playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว DAHMER ตีแผ่เรื่องจริงทุกแง่มุมของฆาตกรกินเนื้อคนอันโด่งดังของอเมริกา

DAHMER - Monster: The Jeffrey Dahmer Story

Summary

นี่เป็นซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงฆาตกรต่อเนื่องที่อาจจะผิดคาดผิดแนวกับคนที่ตั้งใจมาดูอยู่บ้าง เพราะกลายเป็นแนวบอกเล่าปัญหาสังคมอเมริกาที่คนดำถูกละเลยจนทำให้เกิดความโหดร้ายนี้ขึ้น แต่โดยรวมก็เป็นซีรีส์ที่ทำได้ดี ลงลึกในรายละเอียดของความจริงกับปัญหาที่เกิดขึ้นรอบด้าน กึ่งๆ เป็นเหมือนสารคดีไปด้วยในตัว อาจจะเล่าเนิบๆ เก็บรายละเอียดมากหน่อย มีจำนวนตอนเยอะถึง 10 ตอน  เป็นเรื่องเล่าทั้งของตัวฆาตกรกับเหยื่อและคนที่เกี่ยวข้องแยกตอน แต่ก็มีความน่าสนใจทำให้ติดตามดูได้ไม่น่าเบื่อนัก

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • สร้างจากเรื่องจริงฆาตกรต่อเนื่องกินเนื้อคนที่โด่งดังที่สุดของอเมริกา
  • สะท้อนปัญหาการเพิกเฉยละเลยคนดำของอเมริกา
  • มีความหลอนกับเรื่องราวสยอง
  • ลิมิเต็ดซีรีส์ 10 ตอนจบ
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • เล่าเรื่องเรื่อยๆ เนิบๆ
  • ไม่เน้นที่ความสยองเป็นหลักถ้าคนต้องการมาดูอาจจะผิดหวัง
  • จำนวนตอนเยอะ 10 ตอน บอกเล่าปัญหามากมายจนเรื่องดูไม่กระชับ

DAHMER – Monster: The Jeffrey Dahmer Story ลิมิเต็ดซีรีส์ Netflix  10 ตอนจบ มีพากย์ไทย เรื่องราวของ เจฟฟรี่ย์ ดาห์เมอร์ (รับบทโดยอีวาน ปีเตอร์ส) ฆาตกรต่อเนื่องคร่าชีวิตเหยื่อผู้บริสุทธิ์จำนวน 17 รายอย่างน่าสยดสยองโดยการฆ่าแล้วกินเนื้อพวกเขา ในช่วงตั้งแต่ปี 1978 ถึง 1991  ซีรีส์เรื่องนี้จะตีแผ่อาชญากรรมสุดโหดเหี้ยมเหล่านี้ โดยเน้นเรื่องราวของเหยื่อและชุมชนที่ถูกมองข้าม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเหยียดสีผิวที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และความล้มเหลวของสถาบันตำรวจที่ปล่อยให้ฆาตกรต่อเนื่องชื่อกระฉ่อนที่สุดคนหนึ่งในอเมริกาลงมือก่อเหตุฆาตกรรมไม่หยุดหย่อนได้อย่างลอยนวลตลอดช่วงเวลากว่า 10 ปี

 Dahmer - Monster: The Jeffrey Dahmer Story (2022) on IMDb

รีวิว DAHMER – Monster: The Jeffrey Dahmer Story

ซีรีส์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริงของคดีฆาตกรต่อเนื่องฉายามนุษย์กินคนของอเมริกาที่โด่งดังที่สุด ซึ่งก็เคยมีทำออกมาก่อนหน้านั้นแล้วเป็นสารคดีและเวอร์ชั่นหนัง ซึ่งเน้นที่เรื่องของตัวฆาตกรโดยตรง แต่เรื่องนี้ต่างออกไป เป็นเรื่องราวหลายมุมมองของคดีนี้ จากตัวคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ อย่าง คนเป็นเหยื่อและครอบครัวของเหยื่อ พ่อแม่ เพื่อนบ้าน รวมถึงตัวเจฟฟรีย์ ดาห์เมอร์ จากทั้งก่อนที่จะโดนจับ และหลังโดนจับตัดสินอยู่ในคุก ที่เขากลายเป็นคนดังที่สุดของอเมริกาในช่วงนั้น

