playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว House of the Dragon จุดเริ่ม Game of Thrones ก่อนสิ้นยุคมังกร (ไม่มีสปอยล์)

Summary

สรุปในภาพรวมแล้ว นี่เป็นซีรีส์ระดับสุดยอดของวงการอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการต่อยอดและขยายจักรวาลของ GOT ให้หากินต่อไปได้อีกเรื่อยๆอีกมาก แล้วที่สำคัญคือเรื่องราวสามารถรักษามาตรฐานต่อมาได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับการเล่าเรื่องราวที่พีคขึ้นทุกตอน จนกระทั่งจบซีซันแรก ด้านทีมนักแสดงดีเยี่ยม บทการเมืองเชือดเฉือน งาน CG มังกรจัดเต็ม แต่บทอาจจะดูเหมือนละครน้ำเน่าแนววังหลังไปบ้าง ถ้าใครที่ไม่เคยดู GOT มาก่อนอาจจะไม่ชินกับแนวทางนี้ และฉากต่อสู้หรือฉากสงครามก็มีแค่ช่วงต้นเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนคนที่ไม่เคยดู GOT มาก่อน ก็สามารถดูเรื่องนี้ได้เลย เพราะมีความเป็นเอกเทศออกมาชัดเจน และมีการเชื่อมโยงไปถึง GOT แค่บางจุดเท่านั้น ไม่เสียอรรถรสแน่นอนครับ

Overall
9.5/10
9.5/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • โปรดักชั่น งานสร้าง ดีเยี่ยม
  • นักแสดงหลักทำได้ดีมาก ระดับชิงรางวัลได้
  • มีการเชื่อม Hint ไปยัง GOT ภาคหลักได้แยบยล
  • เล่าเรื่องกระชับ ไม่ต้องดู GOT มาก่อนก็เข้าใจได้เลย
  • ช่วงแรกมีการปูบทไปยังเรื่องราวตอนถัดไปได้ดีเยี่ยม
  • ภาพรวมทั้งซีรีส์เล่าเรื่องได้กระชับ ตราตรึง ดุดัน ไม่ยืดเยื้อ
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ถ้าเปรียบเทียบกับ GOT ช่วงเปิดเรื่องยังสู้ไม่ได้ แต่ก็ยังเหนือชั้นกว่าซีรีส์หลายเรื่อง
  • ฉากต่อสู้ยังมีน้อย ซึ่งก็ตามนิยายต้นฉบับ

House of the Dragon HBO รีวิว ซีรีส์ภาคแยกของ Game of Thrones บอกเล่าเรื่องราวก่อนหน้า 172 ปี ก่อนที่ แดเนริส ทาร์เกเรียน จะถือกำเนิด โดยเป็นเรื่องราวของตระกูลทาร์แกเรียนในยุครุ่งเรืองก่อนจะเข้าสู่ช่วงเสื่อมถอย และการแย่งชิงอำนาจเพื่อการสืบทอดบัลลังก์เหล็ก โดยเฉพาะการช่วงชิงสิทธิในบัลลังก์เหล็ก ระหว่าง เรนีร่า กับ ราชินี อลิเซนต์ ไฮทาวเวอร์ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนรักและแม่เลี้ยงของตนเอง ที่ต้องช่วงชิงสิทธิ์นี้ไว้กับบุตรชายของนาง

โดยในซีซันแรก จะเป็นการปูเรื่องราวที่มาที่ไปของความขัดแย้งระหว่างสองกลุ่มใหญ่คือ คณะดำ ของ เจ้าหญิงเรนีร่า และ คณะเขียว ของ ราชินีอลิเซนต์ ที่มีเหล่าผู้สนับสนุนแบ่งเป็นสองฝ่ายใหญ่ นับเป็นจุดเริ่มต้นของสงคราม มังกรเริงระบำ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นความเสื่อมถอยของตระกูลทาร์แกเรียน รวมถึงเป็นสงครามที่ส่งผลให้เหล่ามังกรสูญสิ้นชีวิตไปแทบทั้งหมดด้วย

House of the Dragon จะมีทั้งหมด 10 ตอน ฉายครบจบทุกตอนแล้ว สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ทาง HBO GO

 House of the Dragon (2022) on IMDb

 

