รีวิว I Will Find You (Netflix) The Fugitive ขึ้นทำเนียบจับตายเวอร์ชั่นคนหายฮาร์ลาน โคเบน
I Will Find You
Summary
ด้วยการกลับมาเป็นงานสร้างของอเมริกาครั้งแรกของฮาร์ลาน โคเบน หลังจากผ่านมาถึง 12 เรื่องที่เป็นชาติอื่นหมด บวกกับได้ดาราดังอย่าง Sam Worthington มาเล่นเป็นตัวเอกหลักในพล็อตเรื่องที่มันคือ The Fugitive ขึ้นทำเนียบจับตาย ดีๆ นี่แหละ ทำให้การันตีได้เลยว่าซีรีส์ชุดเรื่องนี้มีความแตกต่างออกไปจากเรื่องอื่น ด้วยฉากไล่ล่าที่มีแอ็กชั่นใส่มาตลอดเรื่องมากกว่าการตามสืบหาคนหายแบบเดิม ทำให้เรื่องยืนพื้นด้วยความสนุกตรงนี้มากพอจะทำให้ผู้ชมที่เคยหาวๆ เบื่อๆ กับสูตรสำเร็จคนหายฮาร์ลาน โคเบน แบบเดิมๆ ได้รู้สึกแปลกใหม่ โดยที่ตัวเนื้อเรื่องก็ลึกลับแตกต่างกว่าเรื่องอื่นเพราะมันเป็นการหนีไปสืบไป โดยที่มีฉากหักมุมพาให้ผู้ชมเขวจากที่เคยคิดว่าใช่ออกไปได้ ก่อนวกกลับมาที่อาจจะดูคล้ายเดิมว่าคนร้ายเป็นใคร แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเดาเรื่องนี้ได้ ด้วยชุดข้อมูลที่เยอะสุดๆ ตามสไตล์ซีรีส์ชุดนี้ที่สมองคุณคิดตามแทบไม่ทัน แต่ถึงจะแอ็กชั่นเยอะมันก็ไม่ได้เล่นใหญ่มากพอเพราะมันเป็นสเกลซีรีส์ แล้วพอเปิดคนร้ายอย่างโหดก็ต้องรีบจบมากไปหน่อย แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นงานสร้างฮาร์ลาน โคเบน ที่พลิกกลับมาทำได้น่าสนใจมากที่สุดในช่วงหลังนี้เลยครับ ยังไงคนดูซีรีส์ชุดนี้มาก่อนก็ไม่ควรพลาด ส่วนคนที่ไม่เคยดูหรือไม่ได้ติดกับแนวคนหายนี้ก็แนะนำให้ดูเพราะมันอาจจะทำให้คุณชอบจนไปตามเก็บครบทั้ง 13 เรื่องก็ได้ครับ (แนะนำ The Innocent คือเดอะเบสต์ของซีรีส์ชุดนี้)
Overall
7.5/10User Review
( votes)Pros
- งานสร้างฮาร์ลาน โคเบน ของอเมริกาครั้งแรก
- พล็อตโครงสร้างเรื่องแอ็กชั่นแบบฟูจิทีฟที่การันตีความสนุก
- นักแสดงดัง Sam Worthington
- เรื่องหักมุมใช้ได้เลย
- มีพากย์ไทย
Cons
- แนวแอ็กชั่นก็จริง แต่ยังสเกลซีรีส์กลาง
- ตัวร้ายสุดท้ายไม่ได้โชว์อะไรมาก
I Will Find You แล้วเราจะพบกัน ซีรีส์ Original Netflix แนวสืบสวนระทึกขวัญ 8 ตอนจบ สร้างจากนิยายของฮาร์ลาน โคเบน เรื่องราวของพ่อที่ถูกจำคุกข้อหาฆาตกรรมลูกชายวัย 3 ขวบ เวลาผ่านไป 5 ปีเขากลับแหกคุกออกมาเพราะเชื่อว่าลูกชายเขายังมีชีวิตอยู่
รีวิว I Will Find You แล้วเราจะพบกัน
