playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิวซีรีส์ Dare Me ความหลงรักที่นำไปสู่ความระทึกขวัญ ผ่านโลกไฮสคูลเชียร์ลีดเดอร์ (ไม่สปอยล์)

สรุป

Dare Me อาจจะไม่ใช่ซีรีส์ที่แล้วดูแล้วสนุกทันทีตามสูตรนัก แต่โดยรวมเรื่องราวมีความโดดเด่น ซ่อนปมเป็นนัยะผ่านเรื่องราวความรักได้อย่างแนบเนียนซ้อนทับเรื่องราวระทึกขวัญ และมิตรภาพความสัมพันธ์เบื้องลึกของผู้หญิง ที่แม้ไม่ได้เล่าแบบเปิดเผยออกมาตรงๆ ชัดเจน แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ลึกๆ นั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นหัวใจของเรื่องที่โดดเด่นมากกว่าเรื่องราวระทึกขวัญที่ฉาบหน้าไว้ซะอีก

Overall
7.5/10
7.5/10
Sending
User Review
5 (1 vote)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • หนังวัยรุ่นไฮสคูลสำรวจโลกของเชียร์ลีดเดอร์
  • เรื่องราวความรักและมิตรภาพของผู้หญิงเป็นหลัก
  • ปมปริศนาในเรื่องผูกรวมกับเรื่องความรักได้อย่างแนบเนียน
  • ตอนจบที่ปั่นป่วนชวนให้คิดต่อได้หลายอย่าง
  • ฉากสยองระทึกขวัญที่รุนแรงแต่ทำออกมาเป็นแนวศิลป์สวยงาม
  • ตัวละครเบธมีเสน่ห์โดดเด่นมากทั้งรูปร่างหน้าตาและบทบาทในเรื่อง

Cons

  • เรื่องราวดราม่าไฮสคูลมีเยอะมากกว่าเรื่องราวระทึกขวัญ
  • ไม่สรุปเหตุใดๆให้ชัดเจน คนที่ขี้สงสัย และไม่ชอบคิดตามอาจจะหงุดหงิด

Dare me  ซีรีส์ Netflix แนววัยรุ่นระทึกขวัญ ที่สร้างจากนิยายสัญชาติอังกฤษ แต่นำเสนอในรูปแบบอเมริกัน ที่จะมาทำให้เรื่องราวไฮสคูลที่เรารู้จักไปสู่ความมืดมัวกว่าเดิม  เรื่องราวมิตรภาพ ความรัก ของทีมเชียร์ลีดเดอร์ประจำโรงเรียนที่พัวพันไปถึงคดีโศกนาฎกรรมอันเป็นปริศนา

 Dare Me (2019) on IMDb
คะแนนเฉลี่ย IMDB

ตัวอย่าง Dare me

เวอร์ชั่นนิยาย
เวอร์ชั่นนิยาย

เรื่องย่อ

เรื่องราวเกิดขึ้นหลังจากที่ทีมเชียร์ลีดเดอร์ประจำโรงเรียนที่แทนตัวเองว่า อีเกิลส์ ต้องพบกับการควบคุมทีมของโค้ชคนใหม่ โคเลตต์ เฟรนช์ (รับบทโดย Willa Fitzgerald) อดีตเชียร์ลีดเดอร์สาววัย 28 ปี ที่จำต้องย้ายมาอยู่ในเมืองเล็กๆ เพื่องานใหม่ของสามีเธอ และได้เจอกับกัปตันทีมสาวแสบอย่าง “เบธ” (รับบทโดย Marlo Kelly) ที่มีอคติไม่ชอบเธอตั้งแต่แรก แต่กับ  “แอ็ดดี้” (รับบทโดย Herizen F. Guardiola) สาวเชียร์ลีดเดอร์ผิวสีเพื่อนซี้ของเบธกลับหลงไหลชื่นชอบในตัวโค้ชคนใหม่ตั้งแต่แรกพบ จนกลายเป็นจุดเริ่มรอยร้าวมิตรภาพของทั้งคู่ พร้อมกับเรื่องราวความลับหลายอย่างค่อยๆ เผยออกมาว่าโค้ชคนใหม่ของพวกเธอมีโลกอีกด้านที่ปิดบังซ่อนเร้นไว้อยู่

