The Beauty
Summary
The Beauty คือซีรีส์ที่มีสไตล์สวยสยองขวัญแบบเดียวกับหนัง The Substance เพียงแต่ไม่ได้ลอกกันมาเพราะมีต้นฉบับเป็นคอมมิคมาก่อนแล้ว โดยที่ไอเดียฉาบหน้าทุกอย่างดูดีสวยงามไปหมด มีฉากเปลี่ยนร่างสยดสยองที่แตกต่างแล้วก็เน้นโชว์ซ้ำหลายตอนมาก ฉากแอ็กชั่นเปิดเรื่องดูว้าวมาก ตัวละครมีเอกลักษณ์การแต่งกายเหมือน The matrix แต่หลังจากนั้นกลับดูฉาบฉวยไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการวิพากย์บิวตี้แสตนดาร์ดที่ทำออกมาเหมือนกล้าๆ กลัวๆ จนไปไม่ถึงไหน แถมตอนหลังก็พยายามเปลี่ยนไปแนวอนาคตของโลกแบบอื่นที่ไว้ไปต่อซีซั่น 2 กันอีก ทำให้ซีรีส์กลายเป็นดูจับฉ่ายไม่เจาะลึกถึงประเด็นจริงๆ ที่ตั้งไว้แต่แรก กลายเป็นความยาวถึง 11 ตอนที่คุมโทนเรื่องไม่อยู่เลย กลายเป็นซีรีส์ที่ดูพอสนุกเร้าใจได้ด้วยรูปลักษณ์การนำเสนอภายนอกที่ฉูดฉาด แต่ก็หลงลืมได้รวดเร็วหลังดูจบได้เหมือนกันครับ
Overall
6.5/10User Review
( votes)Pros
- วิพากย์สังคมรูปแบบเดียวกับ The Substance
- งานโปรดักชั่นดูสวยฉูดฉาด
- นักแสดงตัวละคร Jeremy มีของมาก
- มีพากย์ไทย
Cons
- บทวิพากย์สังคมไปไม่ถึงไหน
- โชว์ฉากเปลี่ยนร่างซ้ำเยอะมาก
- ฉากแอ็กชั่นไม่ได้มีบทบาทผลักดันเรื่องมาก
- จบแบบมีต่อไปประเด็นอื่นอีก
The Beauty ซีรีส์ disney+ 10 ตอนจบซีซั่น 1 แนวไซไฟทริลเลอร์ เมื่อมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใหม่ที่แปลกประหลาด มันไม่ได้ทำให้ป่วย แต่ทำให้คนติดเชื้อกลายเป็นคนรูปงามสุดๆ แต่ปัญหาคือผลข้างเคียงที่ซ่อนอยู่นั้นถึงตาย จะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นกับสังคม
รีวิว The Beauty (Disney+)
ซีรีส์ไซไฟ body horror จาก FX สร้างโดย Ryan Murphy และ Matthew Hodgson ดัดแปลงจากการ์ตูนคอมิกชื่อเดียวกันโดย Jeremy Haun และ Jason A. Hurley ซึ่งตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2015 โดยมีความเหมือนของพล็อตเรื่องราวที่คล้ายคลังกับหนังดังอย่าง The Substance (2024) ของ Coralie Fargeat ทั้งสองเรื่องแชร์ไอเดียการเปลี่ยนแปลง DNA โดยการแปลงร่างแบบสยดสยองเหมือนกันอย่างชัดเจน โดยที่มีมุมมองวิพากย์รื้อมาตรฐานความงามที่สังคมกำหนดเหมือนกันอีก แต่ความแตกต่างคือ The Substance จับจุดปลุกเร้าอารมณ์และสะท้อนความจริงได้อย่างรุนแรงตรงไปตรงมา แต่ 11 ตอนของ The Beauty นั้นนำแนวคิดเดียวกันมาเจือจางและกระจายไอเดียของเรื่องราวไปไกลจนอ่อนแรง ทำให้น่าผิดหวังมากถ้าใครจะคิดว่านี่คือการต่อยอดไอเดียล้ำๆ ของหนัง The Substance มาเป็นซีรีส์ได้ ก็บอกว่าไม่ใช่เลยครับ