David Burroughs (Sam Worthington) ถูกจำคุกในข้อหาฆาตกรรมลูกชายตัวเอง แต่เมื่อเขาได้รับข้อมูลว่าลูกชายของเขาอาจยังมีชีวิตอยู่จากรูปถ่ายเพียงใบเดียว เขาจึงหนีออกจากคุกเพื่อออกตามหาความจริง ขณะที่ Rachel (Britt Lower) อดีตนักข่าวที่เชื่อในความบริสุทธิ์ของ David มาตลอด ก็กำลังเดินสายค้นหาเส้นทางของเธอเองคู่ขนานกันไป
ซีรีส์จากแฟรนไชนส์ฮาร์ลาน โคเบน เจ้าพ่อคนหายที่ผู้ชมเน็ตฟลิกซ์คงรู้จักกันดีแล้วแม้จะไม่ได้อ่านนิยายเพราะทำออกมาเยอะมากถึง 13 เรื่องแล้วภายในเวลา 8 ปี เรียกว่าเป็นซีรีส์ชุดหากินของค่ายนี้ที่ทำออกมากี่เรื่องยังไงแฟนหรือคนที่หลงดูสไตล์ตามหาคนหายของฮาร์ลานก็คงต้องดูกันต่อไป แม้จะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่ยังไงมันก็มีมาตรฐานที่พอรับได้ทุกเรื่อง ซึ่งที่ผ่านมาเป็นงานที่เน็ตฟลิกซ์ให้ประเทศอื่นๆ เป็นคนทำ ทั้งๆ ที่ตัวฮาร์ลานเองเป็นนักเขียนนิยายอเมริกัน ดังนั้นนี่เป็นเรื่องแรกที่กลับมาอเมริกา โดยมีดาราดังอย่างแซมที่เล่น Avatar มาการันตีว่าเรื่องนี้มันต้องน่าสนใจจริงเขาถึงกลับมาเล่นซีรีส์อีกครั้งด้วย
จุดเด่นของเรื่องนี้ที่มันแปลกกว่าฮาร์ลาน โคเบน เรื่องอื่นๆ เลยคือ ตัวเอกเป็นนักโทษในคดีฆาตกรรมไปแล้วต้องมาย้อนหาว่าเกิดอะไรขึ้น โดยใช้พล็อตเดียวกับ The Fugitive ขึ้นทำเนียบจับตาย หนังดังสุดคลาสสิคที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดี ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นเรื่องราวแนวหลบหนีจากการตามล่าของรัฐและตัวร้ายคู่กัน ทำให้มันเป็นแนวแอ็กชั่นระทึกขวัญที่ยืนกรานเลยว่ายังไงก็สนุกในตัวพล็อตโครงเรื่องมันเองอยู่แล้ว โดยมีฉากแหกคุกขับรถไล่ล่าที่ค่อนข้างแปลกตาไปจากเรื่องอื่นๆ ในชุดที่ไม่ได้เน้นแอ็กชั่นมาก แต่ก็เพราะนี่เป็นงานสร้างของอเมริกากับดาราดังด้วยนั่นแหละ ซึ่งฉากแอ็กชั่นพวกนี้มีแทรกอยู่ตลอดเรื่อง เพียงแต่หลังจากฉากแหกคุกไปจะลดดีกรีแอ็กชั่นลงบ้างแค่นั้น เพราะงานนี้ยังไงมันก็เป็นซีรีส์ทุนกลางๆ เท่านั้น แต่มันก็เพียงพอที่จะดึงให้ผู้ชมติดตามดูต่อเนื่องจนจบโดยไม่หาวหลับได้แน่นอน
