playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว American Son หนังสะท้อนปัญหาสีผิว ที่ทั้งเรื่องเล่นกัน 4 คนในห้องๆ เดียว!

สรุป

หนังเล่นประเด็นเหยียดสีผิวที่ไม่ได้มีแอ็กชั่นอะไรแม้แต่น้อย แถมเรื่องราววนเวียนอยู่แต่ในห้องๆ เดียว แต่ด้วยบทสนทนาปะทะคารมกับการแสดงของนักแสดงจากละครเวทีก็ทำให้หนังน่าติดตามดูได้จนจบ เพียงแต่ต้องเข้าใจก่อนว่านี่เป็นละครเวทีที่ยกมาถ่ายทำเป็นหนัง โดยที่ยังคงรูปแบบเดิมไว้แทบทั้งหมดเท่านั้น

Overall
7.5/10
7.5/10
Sending
User Review
0 (0 votes)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • บทสนทนาปะทะคารมที่ดุเดือดจนไมเกร็นคนดูขึ้นได้เลย
  • การแสดงเหยียวผิวลึกๆ ที่ไ่ม่รู้ตัวว่าเหยียดแทนตัวตนคนในสังคมอเมริกันได้ดี
  • หนังมองสองด้านให้เหตุผลของสองฝ่ายสูสีกัน

Cons

  • ตัวละครแม่เล่นใหญ่โอเวอร์แอ็กติ้งจนคิดว่าเกินจริงไปสักหน่อย
  • เรื่องราวจบปิดท้ายที่น่าจะมีอะไรต่ออีกสักนิด

American Son อเมริกันซัน หนัง Original Netflix ที่ดัดแปลงมาจากละครเวทีบอร์ดเวย์ชื่อดังของปี 2018 ในชื่อเดียวกัน เรื่องราวเกิดขึ้นจากลูกชายผิวสีวัย 18 ปีหายขาดการติดต่อไม่ได้ คุณแม่ผิวสีจึงไปขอให้ตำรวจช่วย แต่แล้วกลับพบว่าการหายตัวไปของเด็กผิวสีไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรในความคิดตำรวจผิวขาวนัก…

American Son
อเมริกันซัน เวอร์ชั่นละครเวที

นี่เป็นหนังที่ต้องเรียกว่าเสียงแตกอย่างแท้จริงจากผู้ชมที่พอดูจบแล้วอาจจะ “อิน” หรือ “ไม่อิน” ไปกับเรื่องราวของปัญหาผิวสีในอเมริกาที่หนังหยิบมาเล่นในวงจำกัดด้วยการใช้ตัวละครเพียง 4 คน กับ 1 ฉากเดียวแทบจะทั้งหมดอย่างแท้จริง (มีตอนจบภาพไปที่อื่นไม่กี่วินาทีกับฉากเบลอๆ ในจินตนาการอีกนิดหน่อย) ซึ่งการที่หนังเล่นแบบนี้ได้ก็ต้องมาจากบทสนทนาเจ๋งๆ ที่ต้องเอาคนให้อยู่หมัดตลอด 90 นาทีของหนัง (เวลารวมเครดิต) ต้องยกเครดิตให้ว่าทำได้ดีมาตั้งแต่ละครเวทีแล้ว โดยมีการดัดแปลงเพียงนิดหน่อยเท่านั้น อีกทั้งยกทีมนักแสดงจากละครเวทีมาเล่นบทเดิมทั้งหมด ซึ่งนี่น่าจะเป็นแนวทางใหม่ของ Netflix ในการสร้างคอนเทนต์จากสายละครเวทีมาสู่ภาพยนตร์ในพื้นที่ของตัวเองที่มีสิทธิ์เล่าเรื่องได้อิสระกว่า โดยไม่ต้องมากังวลเรื่องยอดรายได้จากตั๋วหนังที่ต้องมาคืนนายทุนอีกที นั่นทำให้หนังเรื่องนี้กล้ายกละครเวทีมาเล่นทั้งเรื่องแบบนี้