ซีรีส์เล่าถึงการฉีดวัคซีนพิเศษที่แปลงร่างผู้รับให้กลายเป็นเวอร์ชันสวยงามที่สุดของตัวเอง แต่สารที่ฉีดนั้นแท้จริงคือโรคชื่อ “The Beauty” และมันทำให้ร่างกายร้อนเกินไปจนเกิดการระเบิดโดยไม่มีการเตือน โดยมีอภิมหาเศรษฐีผู้ลึกลับที่รับบทโดย Ashton Kutcher กำลังพยายามปิดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อเวอร์ชันที่หลุดรอดออกไปจากห้องแล็ปผ่านการติดเชื้อเหมือนโรคเอดส์ เพื่อผูกขาดการขายผ่านช่องทางของตัวเองในราคาที่แพงลิ่ว ขณะที่เชื้อไวรัสในตลาดมืดกำลังลามและสร้างความโกลาหล เจ้าหน้าที่ FBI สองนาย Cooper Madsen (Evan Peters) และ Jordan Bennett (Rebecca Hall) ถูกส่งไปสืบสวนในยุโรปและต้องเผชิญกับแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยมี Jeremy (Jeremy Pope) ชายหนุ่มอัปลักษณ์ที่เลือกรับเชื้อเพื่อเปลี่ยนชีวิตใหม่ และ นักฆ่า (Anthony Ramos) มือสังหารของบริษัทที่ไล่ตามล่าฆ่าคนติดเชื้อทั้งหลายในยุโรป จนมาเจอกับ FBI เข้า
ซีรีส์เปิดเรื่องด้วยฉากแอ็กชันที่โดดเด่นมาก โดยให้นางแบบที่รับบทโดย Bella Hadid กระโดดจากรันเวย์สู่การไล่ล่าด้วยมอเตอร์ไซค์ผ่านท้องถนนปารีส แม้เกิดอุบัติเหตุก็ยังไม่มีปัญหากับการเคลื่อนไหวจนเหมือนเป็นอมตะ โดยที่เธอหาน้ำมาดื่มอย่างหิวกระหายก่อนจะระเบิดเป็นฝุ่นแดงนอกร้านอาหารหรู หลังจากนั้นก็มีฉากแอ็กชันยาวๆ หลายฉากเพื่อตอบรับภาษาภาพของการ์ตูนต้นฉบับ สไตล์แฟชั่นแบบ The Matrix ตัวละครมักสวมโค้ดดำกับแว่นกันแดด ศพที่จัดวางอย่างสวยงาม และเครื่องแต่งกายไฮแฟชั่นเลิศหรูของตัวละครมหาเศรษฐี ทำให้แต่ละตอนดูเหมือนรันเวย์แฟชั่นโชว์ที่ถูกผสมกับหนังสยองขวัญ
ซีรีส์ยังขายฉากเปลี่ยนร่างอยู่บ่อยครั้งมาก แทบจะเหมือนการทำโชว์กระบวนการเปลี่ยนร่างที่ถูกออกแบบให้ดูน่าสยดสยองแบบเต็มๆ มีเมือก เนื้อหนัง และเปลือกห่อหุ้มที่ผู้ติดเชื้อต้องแหวกออกมาให้ได้ ซึ่งตัวเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ดีมาก แต่การทำซ้ำเรื่อยๆ ก็กลายเป็นความเฝือที่ต้องดูฉากเดิมในร่างคนใหม่ทุกที แตกต่างตรงที่หน้าตาใหม่จะออกมายังไงเท่านั้น
ตัวละคร Jeremy ถือเป็นหัวใจของเรื่องมากกว่าตัวเอกซะอีก ด้วยรูปร่างของชายผิวดำอ้วนร่างใหญ่ที่ถูกโลกมองข้ามมาตลอดชีวิต การตัดสินใจรับเชื้อเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็นที่ยอมรับสะท้อนความเจ็บปวดที่จริงและลึกกว่าส่วนอื่นๆ ของซีรีส์มาก เป็นช่วงเวลาที่ซีรีส์พูดถึงความไม่เท่าเทียมของมาตรฐานความงามได้ดีที่สุด แต่เขาก็เป็นแค่ตัวละครสมทบของเรื่องที่ไม่ได้บทบาทผลักดันแกนเนื้อหาหลักเลย
