playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว All Quiet on the Western Front หนังสงครามที่ขุดคุ้ยตอกย้ำความไร้เหตุผลมากที่สุดของเยอรมัน

All Quiet on the Western Front

Summary

หนังสงครามโลกครั้งที่ 1 จากมุมมองของฝ่ายเยอรมันที่กำลังรบกับฝรั่งเศสในช่วงใกล้แพ้สงคราม ที่มีประวัติศาสตร์เลวร้ายมากซุกซ่อนอยู่ในเรื่องราวของทหารหนุ่มคึกคะนองออกไปรบเพื่อหวังเป็นฮีโร่เอาสนุกเข้าว่า โดยไม่รู้เลยว่าเป็นแค่เบี้ยของผู้มีอำนาจบ้าสงครามแบบไร้เหตุผลสุดๆ ซึ่งถ้าใครมองหาหนังสงครามสร้างจากเหตุการณ์จริงทางประวัติก็คือยังมีเรื่องราวที่ดีอยู่ แต่ถ้าอยากดูหนังสงครามเน้นฉากรบราฆ่าฟันก็คงหาวๆ หน่อย เพราะเรื่องดำเนินเหตุการณ์ในช่วงเวลาก่อนสงครามจบกับฉากสงครามสั้นๆ ไม่กี่ฉาก นอกนั้นคือเน้นที่บทสนทนาแนวการเมืองของผู้มีอำนาจ กับชีวิตเรื่อยเปื่อยของทหารตัวเอกในเรื่องที่ไม่ค่อยได้แก่นสารหรือความสนุกอะไรกลับมานักครับ

Overall
6/10
6/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • หนังสงครามโลกครั้งที่ 1 จากมุมมองของฝ่ายเยอรมัน
  • จำลองฉากรบในแบบสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ดี
  • เหตุการณ์ทหารตายในพื้นที่เดียวถึง 3 ล้านคนแบบไร้เหตุผล

Cons

  • เน้นบทชีวิตประจำวันของกลุ่มตัวเอกทหารหนุ่มได้ค่อนข้างเรื่อยเปื่อยน่าเบื่อ
  • ฉากรบมีไม่เยอะ
  • ตัวเอกหลักนิสัยไม่ค่อยพัฒนาไปมาก ความคิดการกระทำดูย้อนแย้งในตอนหลังด้วย

 

All Quiet on the Western Front “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” หนังสงคราม Netflix ที่สร้างจากนิยายชื่อเดียวกันของเยอรมัน เป็นมุมมองของทหารหนุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนองอยากไปรบในสงครามโลกครั้ง 1 ก่อนจะไปติดอยู่ในเสี้ยวหนึ่งของความโหดร้ายแบบไร้เหตุผลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ก่อนสงครามจะจบลง
 All Quiet on the Western Front (2022) on IMDb

 

รีวิว All Quiet on the Western Front

หนังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งไม่ค่อยมีทำออกมาบ่อยเท่ากับครั้งที่ 2 แล้วเรื่องนี้ก็เป็นมุมมองของทหารเยอรมันในวัยหนุ่ม ที่ไม่ได้ถูกเกณฑ์ไปรบ แต่อาสาไปรบเองโดยพ่อแม่ก็ไม่ได้ยินยอม พร้อมกับแก๊งเพื่อนซี้หลายคนที่คึกคะนองคิดว่าการไปรบกลับมาได้คือฮีโร่ ก่อนที่จะพบกับน่ากลัวของสงครามของจริง ซึ่งเอาจริงๆ พล็อตโครงเรื่องแบบนี้ไม่ได้ใหม่ แล้วก็แทบจะเป็นสูตรสำเร็จของหนังสงครามเลยก็ได้ที่ตัวละครจากสังคมโลกปกติต้องไปอยู่ท่วมกลางสงครามที่คนฆ่ากันเหมือนนรก โดยแทบจะไม่มีเหตุผลสำคัญอะไรเลย เพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 คือการรุกรานกันเพื่อแย่งชิงดินแดนเป็นหลัก สนองความต้องการของผู้มีอำนาจในตอนนั้น ไม่ใช่สงครามแบบที่มีเหตุผลที่มาลึกซับซ้อนแบบสงครามในปัจจุบัน