House of the Dragon Trailer

 

House of the Dragon HBO เรื่องย่อ

เนื้อหาหลักของซีรีส์ชุดนี้จะอ้างอิงมาจากในหนังสือชุด Fire & Blood หรือ อัคคีและโลหิต มีลิขสิทธิ์พิมพ์กับแพรวสำนักพิมพ์ 2 เล่มจบ ซึ่งเนื้อหลักจะมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือ​ ซึ่งจับความเหตุการณ์ภายในตระกูลทาร์แกเรียนในยุคสมัยที่ยังมีมังกรอยู่มากมาย แต่ก็กำลังเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในการสืบทอดราชบัลลังก์ในยุคสมัยของกษัตริย์วิเซริส ทาร์แกเรียน ที่กำลังมีปัญหาเรื่องรัชทายาท ทำให้นำไปสู่การช่วงชิงอำนาจภายในคิงส์แลนดิ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้

โดยเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะมีตัวละครหลักที่เป็นศูนย์กลางคือ เจ้าหญิงเรนีร่า ทาร์แกเรียน (บรรพบุรุษของแดเนริส) และ อลิเซนต์ ไฮทาวเวอร์ ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนรักและแม่เลี้ยงของนางที่สุดท้ายแล้วทั้งสองคนก็กลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตเพราะการช่วงชิงสิทธิในบัลลังก์เหล็ก และ เจ้าชายแดม่อน ทาร์แกเรียน น้องชายของกษัตริย์วิเซริส ผู้เป็นนักรบที่เก่งกล้าและดุดันที่สุดในยุคสมัยนั้น

เรื่องราวจะเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กของเจ้าหญิงเรนีร่า ที่ต้องการแสดงความสามารถให้กษัตริย์วิเซริสผู้เป็นพระบิดายอมรับ แต่ด้วยปัญหาที่วิเซริสไม่สามารถมีบุตรชายจากพระราชินีได้ ทำให้เกิดปัญหาผู้สืบทอดราชบัลลังก์ขึ้นมา โดยผู้ที่มีสิทธิในบัลลังก์อีกคนก็คือเจ้าชายแดม่อนผู้เป็นน้องชาย แต่วิเซริสก็เลือกที่จะแต่งตั้งเจ้าหญิงเรนีร่าขึ้นมาเป็นรัชทายาทแทน ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้กลับกลายเป็นที่มาของปัญหาและสาเหตุแห่งความขัดแย้งในราชวงศ์ทาร์แกเรียนที่จะเป็นจุดเสื่อมถอยและจะนำไปสู่หายนะของตระกูลทาร์แกเรียนและจุดสิ้นสุดของยุคสมัยแห่งมังกร ดั่งที่ปรากฏในต้นเรื่องของ Game of Thrones นั่นเอง

House of the Dragon HBO รีวิว ซีรีส์

 

House of the Dragon HBO รีวิว

ต้องยอมรับว่านี่เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่สมการรอคอย จากภาคแยกของ Game of Thrones ซีรีส์ที่ดัดแปลงจากวรรณกรรมมหากาพย์สุดยิ่งใหญ่โดย George R.R. Martin ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ให้ HBO ได้กลับมาผงาดนับตั้งแต่เริ่มฉายครั้งแรกเมื่อปี 2011 ทำให้มีผู้ชมและแฟนคลับทั่วโลก จนกระทั่งเรื่องราวปิดฉากลงหลังจากฉายจบซีซัน 8 เมื่อปี 2019 จากนั้นก็มีข่าวคราวมาตลอดถึงการสร้างซีรีส์ภาคแยกที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตระกูลทาร์แกเรียน (Targaryen) จนในที่สุดก็ออกมาเป็นซีรีส์ House of the Dragon เข้าฉายใน HBO ล่าสุด แล้วก็ทำได้ยิ่งใหญ่อลังการสมการรอคอยของแฟนๆทั่วโลกจริงๆ

