รีวิว Song of the Samurai (HBO) Live Action เว่อร์ๆ เน้นอารมณ์ลูกผู้ชายมากกว่าขายความจริง
Song of the Samurai
Summary
ซีรีส์ซามูไรที่ดัดแปลงมาจากมังงะทำเป็น Live Action ได้อย่างยอดเยี่ยมในฉากการต่อสู้ที่เล่นใหญ่ด้วยการเคลื่อนไหวเหนือจริงพร้อมกับงานภาพที่คมชัดสว่างสวยงามมากๆ โดยตัวละครทุกตัวมาจากกลุ่มชินเซนกุมิชื่อดังที่เอามาทำให้เท่มาก แบ่งบทกันให้แต่ละคนได้แสดงฝีมือโชว์สกิลครบถ้วน ซึ่งถ้าผู้ชมต้องการ Live Action มันตอบโจทย์มาก แต่ถ้าต้องการเรื่องราวประวัติศาสตร์หรืออารมณ์ความเป็นความตายจากการต่อสู้จริงๆ เรื่องแทบให้ไม่ได้เลย เพราะทุกการต่อสู้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะยินดีที่ได้สู้ตามโทนเรื่องที่วางไว้ว่า ทุกคนพยายามแสวงหาจุดหมายสุดท้ายของซามูไรนั่นคือการเบ่งบานและร่วงโรย ซึ่งมันขัดกันเองกับวาระสุดท้ายของประวัติศาสตร์ซามูไร ถ้าใครหวังว่าจะเป็นเหมือนซีรีส์โชกุนหรือดวลดาบกันแบบโหดๆ ตายเป็นตายอย่าง หรืออย่าง Last Samurai Standing ของ Netflix ก็ไม่ได้เลย และเรื่องยังพยายามเล่าดราม่าอารมณ์ลูกผู้ชายคุยกันยืดยาวจนทำให้ทุกตอนอืดๆ มาก (2 ตอนแรกยาวถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) กลายเป็นซีรีส์ที่ถ้าดูไม่อินแล้วเหนื่อยจริงๆ กับความพยายามเบียวซามูไรยุคสุดท้ายที่ไม่ตรงตามจริงแบบนี้ครับ
Overall
7/10User Review
( votes)Pros
- งาน Live Action ยอดเยี่ยมมาก
- ฉากแอ็กชั่นโดดเด่น
- ตัวละครเท่ทุกตัว
- มีพากย์ไทย
Cons
- เรื่องราวไม่ได้ถ่ายทอดประวัติมาตามจริง
- ความเว่อร์ของฉากสู้ขัดกับคอนเซ็ปต์ความเป็นความตาย
- เรื่องราวอืดไม่กระชับ
Song of the Samurai บทเพลงแห่งซามูไร ซีรีส์ HBO MAX 8 ตอนจบซีซั่น 1 แนวไลฟ์แอ็กชั่นดัดแปลงจากมังงะ ตามติดเรื่องราวของกลุ่มชินเซ็นกุมิ กลุ่มซามูไรที่ปกป้องโชกุนและปราบปรามกลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลต่อแนวคิดการเปิดประเทศญี่ปุ่น
View this post on Instagram
รีวิว Song of the Samurai HBO
ซีรีส์ซามูไรที่ดัดแปลงจากมังงะ Chiruran: Shinsengumi Requiem ของ Umemura Shinya (ผู้เขียน Record of Ragnarök) ที่ตีพิมพ์มา 13 ปีและขายได้กว่า 3 ล้านเล่ม เคยถูกดัดแปลงเป็นอนิเมะสั้นปี 2017 มาก่อน ผลงานความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง TBS (Tokyo Broadcasting System), U-NEXT และสตูดิโอ THE SEVEN ผู้สร้าง Alice in Borderland และ Yu Yu Hakusho live-action ของ Netflix
เรื่องราวเริ่มเล่าย้อนอดีตหลังกลุ่มชินเซ็นกุมิกลายเปนกบฏแตกสลายไปแล้ว Ichikawa Makoto หญิงสาวที่แสวงหาความจริงเกี่ยวกับรองผู้บัญชาการในตำนาน Hijikata Toshizo จากคำบอกเล่าของ Nagakura Shinpachi คนเดียวที่เหลืออยู่ ด้วยเรื่องราวอดีตนักสู้ข้างถนนที่ค้นพบพี่น้องร่วมอุดมการณ์และพยายามแสวงหาจุดหมายสุดท้ายของซามูไรนั่นคือการเบ่งบานและร่วงโรย