รีวิว Dare me
โค้ชคนใหม่ โคเลตต์ เฟรนช์ & แอ็ดดี้

ซีรีส์เปิดมาด้วยการฉายภาพเหตุการณ์บางส่วนที่ดูเป็นปริศนาลึกลับระทึกขวัญ พร้อมกับเรื่องเสียงบรรยายเล่าเรื่องเป็นความรู้สึกในใจของแอ็ดดี้ถึงโค้ชคนใหม่ของเธอ ก่อนจะย้อนเรื่องราวกลับไป 3 เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ซึ่งซีรีส์ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ทุกตอนต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เราจะได้เห็นภาพเหตุการณ์ปริศนาและที่เกี่ยวข้องเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ทีละชิ้นที่ค่อยๆ นำมาต่อกันในภายหลังจบในแต่ละตอน พร้อมกับเสียงบรรยายเล่าถึงความรู้สึกรักและชื่นชมโค้ชเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่โลกของโค้ชที่เธอคิดฝันจินตนาการไว้จะค่อยๆ พังทลายลงในเวลาต่อมา ผ่านการเดินเรื่องในแต่ละตอนที่ค่อยๆ เผยความลับตัวตนของโค้ชมากขึ้นเรื่อยๆ

กลวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้อาจจะทำให้เรื่องดูลึกลับเป็นแนวอาชญากรรมระทึกขวัญแต่ตัวเนื้อเรื่องจริงกลับเน้นการปูเรื่องแนวดราม่าวัยรุ่นไฮสคูลในทีมเชียร์ลีดเดอร์เยอะมากกว่า จนดูเผินๆ อาจจะกลายเป็นหนังดราม่าวัยรุ่นสายกีฬาเลยก็ได้ ซีรีส์เล่าเรื่องเบื้องลึกการฝึกซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ที่ต้องมีการซ้อมและแข่งขันกันอย่างหนัก เพื่อขึ้นไปสู่ตำแหน่งท็อปยอดพิรามิดในการต่อตัวของเชียร์ลีดเดอร์ และการรวมทีมต่อสู้ไปให้ถึงจุดหมายการแข่งระดับประเทศ ที่เป็นตัวช่วยให้เด็กสาวในเมืองเล็กได้มีอนาคตใหม่ก้าวไปสู่เมืองใหญ่ตามที่พวกเธอฝันไว้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการถูกควบคุมพฤติกรรมไม่ให้ทำอะไรนอกลู่นอกนอกทาง ที่ดูขัดแย้งกับช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ต้องพัวพันกับเรื่อง SEX เหล้ายาปาร์ตี้ ตามแบบสังคมอเมริกันที่พบเห็นในหนังเรื่องอื่นอยู่เป็นประจำเป็นสูตรสำเร็จ ซึ่งเรื่องราวส่วนนี้ค่อนข้างซ้ำไม่แปลกใหม่ แต่สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของคนดูไว้ได้คือรูปร่างหน้าตาและการแสดงของเบธ สาวหัวขบถตัวแม่ท็อปสุดในโรงเรียน ที่บทของเธอดูเป็นคนร้ายกาจไม่แคร์ใครอยู่ตลอดเวลา แต่กลับมีเสน่ห์น่าจับตามองทุกฉาก และการกระทำของเธอตลอดเรื่องมักมีความหมายซ่อนไว้อยู่เสมอ ต่างกับแอ็ดดี้ที่ค่อนข้างเปิดเผยทุกการกระทำ เป็นตัวละครที่ไม่ต้องคาดเดาอะไรมากนักตรงข้ามกับเบธโดยสิ้นเชิง โดยตัวซีรีส์เองก็จะค่อยๆ เผยความลับของเบธกับแอ็ดดี้มาเรื่อยๆ คู่ไปกับเรื่องราวความลับของโค้ช และค่อยๆ ไขปริศนาภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญในตอนต้นเรื่องของแต่ละตอนไปพร้อมกัน