ซึ่งตัวบทเองก็คงเหมือนรู้ว่าถ้านำเสนอตรงนี้ไปก็คงไม่ได้แตกต่างมาก ตัวเรื่องจึงรีบเล่าแบบข้ามกระโดดไปเลยจากการรบครั้งแรกที่โผล่มานิดเดียว กลายเป็นเวลาหลังจากนั้น 18 เดือน ตัวเอกในเรื่องกลายเป็นทหารที่ใช้ชีวิตแบบนี้เต็มตัวจนแทบจะชินแล้วก็ได้ แต่ตัวเรื่องก็เหมือนเขียนบทมาไม่ค่อยมีพัฒนาการตามจริงเท่าไหร่ เพราะนิสัยส่วนตัวแนวรักสนุกชอบทำอะไรเสี่ยงๆ ก็ยังคงอยู่ อย่างการไปลอบลักขโมยอาหารของชาวบ้านมากิน การพูดคุยที่เน้นตลกโปกฮากันในกลุ่ม คืออาจจะเข้าใจว่าเป็นการผ่อนคลายเพื่อไม่ให้เครียดจากการพักรบก็ได้ แต่ตัวเรื่องกลับเหมือนฟรีซนิสัยของกลุ่มตัวเอกทั้งหมดไว้แบบตอนแรกที่เข้าร่วมรบ เหมือนแก๊งวัยรุ่นทะโมนคึกคะนองไม่เปลี่ยนไปเลยอยู่ดี แค่มีความมั่นใจในการรบมากขึ้นกว่าฉากแรกที่ทำให้เห็นว่าสงครามน่ากลัวแค่ไหนเท่านั้น แต่บทก็เขียนให้มีการลังเลจะฆ่า หรืออยู่ๆ ก็ใจอ่อนช่วยคนที่ลงมือจะฆ่าไปตะกี้ก็มี เรียกว่าเป็นบทที่ชวนให้สับสนไม่น้อยว่าเรื่องจะสื่ออะไรกันแน่ แม้เราจะได้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์สงครามว่าโหดร้ายก็ตามที

จุดเด่นของตัวเรื่องจริงๆ คงเป็นการเล่าเรื่องความโหดร้ายที่สื่อไปถึงชื่อเรื่องมากกว่า “แนวรบด้านตะวันตกเหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” อันนี้คือคำแปลตรงๆ ก็คือตัวเรื่องกำลังนำเสนอให้เห็นว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นที่ตรงจุดนี้ จุดที่กำลังบุกสู้รบกับฝรั่งเศส เยอรมันเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำบุกเดินหน้าไม่ได้เลย แต่ต้องผลาญชีวิตคนไปนับล้านคน ตามที่ตัวหนังบอกข้อมูลไว้คือ 3 ล้านคนกับจุดนี้จุดเดียว ซึ่งเป็นเสี้ยวหนึ่งของประวคิศาสตร์ที่โหดร้ายมาก โดยเรื่องจะสลับเหตุการณ์ของกลุ่มตัวเอกทหารหนุ่มตัดมาที่ตัวละครนายพลที่คุมกำลังจุดนี้ แล้วก็มีทีมเจรจาหยุดสงครามที่พร้อมจะยอมแพ้อยู่แล้ว แต่นายพลกลับขัดขวางหรือหน่วงเวลาไม่ให้มันเกิดขึ้น จนทหารที่นี่ตายเป็นเบือแบบไม่ได้ประโยชน์ในทางการรบเลยแม้แต่นิดเดียว  (รบอยู่ 3 ปีไม่สามารถคืบหน้าไปไหนได้เลยจากหลุมเพลาะที่ขุดไว้) ซึ่งตัวเรื่องใช้การดำเนินเรื่องเรียบๆ กับบทสนทนาส่วนนี้ที่เหมือนผู้มีอำนาจรับรู้การตายของทหาร แต่ไม่ใส่ใจ เดินหน้าทำสงครามต่อไปจนกระทั่งวินาทีสุดท้าย แล้วก็ลอยตัวอยู่เหนือปัญหากับความรับผิดชอบหลังจบสงครามด้วย เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกสะเทือนใจกับต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ที่เป็นข้อมูลจริงทางประวัติศาสตร์ที่น่าหดหู่จริงๆ

ส่วนฉากสงครามถ้าใครหวังไว้ก็คงต้องบอกว่าในเรื่องมีน้อยมาก มีแค่ฉากต้นเรื่องไม่นานนักกับฉากตอนท้ายกับก่อนจบสั้นๆ ไม่ยาวมาก เป็นฉากสงครามที่สะท้อนการสู้รบในสมัยที่อาวุธต่างๆ ยังไม่ทันสมัยแบบช่วงหลัง ปืนที่ใช้ก็ยังเป็นปืนยาวปลายดาบ ที่ปืนยังต้องเสียเวลาชักขึ้นกระสุนใหม่ทุกครั้ง ระเบิดก็เป็นไปป์บอมบ์ ไม่ใช่ระเบิดลูกเกลี้ยง มีทหารพ่นไฟ การใช้อาวุธเคมีสารพิษในสนามรบกันตรงๆ หรือฉากรถถังบดทับคนเป็นๆ ซึ่งฉากเหล่านี้ก็ยังสร้างเหตุการณ์ระทึกโหดร้ายได้ดีสมจริงอยู่ แต่ระบบเสียงกลับไม่ได้ดีมากเท่าหนังสงครามดังๆ เท่าไหร่ อันนี้เป็นข้อตำหนิที่พบเจอ

สำหรับใครที่หาหนังสงครามสร้างจากเหตุการณ์จริงทางประวัติก็คือยังมีเรื่องราวที่ดีอยู่ แต่ถ้าคนที่อยากดูหนังสงครามเน้นฉากรบราฆ่าฟันก็คงหาวๆ หน่อย เพราะเรื่องเน้นไปที่ช่วงเวลาก่อนสงครามจบ เน้นที่บทสนทนากับชีวิตเรื่อยเปื่อยของทหารตัวเอกในเรื่องที่ไม่ค่อยได้แก่นสารหรือความสนุกอะไรกลับมานักครับ

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!