ซีรีส์ใช้การดัดแปลงมาจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์ แต่เรื่องราวก็ไม่ใช่เป็นไปตามนั้นจริงๆ นี่จึงไม่ใช่ซีรีส์แบบโชกุนที่อิงประวัติศาสตร์โดยตรง แต่เป็นแบบเดียวกับเรื่อง Last Samurai Standing ของ Netflix แต่มีความเป็น Live Action มากกว่าเรื่องนั้นเพราะทุกตัวละครทุกการต่อสู้ถูกทำมาให้ดูเท่มากกว่าจะเป็นการต่อสู้ที่เอาชีวิตกันจริงๆ ซึ่งมันเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในตัว สำหรับคนที่อยากได้ Live Action ซามูไรก็นับว่าตอบโจทย์เลยเพราะนี่คือช่วงสุดท้ายของชีวิตซามูไรทุกคนในญี่ปุ่น เพราะมีการนำปืนเข้ามาแล้วและญี่ปุ่นกำลังเปิดประเทศ ทำให้มีคนมากมายคัดค้านการตัดสินใจของโชกุน ซึ่งพวกนี้ก็คือตัวละครที่ต้องมาสู้กับกลุ่มชินเซ็นกุมิที่พึ่งเข้าไปอารักขาโชกุนและอยู่ในช่วงสร้างชื่อเสียงจากสำนักดาบยากจนมาสู่อันดับ 1 ในประวัติศาสตร์ที่มังงะหลายเรื่องก็หยิบยืมชื่อเขาไปใช้ ซึ่งพอเรื่องออกแบบให้เน้นฉากแอ็กชั่นเท่ๆ เว่อร์ๆ ได้มันก็เลยทำให้ฉากต่อสู้ของเรื่องนี้โดดเด่นทุกตอน มีบอสแต่ละคนที่แตกต่างโชว์คาแรกเตอร์ประจำตัวเท่ๆ และเปิดโอกาสให้ลูกทีมแต่ละคนในชินเซ็นกุมิได้แสดงฝีมือปราบ โดยมีบอสใหญ่คือเซริซาวะ ซามูไรยอดฝีมือที่ไม่สนใจชื่อเสียงใดๆ ต้องการเพียงแค่ทำยังไงก็ได้ให้กลุ่มชินเซ็นกุมิปั่นป่วนแล้วต้องออกโรงมาดวลกับตนเอง ซึ่งเรื่องราวเปิดตัวบอสมาแต่แรกด้วยการดวลกับโซจินักดาบอัจฉริยะของกลุ่มที่พ่ายแพ้เซริซาวะในตอนแรก จนกลายเป็นเป้าหมายลาสบอสสุดท้าย โดยเฉพาะ Hijikata Toshizo ตัวเอกที่เป็นนักดาบเร่ร่อนและเข้ามาในกลุ่มนี้ก่อนค่อยๆ ยกระดับตัวเองจนเป็นรองผู้บัญชาการ และเขามองว่าเซริซาวะคือจุดหมายสุดท้ายของชีวิตซามูไรของเขา ตามคอนเซ็ปต์ของเรื่องนี้คือซามูไรที่แท้จริงมองหาจุดเบ่งบานก่อนร่วงโรยได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์
ถ้ามองในแง่ Live Action ก็ต้องยอมรับว่าทุกอย่างแทบไร้ที่ติ ฉากต่อสู้เน้นสว่าง มีแบ็คกราวด์โลเกชั่นสวยงาม ลีลาการต่อสู้ก็พริ้วไหวเหมือนพวกหนังจีนกำลังภายใน มีการเคลื่อนที่เหนือธรรมชาติมากมาย อย่างการกระโดดสูงเกินจิง การหมุนตัวกลางอากาศพลิกไปมาได้ ซึ่งมันดูสนุกจริง แต่ถ้าเอาตามคอนเซ็ปต์ของเรื่องนี่ไม่ใช่ซามูไรแท้ๆ เลย เพราะเรื่องพยายามบิดให้ซามูไรทุกคนสนุกกับการต่อสู้ ยิ้มแย้มหัวเราะกับคู่ต่อสู้ตลอด ตอนจบก็กลายเป็นมิตรกันก็มี หรือทิ้งดาบซามูไรเอาดาบไม้มาฟันกันเพราะไม่อยากทำลายมิตรภาพ ซึ่งมันทำให้เรื่องดูแล้วพยายามเบียวซามูไรในเรื่องนี้ดูเป็นแนวลูกผู้ชายต่อยตีกันมากเกินไป