House of the Dragon HBO รีวิว ซีรีส์

สำหรับซีรีส์ House of the Dragon เป็นผลงานกำกับของ Ryan J. Condal โดยมีผู้เขียนอย่าง George R.R. Martin ดูแลด้วยโดยตรง ซึ่งงานครั้งนี้จะไม่ได้คู่หู  David Benioff และ D.B. Weiss หรือแฟนๆชอบเรียกรวมว่า D&D ที่เป็นผู้กำกับจาก Game of Thrones มากำกับ ดังนั้นจุดที่แฟนบางส่วนเป็นห่วงก็คือ Ryan J. Condal จะเอาอยู่ไหมกับซีรีส์ที่ถูกคาดหวังมหาศาลจากแฟนคลับทั่วโลก แถมเจ้าตัวก็ไม่ได้มีผลงานที่คนดูจะถึงกับว้าวมากมาย ที่พอจะมีชื่อเสียงอยู่บ้างแค่จากซีรีส์ Colony และภาพยนตร์ Rampage ซึ่งก็ไม่ใช่ผลงานที่โดดเด่นอะไร แต่ในแง่ดีอย่างหนึ่งคือ งานนี้ได้ผู้เขียนอย่างตาลุงจอร์จมาดูแลเองโดยตรง ดังนั้นการดัดแปลงบทต่างๆจากหนังสือ จึงไม่น่าจะเกิดขึ้นแบบที่ D&D ทำไว้กับ GOT ซีซันสุดท้ายจนทำให้สามตอนสุดท้ายของซีซัน 8 มีคะแนนแย่ที่สุดในซีรีส์เรื่องนี้

ในตอนนี้ยังมีอยู่ประโยคหนึ่งที่น่าจะเป็นการสรุปเรื่องราวของตระกูลทาร์แกเรียนได้ดีมาก นั่นคือ “สิ่งเดียวที่จะทำลายทาร์แกเรียนได้ก็คือตัวมันเอง” เป็นประโยคเปิดเรื่องที่สะท้อนถึงความเป็นมาเป็นไปของตระกูลผู้มีพลังในการควบคุมมังกรและสร้างความยำเกรงให้กับผู้คน ว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาก็แพ้ภัยตนเองโดยไม่รู้ตัว

สำหรับภาพรวมการเปิดตัวของ House of the Dragon ต้องชมคนเขียนบทและทีมสร้างเอามากๆ ที่สามารถเล่าเรื่องทุกอย่างที่จำเป็นให้กระชับและครบถ้วนใน EP1 แทบทั้งหมด แถมยังเป็นการปูทางไปยังตอนต่อๆไปได้ดีเยี่ยม เพราะทำให้คนดูสามารถรับรู้ได้ว่า อะไรที่เรากำลังจะได้รับชมต่อไปจากนี้ ซึ่งข้อดีของมันก็คือ ต่อให้ไม่เคยดู Game of Thrones มาก่อนเลย คุณก็สามารถเพลิดเพลินกับเรื่องราวและโลกของเหล่าตัวละครได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาย่อยข้อมูลนานมากนัก แล้วสำหรับแฟนเดนตายของ GOT เมื่อได้ดูตอนนี้คงงต้องมีร้องว้าวกันแน่นอนกับ Hint ต่างๆ ที่เรื่องนำเสนอออกมา ไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษของตระกูลสำคัญต่างๆใน GOT และบทสนทนาที่มีการเชื่อมโยงไปถึงเรื่องราวใน GOT ได้อย่างแยบยลและน่าทึ่งเอามากๆ

จุดสำคัญอย่างหนึ่งก็คือตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องนี้ยังเต็มไปด้วยคนสีเทา ไม่มีใครที่เป็นสีขาวสะอาดเต็มร้อย ซึ่งก็เหมือนกับโลกความจริง การนำเสนอในหลายตัวละครเต็มไปด้วยการตีแผ่นสันดานมนุษย์อย่างถึงแก่น ไม่ว่าจะเป็น ความโลภ ทะเยอทะยาน ความริษยา การเห็นแก่ผลประโยชน์ทั้งส่วนตนและแก่วงศ์ตระกูลหรือพวกพ้อง การทรยศหักหลัง ทุกอย่างถูกวึนำมาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวใน HOD แทบทั้งสิ้น