แต่ถึงแอ็กชั่นจะเป็นตัวชูโรงของเรื่องนี้ แต่ผู้ชมก็คาดหวังกับเนื้อหาไม่แพ้กันว่าฮาร์ลาน โคเบน เรื่องนี้จะทำอะไรได้แปลกกว่าเรื่องอื่นแค่ไหน เพราะหลังๆ มาค่อนข้างเต็มไปด้วยสูตรสำเร็จซ้ำๆ ของคนหายจนคนดูรู้ทางหมดแล้ว ก็ต้องบอกว่าอย่างผู้เขียนที่ดูมาหมดก็ยอมรับเลยว่าเดาไม่ถูก เพราะปมเด็กหายแล้วยังมีชีวิตอยู่ตอนแรกนั้นมันก็ถูกวางไว้ให้เดาไม่ได้แต่แรกอยู่แล้ว ตั้งแต่ว่าทำไมศพลูกชายตัวเองถึงจำไม่ได้ แล้วการพิสูจน์ DNA ในศาลตอนแรกพลาดได้ยังไง แรงจูงใจของคนร้ายในการเอาเด็กไปคืออะไร ซึ่งมันเป็นพล็อตที่เดาทางไม่ถูกจริงๆ ว่าจะไปทางไหน แต่ซีรีส์ก็หาทางเล่าเรื่องการหนีไปสืบไปได้อย่างสนุก โดยมีตัวละครครอบครัวกับผองเพื่อนของตัวเอกมาคอยช่วยเต็มไปหมด แม้เราจะเดาๆ ได้ว่ามันต้องเป็นคนใกล้ตัวแน่นอน แต่ซีรีส์ก็สามารถพาผู้ชมออกจากทางนั้นได้เพราะเมื่อเรื่องราวมันลุกลามไปกันใหญ่โตตามสไตล์โคเบน มันก็ยากจะเชื่อแล้วว่าคนร้ายคือใคร แถมยังมีเรื่องราวในอดีตของครอบครัวเดวิดที่เป็นตำรวจมาทั้งตระกูลแล้วมาขัดแย้งกับมาเฟียอีก ซึ่งเรื่องก็ตั้งใจพาผู้ชมออกมาจากสูตรสำเร็จได้จังๆ ในตอน 6 ก่อนที่จะกลับมาสู่ความลับที่แท้จริงใน 2 ตอนสุดท้ายที่เรื่องมันพลิกกลับตาลปัตร จนทำให้ต้องอึ้งว่ามันซับซ้อนอะไรขนาดนี้ แต่น่าเสียดายที่ว่ามาเฉลยเอาตอนจบที่คนร้ายแทบไม่ได้โชว์อะไรอีกแล้ว แม้มันจะเซอร์ไพรส์ผู้ชมได้อยู่หมัด แต่มันก็เป็นการจบที่แอบน่าเสียดายความร้ายกาจของตัวละครนี้ไปเหมือนกัน
นอกจากนี้ซีรีส์ก็ไม่ได้เล่าแค่ตัวเดวิด แต่มีน้องสะใภ้ราเชลมาร่วมในเรื่องราวเป็นตัวเอกคู่กันด้วย อดีตของเธอคือนักข่าวที่ถูกเอาออกจากงานแล้วพยายามกลับเข้าไป การเขามาช่วยพี่เขยนอกจากจะเป็นการช่วยครอบครัวแล้วก็ยังเป็นเส้นทางที่ทำให้เธออาจจะกลับไปทำงานเดิมได้ด้วย แต่น่าเสียดายซีรีส์ก็ไม่ได้เน้นเรื่องราวของเธอมากพอจนเด่นเท่าเดวิด ซึ่งมีเหตุผลจากบทที่เธอเป็นตัวเอกคนสำคัญของเรื่องนี้ในตอนหลังที่ช่วยทำให้ไขปริศนานี้ได้นั่นเอง
ด้วยความที่เป็นโครงเรื่อง The Fugitive ทำให้ซีรีส์ก็ต้องมีบทของฝ่ายไล่ล่า ในเรื่องนี้คือมาเป็น FBI คู่หูที่พ่อพยายามเอาลูกสาวมาเป็นคู่หูด้วยกัน ซึ่งมันผิดจากระเบียบเรื่องความสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่ซีรีส์ก็ใส่มันมาเป็นปมว่าทั้งคู่ต่างมีแนวคิดที่แตกต่าง แต่ต้องมาไล่ล่านักโทษหลบหนีที่ยิ่งไล่ล่าไปก็ยิ่งรู้สึกว่านักโทษคนนี้ทำอะไรผิดปกติ เขาไม่ได้หนี แต่กำลังพยายามทำอะไรอยู่ ซึ่งเรื่องราวก็ไปตามสูตรจากคนไล่ล่ากลายมาเป็นตรงกันข้ามในที่สุดนั่นแหละครับ
สรุป
