playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว Stranger Things SS5 ปิดฉากเรื่องราวในแพทเทิร์นเดิม แต่ก็ยังดีพอสำหรับแฟนๆ

Summary

สำหรับแฟนที่ติดตามมาตั้งแต่ต้น ซีซั่นนี้คือการอำลาที่ยังพอคุ้มค่า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ มีปัญหากับการเล่าเรื่องในแพทเทิร์นเดิมๆ ทั้งหมด แม้จะมีการเฉลยความลับที่ทิ้งค้างไว้มานานตั้งแต่ซีซั่น 2 ก็ยังไม่ถึงกับสร้างจุดพีคให้เซอร์ไพรส์อะไรได้มาก (แฟนฟิคไปไกลกว่าหลายเท่า) แถมเนื้อหาค่อนข้างยืดเยื้อมาก โดยเฉพาะ EP8 ที่พยายามลากยาวเกินจำเป็นไป แต่ซีซั่นนี้ก็ยังให้ความรู้สึกที่จบลงได้อย่างเหมาะสมลงตัว ถึงแม้ Stranger Things อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่ดีที่สุดตลอดกาล แต่มันคือซีรีส์ที่เติบโตมากับผู้คนมากมายในช่วงเกือบ 10 ปี จึงมีความหมายกับผู้ชมมากกว่าที่ตัวเนื้อหาซีรีส์จริงๆ ได้สร้างไว้มาก ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่ได้มีซีรีส์ยุคหลังที่สามารถสร้างความน่าติดตามได้ยาวนานขนาดนี้ครับ

Overall
7.5/10
7.5/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • ฉากแอ็กชั่นอลังการ
  • เฉลยปริศนาที่ค้างคาไว้ตั้งแต่ซีซั่น 2

Cons

  • ยังคงเล่าเรื่องในแพทเทิร์นเดิมๆ ทั้งหมด
  • อธิบายแผนการเยอะจนดูยืดเยื้อ

 

ADBRO

Stranger Things SS5 บทสรุปของซีรีส์ระดับตำนาน Neflix ตั้งแต่เปิดตัวปี 2016  จากเด็กที่เล่น Dungeons & Dragons กลางห้องใต้ดินก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนซีซั่นนี้พวกเขาพร้อมเรียนจบมัธยมและก้าวเข้าสู่โลกผู้ใหญ่แล้ว

รีวิว Stranger Things SS5

เรื่องราวที่คุ้นเคยแต่ยังคงได้ผล

เนื้อเรื่องดำเนินต่อจากซีซั่น 4 ราว 18 เดือน เมือง Hawkins อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพ Eleven ต้องหลบซ่อนตัว และ Vecna ยังคงวางแผนอยู่ในเงามืด สูตรสำเร็จของ Stranger Things ยังคงเหมือนเดิม — กลุ่มเพื่อนแยกย้ายกันทำภารกิจ วางแผนสุดเนิร์ด อ้างอิงป๊อปคัลเจอร์ยุค 80 แล้วกลับมารวมตัวเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูในตอนจบ

แต่สิ่งที่ซีซั่นนี้ทำได้ดีคือการให้คำตอบกับปริศนาที่ค้างคามาตั้งแต่ซีซั่นแรก โดยเฉพาะความเชื่อมโยงระหว่าง Will กับ Upside Down และที่มาที่แท้จริงของ Vecna ซีรีส์ยังเปิดเผยว่า Upside Down ที่เราเห็นมาตลอดเป็นเพียง “สะพาน” เชื่อมไปยังอีกมิติที่น่าสะพรึงกว่า

นักแสดงที่เติบโตไปพร้อมกับซีรีส์

 Sadie Sink (Max) ที่นอนโคม่าได้กลับมารับบทบาทเด่นอีกครั้งในครึ่งหลังของเรื่อง โดยมี Noah Schnapp ที่บทบาทของ Will ถูกละเลยมาหลายซีซั่น ก็ได้โอกาสเฉิดฉายอย่างเต็มที่ในซีซั่นสุดท้ายนี้ โดยมี Jamie Campbell Bower ที่ยังคงน่าหวาดกลัวในบท Vecna ที่มาในมาดใหม่เป็นชายปริศนาแสนดีที่หลอกล่อเด็กไปใช้ในแผนการชั่วร้ายของเขา แม้บทจะไม่ได้ให้พื้นที่เขามากเท่าซีซั่น 4 แต่ทุกครั้งที่ปรากฏตัวก็ยังสร้างความตึงเครียดได้ดี โดยมี Nell Fisher ในบท Holly Wheeler ที่ก่อนหน้านี้ได้บทเล็กๆ ประกอบเรื่อง แต่มาซีซั่นนี้ถูกยกระดับเป็นตัวละครสำคัญก็ทำหน้าที่ได้น่าประทับใจ

 ส่วน David Harbour กับ Millie Bobby Brown ยังคงเป็นหัวใจของซีรีส์ ทุกฉากระหว่าง Hopper กับ Eleven เต็มไปด้วยอารมณ์ที่จับใจ ความสัมพันธ์พ่อลูกบุญธรรมของพวกเขาเป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ซีรีส์สร้างมา
แต่ที่น่าเสียดายคือบทของ Erica Sinclair จากน้องสาวตัวป่วนของ
Lucas ในซีซั่น 4 ที่ผู้ชมประทับใจกับบทบาทขโมยซีนทุกช่วงที่เธอออกมา ซีซั่นนี้เธอโตขึ้นมากจนลุคแก่นแก้วแบบเดิมดูลดลง และบทบาทสาวน้อยอัจฉริยะก็ลดน้อยลงตามไปด้วยจนมีซีนเด่นแค่ฉากเดียวเท่านั้น


