playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว The Rescue (Disney+) สุดยอดหนังสารคดีถ้ำหลวงที่ยิ่งกว่าปาฎิหาริย์ ห้ามพลาด!

สรุป

หนังสารคดีภารกิจถ้ำหลวงที่เจาะลึกโดยตรงกับทีมดำน้ำต่างชาติโดยเฉพาะ โดยใช้ทั้งฟุตเทจจริงของฉากดำน้ำในถ้ำที่ไม่ได้มีเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน ร่วมกับการถ่ายทำจำลองเหตุการณ์ระทึกต่างๆ เข้าไปจนสมจริงมากๆ แทบแยกไม่ออก โดยมีแอนิเมชั่นกับ CG เสริมเรื่องราวได้อย่างสวยงาม ดนตรีประกอบกับเพลงที่ช่วยส่งเสริมบิ้วทุกอารมณ์ในเรื่องได้อย่างลงตัว และยังถ่ายทอดแรงบันดาลใจในภารกิจที่ลึกซึ้งถึงจิตใจของทุกคนในทีม ที่เหมือนปาฏิหาริย์ซ้อนปาฎิหาริย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก จัดเป็นสุดยอดสารคดีกู้ภัยที่สร้างออกมาดีที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ ยังไงก็ห้ามพลาด แม้ว่าคุณอาจจะเบื่อเรื่องถ้ำหลวงมาก่อนแล้วก็ตาม

Overall
10/10
10/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • โฟกัสเรื่องไปที่ทีมดำน้ำโดยเฉพาะ
  • ฟุตเทจจริงผสมกับการถ่ายทำฉากดำน้ำในถ้ำที่เนียนมาก
  • เรื่องราวระทึกตื่นเต้นตลอดเวลา
  • มีเหตุการณ์กับรายละเอียดที่ไม่เป็นข่าวแทรกมาเยอะ
  • ถ่ายทอดลงลึกถึงจิตใจอารมณ์ของทีมดำน้ำในเหตุการณ์
  • CG กับแอนิเมชั่นประกอบสวยงาม
  • ดนตรีกับเพลงประกอบลงตัว
  • มีเสียงพากย์ไทย

Cons

  • ไม่มีเพราะทุกอย่างลงตัวจนไร้ที่ติ

The Rescue หนังสารคดีของ National Geographic ที่มีกำหนดฉายในโรงปลายปีก่อน แต่ย้ายมาลง Disney+ ที่บอกเล่ารายละเอียดเชิงลึกของภารกิจกู้ภัยถ้ำหลวงโดยผ่านเรื่องราวของนักดำน้ำในถ้ำตรงๆ ทุกแง่มุมเบื้องหน้าเบื้องหลังแบบที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อน

 The Rescue (2021) on IMDb

ตัวอย่าง The Rescue

เรื่องราวของภารกิจถ้ำหลวงเชื่อว่าในไทยไม่น่าจะไม่มีใครไม่รู้จักไม่เคยได้ยินติดตามข่าว เพราะสื่อนำเสนอทุกแง่มุมเกาะติดถ่ายทอดกันยาวข้ามปีแม้จะจบไปแล้ว จนอาจจะรู้สึกเบื่อเอียนกับการนำเสนอเรื่องราวถ้ำหลวงไปเลยก็ได้ แต่ต้องบอกว่าสารคดีเรื่องนี้จะทำให้ความรู้สึกที่ว่านี้หายไปเลยทันทีแน่นอนตั้งแต่เริ่มเปิดดูจนถึงดูจบอาจจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยก็ได้