เรื่องราวในซีรีส์เริ่มจากตอนที่เขากำลังก่อคดีสุดท้ายก่อนที่จะผิดพลาดและโดนตำรวจจับตัวไว้ได้ เป็นการปูเรื่องราวที่เริ่มจากคำให้การของเขา ซึ่งเป็นฆาตกรที่สารภาพทุกอย่างที่ทำลงไป มีบัตรประชาชนของเหยื่อที่เขาเก็บสะสมไว้ครบ เรื่องราวในคดีนี้จึงไม่ได้มีคนตกหล่นสูญหายไปไหน และเป็นการเริ่มเรื่องย้อนกลับไปยังอดีตตอนเด็ก สำรวจว่าอะไรทำไมเขาจึงกลายมาเป็นฆาตกรได้ ซึ่งตัวอีวาน ปีเตอร์ส เล่นเองทั้งหมดตั้งแต่เด็กมัธยมจนถึงวัยทำงาน (ยกเว้นแค่ตอนประถมที่ใช้นักแสดงเด็กสั้นๆ) ก็อาจจะดูแปลกๆ นิดหน่อยที่นักแสดงโตกว่าวัยเรียนมาก แต่ก็หยวนๆ พอมองข้ามได้ เพราะเรื่องต้องการให้เห็นพัฒนาการชีวิตของเขา ซึ่งรวมๆ คือครอบครัวขาดความอบอุ่น พ่อแม่ไม่อยู่ดูแลลูก จนนำไปสู่การตัดสินใจชีวิตที่ผิดพลาด แล้วก็กลายเป็นจุดเริ่มของการฆาตกรรมจากไม่ตั้งใจ กลายมาเป็นรสนิยมฆ่าเหยื่อแล้วกินที่เขาเองห้ามตัวเองไม่ได้

ในเรื่องนี้ไม่ได้ถ่ายทอดรายละเอียดความโหดร้ายของคดีอย่างเดียว แต่แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วดาห์เมอร์เองก็ไม่ใช่ฆาตกรโรคจิตแบบรายอื่นๆ ที่มักเป็นเดือดแค้นเมื่อถูกจับ หรือมีความสุขกับการเล่าเรื่องต่างๆ แต่ตรงกันข้ามเลยเขาเป็นคนเรียบร้อย ให้ความร่วมมือกับตำรวจทุกอย่าง มีความรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป ไม่สู้คดีว่าตัวเองวิกลจริตแม้ทนายจะอยากให้ทำ สิ่งที่ซีรีส์ให้เห็นแทบจะเป็นการฟอกตัวให้ผู้ชมรู้สึกแอบเห็นใจเขาอยู่บ้าง ซึ่งถือว่าประหลาด แต่ซีรีส์ก็ซื่อตรงต่อเรื่องราวจริงที่เกิดขึ้นครับ  และตัวอีวานเองก็เล่นได้อย่างน่าเห็นใจตามเรื่องที่เกิดขึ้นจริงนี้ด้วย ดูแล้วรู้สึกสงสารเขามากกว่า  เพราะจุดจบของดาห์เมอร์เองในคุกก็ไม่สวยนัก แม้เขาจะพยายามใช้ชีวิตตามอัตภาพให้ดีที่สุดในช่วงนี้แล้วก็ตาม

ตัวซีรีส์ยังมีตัวละครสำคัญอีกคนที่บอกเล่าคู่กันไปตลอดเรื่อง เกลนเกล็นด้า คลีฟแลนด์ เพื่อนบ้านผิวดำห้องติดกันที่ต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ซึ่งเธอโทรแจ้งถึงความผิดปกติต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่กลิ่นเหม็นอย่างแรงโชยผ่านช่องลม เสียงร้องขอความช่วยเหลือ กระทั่งเจอกับเหยื่อเด็กอายุ 14 ชาวลาวที่หนีออกจากห้องของดาห์เมอร์แล้วมาหมดสติหน้าที่พัก เธอพยายามบอกตำรวจให้เอาเด็กไปที่อื่น แต่ตำรวจกลับเชื่อดาห์เมอร์ว่าเป็นแฟนโฮโมของเขา และก็ทำให้เด็กคนนี้เป็นเหยื่อที่อายุน้อยสุดของดาห์เมอร์ ซึ่งกลายเป็นจุดสำคัญของเรื่องราวปัญหาความยุติธรรมในอเมริกาที่เกิดขึ้นกับคนดำที่ถูกละเลยให้ความสนใจ ทั้งการเป็นเหยื่อหรือแจ้งเรื่องราวต่างๆ ก็ถูกละเลยไปซะหมด ซึ่งนี่คือจุดที่ซีรีส์เรื่องนี้ต้องการตีแผ่มากที่สุด เป็นสาเหตุจริงๆ ที่ทำให้ดาห์เมอร์ก่อคดีต่อเนื่องได้เยอะถึง 17 ราย ตัวเกลนเองนอกจากจะเป็นเรื่องราวแทรกตั้งแต่ช่วงดาห์เมอร์ยังไม่ถูกจับก็มีต่อเป็นตอนแยกเดี่ยว ไปจนถึงตอนสุดท้ายของซีรีส์เลยที่เธอพยายามก่อตั้งอนุสาวรีย์เหยื่อเพื่อให้ผู้คนรำลึกจดจำได้ถึงปัญหาคนดำถูกเพิกเฉยที่เกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบทางจิตใจที่ติดตัวเธอไปตลอดชีวิต