 IMDB american son
คะแนนจากผู้ชมในเว็บ IMDB

หนังเล่นกับตัวละครต่างเชื้อชาติ 4 คนที่มีประเด็นสีผิวมาเป็นเมนหลัก ซึ่งแต่ละคนก็จะมีเชื้อชาติต่างกัน แต่แบ่งสีผิวออกเป็น 2 ฝ่าย ผิวดำกับผิวขาว โดยเปิดเรื่องราวขึ้นที่คุณแม่ผิวสีที่เครียดหนักกับการที่ลูกชายหายตัวไปเกิน 24 ชั่วโมง จนระเบิดใส่นายตำรวจผิวขาวหน้าใหม่ที่พึ่งมาประจำสถานีตำรวจในฟลอริดา ที่ใช้เวลาเดินเรื่องถกเถียงกันเกือบครึ่งชั่วโมงในหนัง โดยมีประเด็นที่ว่าคุณแม่ผิวสีรู้สึกว่าตำรวจหนุ่มผิวขาวไม่จริงใจกับการตามหาลูกชายของเธอ ซึ่งบทสนทนาของหนังทำเอาคนดูต้องเครียดไปกับความติสแตกของแม่ผิวสีรายนี้แน่นอน เอาตรงๆ คือกลายเป็นเห็นใจนายตำรวจผิวขาวไปเลยที่ต้องมาทนกับการถูกเหยียดหยามจากคำพูดของอีกฝ่าย ที่เหมือนจะไม่เชื่อว่าเขามีสำนึกของความเป็นตำรวจเลยแม้แต่น้อย…

เรื่องราวต่อมาจากนั้นก็คือการเปิดตัวละครที่ 3 เป็นสามีผิวขาวชาวไอริชที่ตัวเขาเองพึ่งแยกทางกันกับคุณแม่ผิวสีด้วยปัญหานอกใจ ซึ่งช่วงนี้บทคุณตำรวจผู้ถูกกระทำนี่ก็กลายเป็นคนวงนอกไปแล้ว หนังกลับมาโฟกัสที่เรื่องราวชีวิตคู่ของทั้งสองคนที่มีหลายอย่างแตกต่างกันมาแต่แรก แต่ก็แต่งงานอยู่กินกันจนมีลูกชายที่เป็นลูกครึ่งผิวสีอเมริกันอายุพึ่งครบ 18 ปี ซึ่งทั้งพ่อและแม่ทุ่มเทความรักและเลือกเส้นทางชีวิตให้ไว้อย่างสวยงาม โดยพยายามให้เขามีสังคมที่แตกต่างจากคนผิวดำอย่างสิ้นเชิง ทั้งให้เข้าโรงเรียนคนผิวขาวชั้นสูง การให้เรียนหรือเลือกเส้นทางไปสู่อาชีพที่มีเกียรติ ซึ่งอะไรหลายๆ พวกนี้ผู้เป็นพ่อหวังดีต้องการให้ลูกหลุดออกจากปัญหาวังวนของสังคมผิวสีที่มักถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเรื่อง แก๊ง ยาเสพติด อาชญากรรม จนกลายเป็นแค่เห็นผิวดำก็ถูกตัดอนาคตที่ดีไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ความหวังดีนั่นกลับกลายเป็นการทำร้ายทางอ้อม สร้างปมปัญหาเหยียดสีผิวให้ก่อตัวขึ้นในใจลูกชายคนนี้

ช่วงองค์สองของหนังปูเรื่องราวยาวนานกว่าองค์แรกมาก ซึ่งเป็นการถกกันด้วยมุมมองที่แตกต่างของทั้งคู่ โดยที่ทั้งคู่ก็มีเหตุผลหักล้างกันไปมาว่า อะไรทำให้ลูกชายคนดีของพวกเขาเปลี่ยนไปกลายเป็นมั่วสุมคบกับเพื่อนที่มีแนวโน้มก่ออาชญากรรมได้ หนังเอาความจริงสองด้านมาปะทะกัน แต่อยู่บนพื้นฐานของความรักที่มีต่อลูกคนละแบบ รวมถึงปัญหาความรัก SEX กับชีวิตคู่ต่างผิวสีที่ทุกสิ่งเกี่ยวพันกันทั้งหมดกับเรื่องราวการหายตัวไปของลูกชายในครั้งนี้