 Rick Stanton
Rick Stanton

สารคดีเรื่องนี้ผลิตโดยทีมงานเนชั่นแนลจีโอกราฟิก จากผู้กำกับ เอลิซาเบธ ไช วาซาร์เรลลิ (Elizabeth Chai Vasarhelyi) และ จิมมี ชิน (Jimmy Chin) ที่ทำหนังสารคดี Free Solo จนได้รางวัลออสการ์เมื่อปี 2018 (สามารถดูได้ทาง Netflix คลิกที่นี่) ตัวเรื่องนี้มีความยาว 1 ชั่วโมง 47 นาที เนื้อเรื่องโฟกัสที่ไปทีมนักดำน้ำในถ้ำโดยเฉพาะแบบเน้นๆ โดยมีเรื่องราวเหตุการณ์อื่นเป็นส่วนประกอบ ซึ่งพอเรื่องราวถูกโฟกัสไปที่นักดำน้ำตั้งแต่จุดแรกเริ่มอย่างมิสเตอร์เวิร์นที่ทำแผนที่สำรวจถ้ำหลวงอยู่นานแล้ว ก็ทำให้สารคดีเรื่องนี้มีรายละเอียดลงลึกแบบที่ไม่ได้รายงานในหน้าสื่อมาก่อน ตัวสารคดีจะนำเราไปยังจุดเริ่มต้นของการเข้ามาช่วยเหลือและติดต่อไปยังสมาคมดำน้ำในถ้ำของอังกฤษที่มีริคเป็นหัวหน้าทีม โดยริคจะเป็นตัวหลักในการบอกเล่ารายละเอียดทุกอย่างของภารกิจในเรื่องนี้

จุดเด่นสุดของเรื่องคือการใช้ฟุตจริงของทีมดำน้ำที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หลายฉากหลายเหตุการณ์ในภารกิจก็ไม่เคยถูกบอกเล่าหรือถ่ายทอดออกมาให้เห็น อย่างจุดเริ่มดำน้ำในถ้ำวันแรกที่ทีมของริคเข้าไปเจอกับทีมน้ำบาลดาลของไทยที่ติดอยู่ในนั้น 4 คน แล้วน้ำท่วมถ้ำจนออกไม่ได้ ไม่มีใครรู้ว่ามาติดที่ตรงนี้ แล้วต้องพาพวกเขาออกไปโดยไม่มีชุดน้ำ มีเพียงแค่ท่อหายใจภายใต้น้ำที่ขุ่นจนแทบมองอะไรไม่เห็น ตัวเรื่องจะมีฟุตเทจจริงในเหตุการณ์ ผสมกับการถ่ายทำเสริมเพื่อให้เรื่องราวสมจริงให้คนดูเข้าใจ เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ริคตระหนักถึงปัญหาการเอาเด็กออกมาจากถ้ำว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะกับแค่ผู้ใหญ่ 4 คนที่ดำน้ำเพียงแค่ไม่กี่นาทีออกมาปากถ้ำยังเกิดอาการแพนิคจนแทบไม่รอด ซึ่งตัวคนในเหตุการณ์ก็จะออกมาบอกเล่าความรู้สึกในตอนนั้นให้ฟังเพิ่มด้วย หรืออย่างฉากที่เจอเด็กครั้งแรกเป็นคลิปสั้นๆ ในเรื่องนี้ก็จะเป็นฉบับเต็มที่ยาวกว่านั้นมาก แล้วก็มีที่มาที่ไปของการไปพบเจออย่างการสูดกลิ่นในถ้ำเพื่อตามหาเด็ก การดำน้ำผ่านจุดอันตรายต่างๆ โดยมีฟุตเทจจากกล้องใต้น้ำจริงๆ ให้ได้เห็นความน่ากลัวของน้ำเชี่ยวในถ้ำ ซึ่งอะไรแบบนี้แหละที่คนไทยยังไงก็ไม่เคยได้เห็นเรื่องราวในแง่มุมนี้ที่เอ็กคลูซีฟมากๆ ที่สารคดีนี้เก็บมาบอกเล่าร้อยเรียงกันเป็นเรื่องราวลงลึกได้อย่างน่าทึ่งมาก

