและคนขับรถสาวแม่หม้ายที่ขอช่วยโดยต้องการหนังสือรับรองการย้ายไปอเมริกา ตัวละครพวกนี้ถูกใส่เข้ามาโดยมีสกิลแตกต่างกันไปเพื่อทำภารกิจยากๆ เหมือนแนวมิชชั่นอิมพอลซิเบิล ซึ่งก็ดูแตกต่างจากแนวบู๊ลุยเดี่ยวเหมาะกับซีรีส์ดี แต่ว่ามันก็ทำให้เรื่องดูยืดๆ ขึ้นเยอะเพราะต้องพยายามไปสร้างเหตุการณ์ดราม่าของแต่คนให้ดูมีส่วนผูกพันเข้ามาช่วย Creasy มากกว่าแค่เอาเงินจ้าง ทั้งๆ ที่สุดท้ายแล้วเรื่องก็ต้องจบแยกย้ายกันไปหมด (ถ้าเอามาต่อในซีซั่น 2 นี่ก็คือยัดเยียดสุดๆ)
ส่วนการเปลี่ยนพาร์ทครอบครัวอบอุ่นมาเป็นสาววัยรุ่นอเมริกัน 16 ปีที่มีความง้องแง้งมากในตอนแรกก็ทำให้เรื่องดูไม่น่ารักและแตกต่างกันไปเลย ในมุมของการสูญเสียครอบครัวแล้วต้องมี Creasy เป็นคนเดียวที่รู้จักกับพ่อของเธอ ทำให้เธอรู้สึกว่าจะขาดเขาไปไม่ได้อีกแล้ว ซีรีส์ยังให้ความรู้สึกผูกพันแบบนี้อยู่ และตัวนักแสดงก็เล่นได้โอเคดีมีเคมีที่พอจูนกันติดได้ แต่การเป็นเด็กสาวโตแล้วทำให้เรื่องก็ต้องแบ่งบทไปให้เพื่อนวัยรุ่นชายบราซิลที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ เรื่องพยายามสร้างพัฒนาการเติบโตแก้ไขปมด้อยให้เธอยอมรับวิถีชีวิตบราซิล ทั้งๆ ที่ชีวิตต้องตกอยู่ในอันตรายถูกฆ่าล้างครอบครัวทั้งเรื่อง มันก็เลยเป็นความพยายามที่ดูแปลกๆ อยู่เหมือนกัน
ส่วนโรค PTSD ซีรีส์นำเสนอให้เป็นจุดอ่อนเดียวของ Creasy ว่ามื่อเกิดอาการนี้ก็ทำให้เขาสลบไปในทันที แม้จะอยู่ท่ามกลางศัตรู ซึ่งเรื่องทำออกมาดูเว่อร์ไปหน่อย แล้ววิกฤตพวกนี้ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมาก แค่ว่าสักพักเขาก็ตื่นขึ้นมาจัดการสถานการณ์ตรงหน้าต่อได้อยู่ดี เป็นเพียงแค่เช็คพ้อยท์ให้สถานการณ์ดูตื่นเต้นขึ้นบางช่วงเท่านั้นเอง
สรุป
Man on Fire เวอร์ชั่น Netflix นี้ไม่ได้ตามรอยหนัง เปลี่ยนโลเคชั่น Mexico เป็น Brazil โดยมีตัวเอก Yahya Abdul-Mateen II จากตัวร้าย Aquaman มาเล่น ซึ่งเขาก็แสดงได้ดีแทบไม่มีที่ติ มีฉากแอ็กชั่นที่ดุเดือดเข้าขั้นเว่อร์ๆ ในสถานการณ์ที่ต้องใช้สมองเอาตัวรอดจากความตายสดๆ รวมถึงฉากล้วงความลับทรมานแบบโหดซาดิสม์ได้ใจ โดยแทบไม่สนใจศีลธรรมอะไรเลย ซึ่งนี่คือจุดแข็งมากของเรื่องทำให้ดูสนุกเอามันส์ได้ตั้งแต่แรกจนจบ แต่ว่าในความเว่อร์ล้นของเรื่องก็ทำให้บทดูบ้งๆ โง่ๆ ไร้เหตุผลตามมามากมายทั้งเรื่องเช่นกัน และการที่นำมาทำเป็นซีรีส์ก็ทำให้ต้องขยายเรื่องราวให้มีทีมเข้ามาแบบมิชชั่นอินพอสซิเบิล จนต้องมีพาร์ทดราม่าของแต่ละคนยืดเพิ่มมาอีก และการเปลี่ยนเด็กสาวที่ปกป้องให้เป็นวัยรุ่นอเมริกันก็ทำให้เรื่องต้องมีส่วนดราม่าวัยรุ่นง้องแง้งเพิ่มขึ้นมา ถึงแม้พาร์ทความสัมพันธ์จะยังพอดูดี แต่ก็ไม่ถึงกับทำได้น่าประทับใจมากนัก โดยรวมถ้าคุณชอบแอ็กชั่นโหดได้ใจก็ดูได้เลย แต่ต้องยอมรับว่าส่วนอื่นที่เหลือก็ไม่ได้ดีพอมากนักครับ (ซีรีส์จบภารกิจบราซิล แต่ทิ้งท้ายให้มีต่อเลย)