เบธ
เบธ

หัวใจของเรื่องคือการหลงรัก

ด้วยความที่เรื่องราวมีการทับซ้อนของตัวเรื่องกับตัวละครในหลายมิติ บวกกับการเล่าเรื่องออกมาทีละนิดๆ แถมหลายครั้งยังเป็นการเล่าแบบผ่านๆ ไม่ทันให้คนดูได้คิดว่าสิ่งที่เห็นไปตอนนั้นจะไปสัมพันธ์กับตอนหลัง แถมพอเฉลยแล้วก็ไม่มีการทวนเรื่องราวให้คนดูเข้าใจโดยกระจ่างด้วย จึงต้องอาศัยการทำความเข้าใจเรื่องจริงๆ ถึงจะตามทันความคิดและการกระทำของตัวละครในเรื่อง ซึ่งหัวใจหลักของเรื่องนี้คือ “การหลงรัก” ของตัวละครหลักทั้ง 3 คนในแบบที่ต่างกัน ก่อนจะนำไปสู่จุดจบความสัมพันธ์ที่พังทลายลงในภายหลัง ตัวซีรีส์เปรียบความรักเป็นนิยามของการฆ่าแบบหนึ่ง และก็ได้สะท้อนออกมาให้เห็นในรูปของทั้งจิตใจและการกระทำของตัวละครทั้ง 3 คนที่ต่างทำร้ายกัน หลอกลวงกัน เพราะหลงไปกับความรักที่เกิดขึ้น (ถ้าใครดูแล้วยังงงให้กดอ่านสปอยล์ด้านล่างสุดครับ)

“ผู้หญิงทุกคนสวมหน้ากาก”

อีกประเด็นหลักของเรื่องที่ตัวหลักต่างใส่หน้ากากเข้าหากัน แม้กับคนที่สนิทกันที่สุดอย่างเบธกับแอ็ดดี้ก็ยังมีหน้ากากสวมไว้ไม่เปิดเผยบางสิ่งให้อีกฝ่ายรู้ ในกรณีของโค้ชเป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยหน้ากากหลายอัน ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวความลับแบบยิ่งเจาะยิ่งเจอลึกขึ้นเรื่อยๆ เป็นตัวละครที่แม้ดูภายนอกสวยแกร่งมีครอบครัวที่ดูสมบูรณ์แบบ แต่อีกด้านกลับเป็นคนที่พร้อมทำร้ายคนอื่นด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ แต่แม้ว่าโทนของเรื่องราวจะค่อนข้างเปิดเผยเลยว่าเธอไม่ชอบมาพากล แต่เรื่องก็ไม่ได้เผยให้เห็นว่าเธอทำอะไรลงไปชัดเจนในคดีปริศนาที่เธอไปพัวพันด้วย แต่ในความกำกวมนั้นเองเราก็ได้เห็นว่าเธอเป็นผู้เล่นที่คุมเกมไว้อย่างร้ายกาจในทุกๆ เรื่องและกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง แต่มีแค่คนเดียวที่เธอควบคุมไม่ได้นั่นคือ “เบธ” ซึ่งเป็นคนที่เก็บความรู้สึกและกุมความลับเล็กๆ น้อยๆ ไว้เรื่อยๆ เพื่อปั่นหัวแอ็ดดี้และโค้ชด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน จนไปถึงฉากจบที่ทิ้งระเบิดความปั่นป่วนให้แอ็ดดี้เพื่อส่งต่อสิ่งนั้นไปยังโค้ชในตอนจบ (ยังไม่คอนเฟิร์มซีซั่น 2 แต่เรื่องราวสามารถจบลงในซีซั่นนี้ได้ลงตัวเช่นกัน)

ระทึกขวัญ สยองขวัญ แค่ไหน?

ตัวเรื่องเองเปิดมาตอนต้นจะเป็นฉากแนวสยองขวัญเกี่ยวข้องกับเลือด อวัยวะชิ้นส่วนมนุษย์ ที่นำเสนอแบบเน้นสโลวโมชั่นเป็นงานศิลป์ให้ค่อยๆ เห็นกันชัดๆ พร้อมดนตรีประกอบแนวระทึกขวัญ แต่ตัวเรื่องจุดที่สยองจริงๆ จะเป็นแค่บางตอนเท่านั้น อย่างตอน 5 ที่เป็นเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเชียร์ลีดเดอร์ในทีม ที่จัดว่าสยองมากเหมือนกันเพราะเรื่องเต็มไปด้วยเลือด อีกทั้งยังมีการตัดเป็น 3 มุมมองของเรื่องราวผ่าน 3 ตัวละครหลักในเหตุการณ์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้เองเป็นจุดเริ่มของเรื่องที่จะค่อยๆ เบนเข็มเข้าหาเหตุการณ์จริงของคดีปริศนาในท้ายตอน 7 และไปต่อในตอนต่อๆ ไป ซึ่งตัวเรื่องจะมาในแนวระทึกขวัญแทรกมาเรื่อยๆ กว่าช่วงแรกที่ปูดราม่าไฮสคูลเป็นหลัก แต่ฉากสยองของเรื่องนี้จะอยู่ในภาพจินตนาการของแอ็ดดี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีทั้งความฝันและภาพหลอนที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