จุดเด่นอย่างที่สองคือการใช้แอนิเมชั่นประกอบเรื่อง ทั้งตำนานถ้ำนางนอนที่เป็นความเชื่อของชาวบ้านที่นั่น ถูกนำมาทำเป็นแอนิเมชั่นลายเส้ยไทยๆ ประกอบเรื่องราวสวยงาม ช่วยทำให้เรื่องดูมีแฟนตาซีเพิ่มเข้ามา และยังมีแอนิเมชั่น CG แผนผังถ้ำ ช่วยอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์ดำน้ำในถ้ำแต่ละช่วงๆ ที่สำคัญ ซึ่งทำออกมาสวยงามเข้าใจง่ายมาก และยังเชื่อมต่อกับฉากดำน้ำจริงๆ แบบค่อยๆ ซูมเข้าออกผสานกันอย่างเนียนๆ เปลี่ยนฉากไปมาได้อย่างกลมกลืนมาก

ตัวสารคดียังมีเรื่องราวเบื้องหลังของทีมดำน้ำในครั้งนี้ตั้งแต่ที่มาของแรงบันดาลใจทำไมถึงกลายมาเป็นคนชอบดำน้ำในถ้ำที่เสี่ยงอันตรายมากขนาดนี้ ซึ่งที่มาที่ไปของแต่ละคนแทบจะเหมือนกันนั่นคือตอนเด็กเป็นพวกอินโทรเวิร์ต มีโลกส่วนตัวสูง มีปมด้อยทางร่างกาย ซึ่งที่มาที่ไปเล็กๆ พวกนี้จะถูกบอกเล่าไปพร้อมกับความรู้สึกในภารกิจครั้งนี้ตลอด ทำให้เห็นว่าพวกเขาแม้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาเก่งเหนือมนุษย์เป็นฮีโร่ ความจริงพวกเขาก็ยังมีความกลัวกับวิตกมากกับการเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงช่วยเด็ก กลัวความผิดพลาดของตัวเอง กลัวการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ถ้าไม่ทำใครจะทำ แล้วตอนจบของเรื่องที่ช่วยเด็กออกมาได้ แต่ละคนก็เหมือนได้ปลดเปลื้องปมที่มาในอดีต จากคนที่คิดว่าตัวเองอาจจะไม่ได้สำคัญหรือมีปมด้อยฝังใจก็ถูกลบล้างไปจากเรื่องนี้ไปด้วย ซึ่งเป็นกิมมิคของเรื่องที่ถูกวางไว้ปิดท้ายเรื่องได้อย่างน่าประทับใจมาก

และไฮไล์ของเรื่องที่เป็นการวางยาสลบให้เด็กเพื่อตัดการแพนิคออก ตัวเรื่องเจาะลึกถึงขั้นตอนพวกนี้มาก ตั้งแต่ริคเริ่มปรึกษากับหมอริชาร์ด แฮริส ตอนไหน ทำไมถึงคิดแผนแบบนี้ขึ้นมาได้เพราะมันไม่เคยมีมาก่อนในโลก ซึ่งข่าวที่เราได้รับรู้ไม่ได้มีรายละเอียดอะไร แต่ในเรื่องนี้คือการเดิมพันแบบที่ตัวหมอเองก็ยังพูดว่าแทบเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ไม่มีวิธีอย่างอื่นแล้วหลังจากประเมิณกันมาหลายวัน ในขณะที่ทางการไทยเองแทบไม่กล้าเสี่ยง แต่ทีมของริคเองกลับค่อยๆ ตกผลึกในรายละเอียดจนทำให้ทางไทยยอมรับในที่สุด ซึ่งฉากการเข้าไปช่วยและนำออกมาก็มีรายละเอียดเชิงลึกหลายอย่างที่ทั้งลุ้นตื่นเต้นกดดันมาก อย่างเด็กในวันแรกคนสุดท้ายที่หยุดหายใจในระหว่างทาง การฉีดยาของนักดำน้ำให้เด็กเพื่อให้สลบตลอดทาง หรือแม้กระทั่งการหลงทางไปผิดห้องในวันสุดท้ายที่เกือบทำให้น้องไตตันเด็กคนสุดท้ายที่ตัวเล็กสุดเสียชีวิต ทั้งจากหน้ากากดำน้ำแรงดันบวกที่ไม่พอดีกับใบหน้าจนต้องใช้หน้ากากเด็กน้อยสีชมพูมาแทน ซึ่งถ้าพลาดหลุดแม้แต่นิดเดียวคือเสียชีวิตทันที ตัวสารคดีถ่ายทอดตรงนี้ออกมาโดยใช้ฟุตเทจจริงผสมการถ่ายทำแทรกเหตุการณ์อันตรายต่างๆ ได้สมจริงมากจนแทบแยกไม่ออก โดยมีซาวด์ประกอบช่วยบิ้วให้อารมณ์เหมือนหนังระทึกมากขึ้นไปอีก