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไฮไลท์สำคัญของเรื่องราวทั้งหมดในซีรีส์ก็คือปมความขัดแย้งระหว่างอดีตสองเพื่อนรักในวัยเด็กอย่าง เจ้าหญิงเรนีร่า และ ราชินีอลิเซนต์ ซึ่งตรงนี้ซีรีส์ทำได้ดีมากๆ ว่าจากเด็กผู้หญิงสองคนที่เคยรักใคร่สนิทสนมกัน และเป็นเพื่อนผู้รู้ใจกันที่มีเพียงแค่สองคนเท่านั้น สุดท้ายแล้วพวกนางกลับกลายมาเป็นศัตรูที่ต้องห้ำหั่นเพื่อชิงสิทธิในบัลลังก์เหล็กได้ยังไง

House of the Dragon HBO รีวิว ซีรีส์

ในส่วนของงานสร้าง โปรดักชั่น จัดว่าอลังการ ดูยิ่งใหญ่ CG ของมังกรก็ทำออกมาดูดี รวมถึงฉากแอ็กชั่นที่พยายามนำเสนอออกมาในตอนแรกเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นเรื่องแนวดราม่าพูดคุยชิงอำนาจอย่างเดียว ก็จัดว่าทำได้ดี ดนตรีและซาวน์ประกอบก็ดีเยี่ยม การเล่าเรื่องกระชับ ไม่เยิ่นเย้อ เรื่องแทบจะไม่เสียเวลาดราม่าอืดอาด แม้จะเต็มไปด้วยบทสนทนามากมาย แต่แทบไม่มีฉากที่เสียเปล่าเลย แล้วเรื่องราวก็เข้าสู่ประเด็นต่างๆในทันที อีกทั้งด้วยการเกลี่ยบทตัวละครก็ทำได้ดี ทำให้คนที่เริ่มดูเข้าใจได้เลยว่าตัวละครแทบทุกคนในเรื่องนี้ต่างก็มีที่ทางและบทบาทของตนเอง

แล้วส่วนที่ต้องชมมากก็คือ นักแสดงหลักบางคน เช่น Matt Smith ที่มารับบทเป็น แดม่อน ทาร์แกเรียน ซึ่งเขาทำไว้ได้ดีเอามากๆในบทของเจ้าชายมังกรผู้ทะเยอทะยาน ดูโหดร้าย ไม่น่าไว้ใจ แต่ก็มีความอ่อนไหวและความกังวลอยู่ภายในที่ไม่สามารถระบายออกมาให้ใครรับรู้ได้ คือเรียกว่าทำได้ดีมากกับการตีความตัวละครนี้ซึ่งถือว่าเป็นตัวละครสำคัญมากในเรื่องราวนี้ สมกับตัวนักแสดงได้ฝากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมจากบทชายฟิลิปส์ในเรื่อง The Crown มาแล้ว และอีกคนที่ต้องชมก็คือนักแสดงสาว Milly Alcock ที่มารับบทสำคัญอย่างเจ้าหญิงเรนีร่าในวัยเด็ก ที่เธอทำได้ดีเกินคาด เช่นเดียวกันกับ Emma D’Arcy ที่มารับบทเจ้าหญิงเรนีร่าในตอนโต แม้ว่าออร่าพลังการแสดงของทั้งสองคนจะยังสู้ กับสมัยที่ Emilia Clark ทำไว้กับบทเจ้าหญิงแดเนริส แต่ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมาก และอาจจะได้เห็นอะไรดีๆจากเธออีกในซีซันถัดไป

House of the Dragon HBO รีวิว ซีรีส์

แล้วนักแสดงอีกคนหนึ่งที่การันตีได้ว่า เขาได้มีชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่หรือรางวัลใหญ่ในปีนี้แน่นอนก็คือ Paddy Considine ในบทของกษัตริย์ วิเซริส ผู้ปกครองบ้านเมืองด้วยความสงบสุขยุคสุดท้ายของทาร์แกเรียน แต่การตัดสินใจของเขาก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหามากมายตามมาแล้วเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทาร์แกเรียนล่มสลายด้วย ซึ่งการแสดงตรงนี้ Paddy ทำได้สุดยอดเอามากๆกับบทของกษัตริย์ผู้มีคุณธรรมและห่วงความสงบของบ้านเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็ขาดความเด็ดขาดและตัดสินใจผิดพลาดหลายอย่างในฐานะผู้นำ การแสดงในบทนี้ของ Paddy ยอดเยี่ยมถึงขนาดที่ จอร์จ มาร์ติน ผู้เขียน ยังออกปากยกยองว่าทำได้ดีกว่าตัวละครวิเซริสที่เขาเขียนเอาไว้ในหนังสือเสียอีก เรียกว่าบทนี้จะกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของคนดูแน่นอน โดยเฉพาะฉากสำคัญใน EP8 ซึ่งเป็นที่กล่าวขานกันในโลกอินเทอร์เน็ต เพียงแค่ฉากสำคัญของเขาฉากนี้ฉากเดียวก็มีค่ามากพอที่จะส่งให้เขาได้เข้าชิงรางวัลนักแสดงในปีนี้ได้เลย