Dare Me อาจจะไม่ใช่ซีรีส์ที่แล้วดูแล้วสนุกทันทีตามสูตรนัก แต่โดยรวมเรื่องราวมีความโดดเด่น ซ่อนปมเป็นนัยะผ่านเรื่องราวความรักได้อย่างแนบเนียนซ้อนทับเรื่องราวระทึกขวัญ และมิตรภาพความสัมพันธ์เบื้องลึกของผู้หญิง ที่แม้ไม่ได้เล่าแบบเปิดเผยออกมาตรงๆ ชัดเจน แต่ก็ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความสัมพันธ์ลึกๆ นั้น ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นหัวใจของเรื่องที่โดดเด่นมากกว่าเรื่องราวระทึกขวัญที่ฉาบหน้าไว้ซะอีก


เรื่องราวของการหลงรักของทั้ง 3 คน (สปอยล์บางส่วน)

แอ็ดดี้เป็นคนที่เปิดเผยชัดเจนมาที่สุดว่าหลงรักโค้ชตั้งแต่แรกพบ แม้จะไม่ได้แสดงออกมาในรูปของความรักแบบเพศเดียวกัน แต่ก็เห็นชัดว่าเธอทั้งทุ่มเทให้ใจทุกอย่างไปกับโค้ชก่อนตั้งแต่แรก ก่อนที่จะโดนโค้ชนำความรักนั้นมาหลอกใช้เธอให้เป็นประโยชน์
โค้ชเป็นตัวละครที่แอบมีอะไรกับแฟนเก่า เธอเป็นตัวละครที่หลงรักแบบเห็นแก่ตัว มีความต้องการส่วนตัวมากกว่าอย่างอื่น ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งที่คนหลงรักนำภัยมาให้ ก็พร้อมตัดทิ้งไร้เยื่อใยในทันที
เบธสาวแสบสุดที่ซ่อนความลับต่างๆ ไว้กับตัว แม้แต่กับเรื่องราวความรักของเธอถึงแอ็ดดี้ก็ไม่ได้เปิดเผยชัดเจน แต่เรื่องก็เผยให้เห็นว่าเธอคงไม่ได้คิดแค่เพื่อนกับแอ็ดดี้ เพราะมีทั้งฉากจูบกัน และการพยายามดึงแอ็ดดี้ออกมาจากโค้ชที่ตอนแรกๆ อาจจะดูว่าเสียเพื่อนไป แต่ในตอน 10 จะเห็นเลยว่าเธอเสียใจตัดพ้อแอ็ดดี้ในแบบคนที่หลงรักมากกว่าแค่เพื่อน จากการที่บอกว่าโค้ชมีอะไรที่ฉันไม่มี ทำไมเธอถึงเลือกโค้ช และการให้กำไลข้อมือที่เป็นเหมือนตัวแทนของเธอกับแอ็ดดี้ ก่อนที่จะแอ็ดดี้เอาไปให้โค้ชต่อแบบไม่มีเยื่อใย ซึ่งก็ทำร้ายเบธอย่างมากในมุมของความรัก เพราะแอ็ดดี้เองก็คงไม่คิดว่าเบธรักเธอในแบบนั้นจริงๆ

 

ติดตามรีวิวหนังในเว็บไซต์คลิกที่นี่

ถ้าดูแล้วชอบเรื่องนี้ แนะนำอีกเรื่องของ HBO แนวใกล้เคียงกัน แต่แรงกว่ามากในหลายๆ เรื่อง ติดตามได้ในลิ้งค์ด้านล่างเลยครับ

รีวิว Euphoria (HBO) ดื่มด่ำไปกับโลกเน่าหนอนฟอนเฟะของวัยรุ่น Gen Z (ไม่สปอยล์)

 

Leave a comment
The Devil’s Hour ช่วงเวลาปีศาจ ตี 3.33 นาที ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เกินคาด!