ทั้งๆ ที่ปะดาบกันมันคือความตายเท่านั้น ซึ่งเรื่องมอบอารมณ์ตรงนี้ให้ไม่ได้เลยเพราะยังไงตัวละครหลักทั้งหมดก็ไม่ได้ตายตามประวัติศาสตร์ มันเลยเป็นการนั่งดูฉากโชว์การต่อสู้เท่ๆ แต่เป็นจริงไม่ได้ล้วนๆ ยิ่งถ้าไปเทียบกับโชกุนหรือ Last Samurai Standing จะเห็นชัดว่าทิศทางซามูไรต่างกันมาก ตายคือตาย แถมตายแบบไม่แคร์คนดู แต่เรื่องนี้คือไม่มีอะไรแบบนั้นเลย
นอกจากนี้ความยาวของซีรีส์ก็สร้างปัญหาให้มากกว่าการลงรายละเอียด ใน 2 ตอนแรกยาวถึง 1 ชั่วโมงครึ่งทั้งสองตอน เป็นซีรีส์ที่ยาวแบบจงใจให้ผู้ชมซึมซับงอารมณ์ดราม่าลูกผู้ชายของเหล่าซามูไรในเรื่องที่ขยันพูดคำเท่ๆ เน้นบทพูดสนทนาเรื่องชีวิตซามูไรมากกว่าการขับเคลื่อนเรื่องราวจริงๆ ซึ่งหลังจากตอน 3 ไปความยาวก็กลับมาเป็นเวลาปกติราวๆ 50 นาที แต่ซีรีส์ก็ยังเล่าเรื่องช้าๆ อืดๆ ระหว่างทางทุกตอนเพื่อให้ทุกตอนจบเป็นฉากดวลกัน
ด้วยความที่เรื่องราวเล่าย้อนอดีตผ่านหญิงสาวที่เป็นหลานของตัวเอก แต่เรื่องก็เอาเธอมาเป็นเหมือนดอกไม้ริมทาง เพราะทั้งเรื่องเลยเราได้เห็นแค่เธอสั้นๆ ตอนเริ่มกับตอนจบตอนนิดเดียว ซึ่งจริงๆ เรื่องสามารถเล่าได้เลยโดยไม่มีเธอก็ได้เพราะ 95% ก็คือย้อนอดีตหมด
ซีรีส์จบลงที่การต่อสู้กับเซริซาวะ แต่เรื่องราวยังไม่จบ มีการทิ้งไว้ทำต่อในซีซั่น 2 ที่เป็นตัวละครใหม่ใช้ปืนมาเป็นจุดหมายชีวิตใหม่ของตัวเอก ซึ่งมันก็คงมาในรูปแบบเดิมเพราะนี่เป็น Live Action เต็มตัวมากกว่าการทำตามประวัติศาสตร์จริงๆ ครับ
สรุป
ซีรีส์ซามูไรที่ดัดแปลงมาจากมังงะทำเป็น Live Action ได้อย่างยอดเยี่ยมในฉากการต่อสู้ที่เล่นใหญ่ด้วยการเคลื่อนไหวเหนือจริงพร้อมกับงานภาพที่คมชัดสว่างสวยงามมากๆ โดยตัวละครทุกตัวมาจากกลุ่มชินเซนกุมิชื่อดังที่เอามาทำให้เท่มาก แบ่งบทกันให้แต่ละคนได้แสดงฝีมือโชว์สกิลครบถ้วน ซึ่งถ้าผู้ชมต้องการ Live Action มันตอบโจทย์มาก แต่ถ้าต้องการเรื่องราวประวัติศาสตร์หรืออารมณ์ความเป็นความตายจากการต่อสู้จริงๆ เรื่องแทบให้ไม่ได้เลย เพราะทุกการต่อสู้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะยินดีที่ได้สู้ตามโทนเรื่องที่วางไว้ว่า ทุกคนพยายามแสวงหาจุดหมายสุดท้ายของซามูไรนั่นคือการเบ่งบานและร่วงโรย ซึ่งมันขัดกันเองกับวาระสุดท้ายของประวัติศาสตร์ซามูไร ถ้าใครหวังว่าจะเป็นเหมือนซีรีส์โชกุนหรือดวลดาบกันแบบโหดๆ ตายเป็นตายอย่าง หรืออย่าง Last Samurai Standing ของ Netflix ก็ไม่ได้เลย และเรื่องยังพยายามเล่าดราม่าอารมณ์ลูกผู้ชายคุยกันยืดยาวจนทำให้ทุกตอนอืดๆ มาก (2 ตอนแรกยาวถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง) กลายเป็นซีรีส์ที่ถ้าดูไม่อินแล้วเหนื่อยจริงๆ กับความพยายามเบียวซามูไรยุคสุดท้ายที่ไม่ตรงตามจริงแบบนี้ครับ