playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว The Takeover หนังแอ็กชั่นทริลเลอร์ทุนต่ำที่พยายามใช้สูตรสำเร็จฮอลลีวู๊ด

The Takeover

Summary

หนังทุนต่ำของเนเธอแลนด์ที่พยายามทำตามสูตรหนังแอ็กชั่นทริลเลอร์ฮอลลีวู๊ดหลายอย่าง ว่าด้วยฮีโร่จำเป็นที่ต้องไปพัวพันกับตัวร้ายระดับทฤษฎีสมคบคิดครองโลก แต่ด้วยทุนสร้างน้อย จึงทำให้ทุกอย่างออกมาในสเกลเล็ก บทก็เขียนมาให้ลงล็อคง่ายๆ จนไม่สมเหตุผลหลายอย่าง แต่ด้วยเวลาของเรื่องที่สั้นกระชับ ทำให้เดินเรื่องไว จนสามารถดูสนุกแบบผ่านๆ ได้อยู่ครับ (มีพากย์ไทยด้วย)

Overall
6/10
6/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • แฮ็กเกอร์เป็นตัวเอก
  • เน้นผลร้ายของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในโลกตอนนี้
  • เรือ่งกระชับเดินเรื่องไว
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • มีเรื่องไม่เมคเซนส์อยู่หลายจุด
  • นางเอกดูไม่มีเสน่ห์ ดูไม่เหมือนเนิร์ดแฮ็กเกอร์
  • ฝ่ายตัวร้ายโหด แต่ดูโง่หลายอย่างเกินจริง

The Takeover หนังจากเนเธอแลนด์ ของ Netflix แนวทริลเลอร์ มีพากย์ไทย เรื่องของแฮ็กเกอร์สาวที่พยายามทวงความยุติธรรมให้สังคมโดยการเป็นไวท์แฮ็กเกอร์ (ฝ่ายดี) จนกระทั่งเจอป้ายสีโดยวิดีโอดีฟเฟคสวมรอยใบหน้าให้เธอเป็นฆาตกร จนตำรวจไล่ล่าตามจับ เธอจึงต้องตามล่าหาความจริงว่าใครเป็นคนบงการเรื่องนี้ทั้งหมด

 The Takeover (2022) on IMDb

รีวิว The Takeover

ตัวหนังเป็นแนวทุนสร้างน้อยแค่ 2 แสนยูโร (ประมาณ 7 ล้านกว่าบาท) อ้างอิงจากเว็บ IMDB) แต่พยายามทำในแนวหนังแอ็กชั่นระทึกๆ สูตรสำเร็จของฮอลลีวู๊ด ซึ่งก็เป็นการหยิบนั่นยืมนี่มาผสมกันหลายๆ เรื่องแบบที่ดูแล้วคุ้นๆ กันตลอดเรื่อง อย่างสปีดเร็วกว่านรก แต่กระนั้นก็ยังนับว่าทำออกมาได้ดีพอในแง่ของทุนสร้างอันน้อยนิด