ด้วยการกลับมาเป็นงานสร้างของอเมริกาครั้งแรกของฮาร์ลาน โคเบน หลังจากผ่านมาถึง 12 เรื่องที่เป็นชาติอื่นหมด บวกกับได้ดาราดังอย่าง Sam Worthington มาเล่นเป็นตัวเอกหลักในพล็อตเรื่องที่มันคือ The Fugitive ขึ้นทำเนียบจับตาย ดีๆ นี่แหละ ทำให้การันตีได้เลยว่าซีรีส์ชุดเรื่องนี้มีความแตกต่างออกไปจากเรื่องอื่น ด้วยฉากไล่ล่าที่มีแอ็กชั่นใส่มาตลอดเรื่องมากกว่าการตามสืบหาคนหายแบบเดิม ทำให้เรื่องยืนพื้นด้วยความสนุกตรงนี้มากพอจะทำให้ผู้ชมที่เคยหาวๆ เบื่อๆ กับสูตรสำเร็จคนหายฮาร์ลาน โคเบน แบบเดิมๆ ได้รู้สึกแปลกใหม่ โดยที่ตัวเนื้อเรื่องก็ลึกลับแตกต่างกว่าเรื่องอื่นเพราะมันเป็นการหนีไปสืบไป โดยที่มีฉากหักมุมพาให้ผู้ชมเขวจากที่เคยคิดว่าใช่ออกไปได้ ก่อนวกกลับมาที่อาจจะดูคล้ายเดิมว่าคนร้ายเป็นใคร แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเดาเรื่องนี้ได้ ด้วยชุดข้อมูลที่เยอะสุดๆ ตามสไตล์ซีรีส์ชุดนี้ที่สมองคุณคิดตามแทบไม่ทัน แต่ถึงจะแอ็กชั่นเยอะมันก็ไม่ได้เล่นใหญ่มากพอเพราะมันเป็นสเกลซีรีส์ แล้วพอเปิดคนร้ายอย่างโหดก็ต้องรีบจบมากไปหน่อย แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นงานสร้างฮาร์ลาน โคเบน ที่พลิกกลับมาทำได้น่าสนใจมากที่สุดในช่วงหลังนี้เลยครับ ยังไงคนดูซีรีส์ชุดนี้มาก่อนก็ไม่ควรพลาด ส่วนคนที่ไม่เคยดูหรือไม่ได้ติดกับแนวคนหายนี้ก็แนะนำให้ดูเพราะมันอาจจะทำให้คุณชอบจนไปตามเก็บครบทั้ง 13 เรื่องก็ได้ครับ (แนะนำ The Innocent คือเดอะเบสต์ของซีรีส์ชุดนี้)
ลิสต์รายชื่อ ฮาร์ลาน โคเบน Netflix ทั้ง 13 เรื่อง
| ปี | ชื่อเรื่อง | ประเทศ | ภาษา |
|---|---|---|---|
| 2018 | The Five | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2019 | The Stranger | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2019 | The Innocent (El Inocente) | สเปน | สเปน |
| 2020 | The Woods | โปแลนด์ | โปแลนด์ |
| 2021 | Gone for Good | ฝรั่งเศส | ฝรั่งเศส |
| 2021 | Stay Close | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2022 | Hold Tight | โปแลนด์ | โปแลนด์ |
| 2024 | Safe | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2024 | Fool Me Once | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2025 | Missing You | อังกฤษ | อังกฤษ |
| 2025 | Just One Look | โปแลนด์ | โปแลนด์ |
| 2026 | Run Away | — | อังกฤษ |
| 2026 | Caught (Atrapados) | อาร์เจนตินา | สเปน |
| 2026 | I Will Find You | สหรัฐฯ | อังกฤษ |