หากจะมีจุดให้ติอยู่บ้าง เห็นจะมีเพียงเรื่องของออร่าของนักแสดงสมทบหลายคนยังดูธรรมดาไปสักหน่อย หากเปรียบเทียบกับสมัยครั้งที่ GOT ใน EP1 ที่เคยเปิดตัวละครต่างๆ ออกมามากมายในตอนเดียว แต่แทบทุกตัวมีออร่าดึงดูดและชวนให้ลุ้นถึงเส้นทางของแต่ละตัวละครมากกว่านี้ และอีกจุดหนึ่งคือ การเดินเรื่องที่ค่อนข้างรวดเร็วและมีความจำเป็นต้อง Time Skip เป็นระยะ ทำให้คนดูอาจจะรู้สึกเสียดายพลังการแสดงของนักแสดงนำบางคนที่มาเพียงไม่กี่ตอนก็ต้องเปลี่ยนนักแสดง โดยเฉพาะแม่หนู Emma D’Arcy แต่ก็ถือว่าเป็นความจำเป็นของบทที่ต้องใช้วิธีเล่าเรื่องแบบนี้ครับ ที่สำคัญคือนักแสดงที่เข้ามารับบทเรนีเร่าและอลิเซนต์แทนที่คนเดิมก็ทำได้ดีเยี่ยมเลย

อีกจุดเล็กๆ ที่อาจจะทำให้คนที่ไม่ได้อ่านนิยายมาเสียดายคือ ฉากแอ็กชั่นและฉากสู้รบในสงครามที่มีน้อย แม้จะมีฉากสงครามปราบกบฎช่วงต้นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็มีแค่นั้น ซึ่งตรงนี้ก็ช่วยไม่ได้เพราะโดนแก่นของ GOT เน้นไปที่เรื่องการเมือง การเจรจา การตีแผ่สันดานมนุษย์ ความทะเยอทะยานในอำนาจ และความโหดดิบในโลกของการเมือง มากกว่าจะเน้นฉากสงครามอยู่แล้ว แถมในนิยายต้นฉบับเอง บทสงครามใหญ่จะเริ่มหลังจากนี้ด้วย

ในภาพรวมแล้ว นี่เป็นซีรีส์ระดับสุดยอดของวงการอีกเรื่องหนึ่งแน่นอน เป็นการต่อยอดและขยายจักรวาลของ GOT ให้หากินต่อไปได้อีกเรื่อยๆ อีกมาก แล้วที่สำคัญคือเรื่องราวสามารถรักษามาตรฐานต่อมาได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมกับการเล่าเรื่องราวที่พีคขึ้นทุกตอน จนกระทั่งจบซีซันแรก

สำหรับ House of the Dragon ss1 มีทั้งหมด 10 ตอน โดยแค่การฉายตอนแรกก็ได้สร้างสถิติผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของช่องกว่า 10 ล้านคนไปแล้ว ซึ่งหลังจากจบตอนสุดท้ายของซีซันแรก เรื่องราวก็ได้ปูทางไปยังศึกใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในซีซันต่อไปคือ มังกรเริงระบำ อย่างแน่นอน แฟนๆของซีรีส์ GOT สามารถรับชมได้แล้ววันนี้ทาง HBO GO เท่านั้น

 

ติดตามบทความทั้งหมดของผู้เขียนคลิกที่นี่

Reference

https://en.wikipedia.org/wiki/House_of_the_Dragon

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!