ส่วนตัวข้อเสียจังๆ ของเรื่องนี้ก็คือ ช่วงต้นของซีรีส์ดูดีมีสไตล์อย่างล้นเหลือจนทำให้คิดว่าเนื้อหาหลังจากนี้จะยิ่งพีคขึ้นไปอีก แต่กลายเป็นว่าเนื้อหาหลังจากนั้นเบาบางมาก เรื่องราวไปในทางที่อยากจะวิจารณ์สังคม แต่ก็กล้าๆ กลัวๆ ไปไม่สุด แถมหยุดค้างไว้หลายอย่างทั้งๆ ที่ไปได้มากกว่านั้น มันเลยดูปลอมๆ ไปหมด แถมยังพยายามทำจังหวะโมเมนต์ตลกแทรกมาแทนที่จะเป็นการวิพากษ์อย่างจริงจัง เลยกลายเป็นฉากตลกแกนๆ เข้าไปอีก
และด้วยความที่เป็นซีรีส์ยาวถึง 11 ตอน ก็ทำให้เรื่องช่วงท้ายยืดย้วยมาก บางตอนแทบไม่ไปไหนเหมือนแค่จะขยายเรื่องราวอะไรนิดหน่อยให้ยาวขึ้น แต่กลับไม่ได้น่าสนใจเลย แล้วยังสามารถทำจนได้ในเวลาสั้นๆ ด้วย
นอกจากนี้ซีรีส์ยังต่อยอดเรื่องราวของโลกอนาคตไปในทิศทางอื่นเพื่อต่อซีซั่น 2 โดยเป็นไอเดียที่หลุดจากธีมของเรื่องบิวตี้สแตนดาร์ด กลายเป็นการล้อเลียนอีลอน มัสก์ ว่าด้วยการที่มหาเศรษฐีพยายามอ้างว่าช่วยมนุษย์โลกโดยการทุ่มเงินสร้างอะไรล้ำๆ ขึ้นมา ซึ่งประเด็นนี้จริงๆ ก็ไม่ได้ใหม่ เพราะมันก็เริ่มกลายเป็นแบบซีรีส์ Westworld , Alien: Earth, Blade Runner พวกนี้ไป แต่ด้วยความที่เรื่องยังไม่เฉลยออกมาเต็มๆ ก็หวังว่ามันจะสดใหม่ได้จริง ไม่งั้นก็จะเป็นเหมือนซีรีส์ที่เอาต้นแบบดังๆ มาต่อขยายให้กลายเป็น scary movie ของตัวเองแบบนั้นไปครับ
สรุป
The Beauty คือซีรีส์ที่มีสไตล์สวยสยองขวัญแบบเดียวกับหนัง The Substance เพียงแต่ไม่ได้ลอกกันมาเพราะมีต้นฉบับเป็นคอมมิคมาก่อนแล้ว โดยที่ไอเดียฉาบหน้าทุกอย่างดูดีสวยงามไปหมด มีฉากเปลี่ยนร่างสยดสยองที่แตกต่างแล้วก็เน้นโชว์ซ้ำหลายตอนมาก ฉากแอ็กชั่นเปิดเรื่องดูว้าวมาก ตัวละครมีเอกลักษณ์การแต่งกายเหมือน The matrix แต่หลังจากนั้นกลับดูฉาบฉวยไปหมดทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการวิพากย์บิวตี้แสตนดาร์ดที่ทำออกมาเหมือนกล้าๆ กลัวๆ จนไปไม่ถึงไหน แถมตอนหลังก็พยายามเปลี่ยนไปแนวอนาคตของโลกแบบอื่นที่ไว้ไปต่อซีซั่น 2 กันอีก ทำให้ซีรีส์กลายเป็นดูจับฉ่ายไม่เจาะลึกถึงประเด็นจริงๆ ที่ตั้งไว้แต่แรก กลายเป็นความยาวถึง 11 ตอนที่คุมโทนเรื่องไม่อยู่เลย กลายเป็นซีรีส์ที่ดูพอสนุกเร้าใจได้ด้วยรูปลักษณ์การนำเสนอภายนอกที่ฉูดฉาด แต่ก็หลงลืมได้รวดเร็วหลังดูจบได้เหมือนกันครับ
ติดตามอ่านรีวิวเรื่องอื่นในดิสนีย์+ ได้ที่นี่