หนังลากเวลาองค์สองของเรื่องนานมาก ก่อนมาถึงบทสรุปสุดท้ายหนังในองค์สามที่เป็นการเปิดตัวละครที่ 4 นายตำรวจใหญ่ผิวสีต่างเชื้อชาติ (ในเรื่องไม่ได้บอกไว้ แต่น่าจะเม็กซิกัน) ผู้ซึ่งมารับผิดชอบคดีในตอนนี้ที่ดูเหมือนจะยังไม่คืบหน้าเท่าไหร่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ กับการที่ลูกของเธอถูกตำรวจเรียกให้หยุดรถเพื่อตรวจสอบ หนังพาไปพบกับมุมของคนกลางที่อยู่ระหว่าง สีผิว เชื้อชาติ และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งเขาจะเป็นตัวกลางที่ช่วยคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมด แต่หนังให้เวลาในองค์นี้น้อยสุดเพียงสิบกว่านาทีก็จะจบเรื่องแล้ว

อเมริกันซัน
นักแสดง อเมริกันซัน จากละครเวทีมาเป็นหนังเหมือนเดิมทั้ง 4 คน

นี่เป็นหนังที่มองคนละมุมกับความถูกต้องในจิตใจ ถ้าเป็นคนผิวสีหรือผิวขาวในอเมริกาที่มีแนวคิดเอียงไปทางสีผิวของตน ก็คงดูแล้วรู้สึกว่าในมุมของตัวเองถูกทั้งคู่ ไม่มีใครผิดหรือถูกแน่ชัดนัก แต่สำหรับเราเองที่เป็นชาวไทยและอยู่ไกลจากปัญหาการเหยียดผิวที่มีแนวโน้มกลับมารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน คงมองเห็นเรื่องราวนี้ในสายตากลางๆ มีเหตุผลตามแบบนายตำรวจใหญ่ท้ายเรื่องที่แม้ตัวเองก็มีผิวสีดำ แต่ก็เข้าอกเข้าใจว่าปัญหาต่างๆ ไม่ใช่ว่ามีคนผิดหรือถูกแต่ฝ่ายเดียว แต่แค่ต้องยอมรับความจริงลึกๆ ว่าการเหยียดสีผิวเหล่านี้ฝังรากลึกไม่ได้แก้ง่ายๆ แค่ต้องอย่าเอาตัวเข้าไปพัวพันหรืออินจนถึงขั้นดูถูกดูแคลนความคิดอีกฝ่ายจากเรื่องสีผิวเป็นหลัก ซึ่งในหนังจะเห็นว่าผิวขาวก็ถูกคนผิวสีกระทำเช่นกัน แต่อาจจะเพราะเรื่องราวคนผิวดำมีประวัติศาสตร์ถูกเหยียดมากกว่า จนทำให้กลายเป็นความคิดแง่ลบส่งผลกระทบต่อสังคมมากกว่าที่คิด

หนังอาจจะไม่ได้มีแอ็กชั่นอะไรแม้แต่น้อย แถมเรื่องราววนเวียนอยู่แต่ในห้องๆ เดียว กับประเด็นเดียวที่ลากยาวไปพ่วงกับปัญหาสีผิวแทบทั้งหมดในอเมริกา แต่ก็เป็นหนังที่พาให้เราคนนอกได้ฉุกคิดว่า แม้ประเทศที่เรียกว่าเจริญแล้วก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความแตกต่างเหลื่อมล้ำของสังคมได้ แถมยังกลายเป็นเรื่องโกหกฉาบหน้ากันว่าไม่เหยียดสีผิว แต่แท้จริงกลับซ่อนความเหยียดไว้ภายในโดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งแม้ประเทศจะเจริญแค่ไหนก็ไม่อาจจะเปลี่ยนความคิดผู้คนในสังคมที่มีรอยแผลทางประวัติศาสตร์แบบนี้ได้

คลิกรับชมผ่าน Netflix ได้ที่นี่

ตัวอย่างหนังซับไทย American Son อเมริกันซัน

American Son ต้นฉบับละครบอร์ดเวย์

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!