งานสร้างระดับภาพยนตร์

ผู้สร้างพี่น้อง Duffer Brothers ไม่ประหยัดงบในซีซั่นสุดท้ายที่เน็ตฟลิกซ์เปย์ให้เต็มที่ ฉากแอ็กชันใหญ่โตจึงมีมากเยอะมาก โดยเฉพาะตอนที่ 4 ที่เป็นการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างสัตว์ประหลาด กองทัพ และชาว Hawkins ที่ใช้เวลากว่า 80 นาที CGI ของ Demogorgon Vecna Mind Flayer ดูน่าสะพรึงกว่าเดิม และฉากไคลแม็กซ์ในตอน 8 ก็อลังการสมกับซีรีส์ระดับตำนาน (แม้การต่อสู้จะไม่จุใจอย่างที่คิด)

การออกแบบโปรดักชั่นยังคงยอดเยี่ยม โ,ก Upside Down ถูกสร้างขึ้นอย่างสมจริงกว่าที่เคยเห็นมาในซีซั่นก่อนๆ เพราะคราวนี้คือการสำรวจไปทั่วทั้งเมืองที่ยังคงซ่อนความลับไว้หลายอย่าง

ปัญหาเดิมๆ หลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะมีจุดเด่นมาก แต่ซีซั่นนี้ก็มีปัญหาที่รบกวนอยู่ตลอด ตั้งแต่การฉายที่คั่นเป็นช่วงๆ ทำให้การดูต่อเนื่องไม่สมูธ และด้วยความยาวแบบพยายามเล่าเรื่องในแพทเทิร์นเดิมมากเกินไป ทำให้หลายฉากดูยืดเยื้อกับทฤษฎีจากเกมกระดานมาสู่โลกจริงในรูปแบบเดิมๆ ที่ผู้สร้างพยายามอธิบายมากเกินไป เหมือนซีรีส์กำลังยื้อเวลาแทนที่จะเดินหน้าเต็มที่ โดยเฉพาะตอนจบยาว 2 ชั่วโมง 8 นาที ที่จริงๆ จบได้ในชั่วโมงกว่าครึ่งแรก ครึ่งหลังเป็นการลากเรื่องเพื่อให้จบแบบสวยงามเกินจำเป็น 

นอกจากนั้นแล้วเนื้อหาเกี่ยวกับกองทัพทหารที่มาคุมเมืองก็ค่อนข้างน่าผิดหวัง เพราะในที่สุดบทบาทของรัฐบาลที่ลงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็แทบเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นว่ามีประตูมิติ มีสัตว์ประหลาด แต่รัฐบาลกลับมีหน้าที่แค่จะทำการทดลองกับ Eleven แบบเดิม โดยที่มีเซอร์ไพรส์ถึงตัวละครพี่น้อง Eleven ที่หายไปกลับมาเท่านั้น และตัว Dr. Kay (Linda Hamilton) ที่เล่นเป็นเหมือนลาสบอสของเรื่องนี้ก็แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากเดินไปเดินมาสั่งงานลูกน้องตามหา Eleven อยู่แค่นั้น จนรู้สึกเป็นส่วนเกินของเรื่องที่น่าเบื่อที่สุดของซีซั่น

บทสรุปที่อย่างน้อยก็ประทับใจแฟนๆ ได้

ถึงจะมีข้อจำกัด แต่ Stranger Things ซีซั่น 5 ก็ทำหน้าที่ปิดเรื่องได้ดี ตอนจบสุดท้ายให้ความรู้สึกสมบูรณ์ ทุกตัวละครได้ช่วงเวลาของตัวเอง และอารมณ์ในช่วง 15 นาทีสุดท้ายก็ชวนให้น้ำตาซึมสำหรับคนที่ติดตามมามาตลอดเกือบสิบปี ซีรีส์เลือกจบแบบปลายเปิดนิดหน่อยในเรื่องปมปัญหาของ Eleven ที่มีพลังพิเศษและเป็นจุดกำเนิดของเรื่อง ซึ่งก็รู้สึกว่าง่ายเกินไป แต่ถ้ามองว่านี่เป็นซีรีส์ที่หัวใจคือมิตรภาพและครอบครัว การเลือกแบบนี้ก็เหมาะสมดีครับ

 

สรุป

สำหรับแฟนที่ติดตามมาตั้งแต่ต้น ซีซั่นนี้คือการอำลาที่ยังพอคุ้มค่า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ มีปัญหากับการเล่าเรื่องในแพทเทิร์นเดิมๆ ทั้งหมด แม้จะมีการเฉลยความลับที่ทิ้งค้างไว้มานานตั้งแต่ซีซั่น 2 ก็ยังไม่ถึงกับสร้างจุดพีคให้เซอร์ไพรส์อะไรได้มาก (แฟนฟิคไปไกลกว่าหลายเท่า) แถมเนื้อหาค่อนข้างยืดเยื้อมาก โดยเฉพาะ EP8 ที่พยายามลากยาวเกินจำเป็นไป แต่ซีซั่นนี้ก็ยังให้ความรู้สึกที่จบลงได้อย่างเหมาะสมลงตัว ถึงแม้ Stranger Things อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่ดีที่สุดตลอดกาล แต่มันคือซีรีส์ที่เติบโตมากับผู้คนมากมายในช่วงเกือบ 10 ปี จึงมีความหมายกับผู้ชมมากกว่าที่ตัวเนื้อหาซีรีส์จริงๆ ได้สร้างไว้มาก ซึ่งนานมากแล้วที่ไม่ได้มีซีรีส์ยุคหลังที่สามารถสร้างความน่าติดตามได้ยาวนานขนาดนี้ครับ

ติดตามรีวิวหนัง Netflix เรื่องอื่นคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------