เรื่องนี้ยังมีเพลงประกอบที่แต่งขึ้นมาเพื่อใช้ในสารคดีโดยเฉพาะ เป็นเพลงชื่อ “Believe” โดย Aloe Blaccเป็นศิลปินผู้แต่งและร้องเพลง ที่แต่งจากความเชื่อมั่น และการไม่ยอมแพ้ ของคนในภารกิจนี้ทั่วโลกที่มาร่วมกัน จนกลายเป็นปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์ตำนานการกู้ภัยของโลก ตัวเพลงไพเราะเข้ากัยฉากจบของเรื่องมาก ลองฟังดูได้จากด้านล่างนี้

นอกจากนี้สารคดีก็ยังไม่ลืมเก็บพวกรายละเอียดเล็กๆ ของทางไทยหลายอย่างเข้าไป แต่จะไม่ใช่พวกดราม่าอย่างที่คนไทยก่นด่ากัน มีนิดเดียวแค่ตอนแรกที่ทีมดำน้ำเจอหัวหน้านาวีซีลพูดไม่ดีใส่ทำให้บรรยากาศวันแรกดูแย่ แต่จะเป็นพวกความเชื่อต่างๆ อย่างครูบาบุญชุ่มที่มาทำพิธีช่วยเด็ก แล้วก็ฝากสายสิญจน์ให้ริคเอาเข้าไปให้เด็ก แต่ริคกลับปฏิเสธโยนมันลงพื้นเพราะไม่เชื่ออะไรพวกนี้ จนทางฑูตอังกฤษต้องเข้ามาอธิบายความเชื่อของชาวไทยให้ฟังถึงยอมรับว่ามีผลกับกำลังใจเด็กๆ แล้วก็เรื่องของจ่าแซมทีมีรายละเอียดลึกกว่าในข่าวว่าเกิดอะไรขึ้น รวมถึงฟีดแบ็คจากสื่อต่างๆ ทั่วโลกในทุกเหตุการณ์สำคัญ สารคดีเรื่องนี้ก็สอดแทรกมาไว้ทำให้เราได้รับรู้ว่าคนบนโลกก็อินกับเรื่องนี้แค่ไหน

ปล.เรื่องนี้สมบูรณ์ไร้ที่ติมากจนหาจุดด้อยไม่เจอเลย จะมีก็แค่ขำๆ ที่ผู้เขียนรู้สึกว่าทำไมต้องมีฉากประยุทธแทรกเข้ามาเอาหน้าในซีนช่วงท้ายๆ ทำเอาเสียอารมณ์นิดๆ ก็แค่นั้น

 

สรุป The Rescue สนุกและดีไหม

สนุกตื้นเต้นเร้าใจอย่างไม่น่าเชื่อ และดีในแบบที่ต้องยกให้ว่าที่สุดของสารคดีแนวนี้เลยแน่นอน ยังไงก็ห้ามพลาด แม้ว่าคุณจะเบื่อเรื่องถ้ำหลวงมาก่อนแล้วก็ตามครับ

 

ติดตามอ่านรีวิวเรื่องอื่นในดิสนีย์+ ได้ที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!