ตัวเอกของเรื่องคือแฮ็กเกอร์ที่มีการเกริ่นนำปูประวัติสั้นๆ ตอนต้นเรื่องว่าเทพตั้งแต่เด็ก โดยมีแฮ็กเกอร์รุ่นเดอะอีกคนไปพบเจอเธอ ตัวเรื่องก็นำความสามารถของเธอให้เข้าไปพัวพันกับอันตราย มีคนมาตามล่า พยายามพึ่งตำรวจก็ล้มเหลว ก่อนที่จะร่วมมือกับทีมแฮ็กเกอร์ของเธอเองไขปริศนาว่าพวกที่มาล่าเธอคือใคร ซึ่งก็กลายเป็นตัวร้ายที่มีแผนการระดับครองโลก พร้อมกับทฤษฎีสมคบคิดว่าประเทศมหาอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามสูตรเป๊ะๆ แต่ในระดับหนังทุนต่ำ บทจึงให้ทุกอย่างดำเนินไปแบบง่ายสุดๆ เน้นลงล็อคเข้าจังหวะเพื่อไปต่อเร็วๆ โดยไม่ต้องใส่รายละเอียดให้สมจริงอะไรมาก เพราะเวลาของเรื่องนี้ก็น้อยเพียงแค่ไม่ถึง 90 นาที แต่มันก็เป็นผลดีที่ทำให้ตัวเรื่องกระชับไม่เยิ่นเย้อ ถือว่าพอดูสนุกเพลินๆ กับฉากไล่ล่าหนีตายแบบวิ่งไปเรื่อยๆ โดยมีช่วงแฮ็กอะไรสั้นๆ นิดหน่อยพอให้รู้สึกว่าได้ใช้สกิลของเธออยู่บ้าง แล้วก็มีไคลแม็กซ์ของเรื่องที่ออกแนวสปีดต้องหยุดรถเมล์อัตโนมัติด้วยการแฮ็กให้ทันเวลา ซึ่งก็มีลุ้นนิดๆ พอให้ตื่นเต้นอยู่บ้าง 

ตัวหนังยังพยายามเล่นกับเทคโนโลยีใหม่หลายอย่างที่กำลังเข้ามามีบทบาทใช้งานในโลกนี้วงกว้าง อย่างรถโดยสารไร้คนขับ ระบบสแกนใบหน้าและตามหาใครก็ได้ผ่านกล้องที่ติดในเมือง โปรแกรมดีปเฟคที่สร้างวิดีโอปลอมใส่ร้ายใครก็ได้ ไปจนถึงการสอดแนมล้วงข้อมูลผ่านการใช้แอปต่างๆ ที่ผู้ใช้ไม่ได้รู้ตัวหรือยินยอม ซึ่งก็ถือว่าเรื่องนำเสนอผลร้ายของเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาได้ดี เพียงแต่บางอย่างก็ดูเว่อร์แบบเหลือเชื่อเกินจริงมากไปหน่อยเท่านั้น

นอกจากนี้ยังพยายามแทรกเรื่องความรักแบบเบาๆ ลงไป โดยให้นางเอกได้ไปนัดเดทผ่านออนไลน์ก่อนที่จะเจอผู้ชายไม่ตรงปกตรงสเป็ค แล้วก็ชิ่งหนีมา แต่พอเกิดเรื่องขึ้นมาเธอลองกลับไปหาเขาเพื่อขอหลบซ่อนตัว แต่กลายเป็นว่าทั้งคู่ต้องมาร่วมผจญภัยหนีตายด้วยกัน แล้วผู้ชายที่ดูเหมือนพึ่งไม่ได้ในตอนแรกกลับกลายมาเป็นคู่หูช่วยเหลือที่ดีแบบผิดคาด เหมือนจะสอนว่าอย่าตัดสินอะไรจากหน้าตาหรือครั้งแรก ให้ดูกันลึกๆ ถึงนิสัยใจคอที่แท้จริงกันก่อน ในยามวิกฤติของเรื่องนี้ก็ทำให้นางเอกได้เปลี่ยนทัศนคติแง่ลบของตัวเองไปในที่สุด

แต่ตัวนางเอกเองคือส่วนที่ดูแล้วไม่ค่อยอินเท่าไหร่ เพราะหลายอย่างเธอก็ไม่ได้ดูเหมือนแฮ็กเกอร์ รูปร่างหน้าตาก็ไม่มีเสน่ห์ เรียกว่าผู้สร้างพยายามจะทำให้เธอดูเป็นพวกอยู่หน้าคอมแบบเนิร์ด แต่มันก็ไม่รู้สึกว่าเป็นแบบนั้นได้เลย ยิ่งการไล่ล่าหนีตายนี่หลายอย่างเธอหยั่งกะพวกฟรีรันนิ่งด้วย ยิ่งผิดจากลุคแฮ็กเกอร์เข้าไปใหญ่

แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นหนังทริลเลอร์เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่พอดูเพลินๆ ได้ ไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้มีดีอะไรมากนักเช่นกันครับ

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!