นอกจากนั้นแล้วซีรีส์ก็ยังเน้นเรื่องพ่อของดาห์เมอร์ที่มีส่วนสำคัญให้เกิดเรื่องราวนี้ขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ ตัวเรื่องทำให้เห็นว่าเขาเองก็เป็นปัญหาหนึ่งของเรื่องเมื่อทำแต่งาน มีเมียน้อยจนบ้านแตก และเมื่อรับรู้ว่าลูกชายกลายเป็นฆาตกรแล้ว เขาก็เองก็พยายามหาสาเหตุไปต่างๆ นาๆ จนสุดท้ายก็เขียนหนังสือจากมุมมองของเขาเอง ที่ตั้งใจถ่ายทอดให้พ่อแม่คนอื่นเห็นสัญญาณผิดปกติเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นอีก แต่ก็กลายเป็นโดนหาว่าหากินกับเหยื่อในเรื่องราวที่เกิดขึ้นจนหนังสือก็ขายไม่ดี และยังโดนตัดกำไรกลับไปให้เหยื่อที่รวมตัวกันฟ้องร้องปิดทางทำกำไรจากเรื่องนี้ไว้ด้วย

นอกจากนี้ก็มีตอนแยกของเหยื่อสำคัญๆ อย่างคนแรกที่ดาห์เมอร์ลงมือฆ่าอย่างไม่ตั้งใจ เรียกว่าคนโบกรถ ซึ่งเกิดในสมัยเขาเป็นเด็ก ก่อนที่จะข้ามไปหลายปีเกิดกับคนอื่นต่อมา ซึ่งมีคดีที่ทำให้เขาต้องโทษคุมความประพฤติ 1 ปีกับคดีวางยาลวนลามหนุ่มคนหนึ่งที่ผิดพลาดหนีไปได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยตอกย้ำว่าปัญหาเริ่มตั้งแต่ตอนนั้นแล้วแม้เขามีความผิดติดตัว แต่ตำรวจที่รับเรื่องจากเกลนเพื่อนบ้านที่แจ้งมาก็ไม่ตรวจสอบเขาเลย เพราะเป็นชายผิวขาวที่เหมือนอภิสิทธิ์ชนของอเมริกา แม้กระทั่งตำรวจที่ละเลยเพิกเฉยเหล่านี้ก็ลอยนวลแทบไม่ได้รับโทษจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตามไปด้วย 

ในตอนแยกของเหยื่อยังมีตอนที่น่าสนใจในตอน 6 เป็นเหยื่อหนุ่มผิวดำที่เป็นใบ้ ชื่อตอน Silenced ที่แสดงให้เห็นแง่มุมว่าจริงๆ แล้วดาห์เมอร์ฆ่าเหยื่อและกินทำไม เป็นตอนที่เหยื่อที่ชื่อโทนี่เป็นหนุ่มหล่อนายแบบผิวดำที่นิสัยดี มอบความรักให้แก่ดาห์เมอร์อย่างจริงใจ ตัวดาห์เมอร์เองก็ยับยั้งชั่งใจไม่ฆ่าเขาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ทนความรู้สึกว่าจะสูญเสียเขาไปไม่ได้ การฆ่าเหยื่อแล้วกินลงไปนอกจากกระตุ้นอารมณ์ทางเพศแล้ว อีกนับหนึ่งก็เหมือนการเก็บเขาไว้กับตัวตลอดไป ซึ่งเหยื่อรายแรกที่ดาห์เมอร์ฆ่าก็เช่นกัน เขาป่นกระดูกแล้วโรยฝังไว้รอบๆ บ้าน เพื่อให้รู้สึกว่าเขายังอยู่ใกล้ๆ เสมอ

ด้วยความที่เรื่องราวหลากหลาย ตัวเรื่องจึงไม่ได้เป็นแนวที่เน้นความสยองของคดีอย่างเดียว ไม่ได้มีฉากฆ่าให้เห็นชัดเจนนัก (ตัวดาห์เมอร์จะวางยาเหยื่อก่อนเพื่อฆ่าแบบสงบๆ) แต่อารมณ์ในความสยองก็มีหลายฉากที่ทำได้ดี อย่างฉากที่ดาห์เมอร์เอาแซนวิสเนื้อคนที่เขาทำเองให้เกลนเพื่อนบ้าน แล้วพยายามหลอกล่อให้เธอทาน ซึ่งดูหลอนมากกับบทสนทนาที่เกิดขึ้นของทั้งคู่

จุดด้อยหรือปัญหาของเรื่องก็มาจากความหลากหลายที่ว่านี้ด้วยเช่นกัน เพราะซีรีส์พยายามบอกเล่าหลายมุมมองแบบละเอียดมาก จนทำให้มีตัวละครในเรื่องเยอะหลายตัวแทรกในเรื่องราว และยังมีตอนแยกเดี่ยวๆ เพิ่มอีก จำนวนตอนจึงมากถึง 10 ตอน และเรื่องราวที่เล่าก็ยังเรื่อยๆ เก็บรายละเอียไว้มากจนดูมีน้ำเยอะไปหน่อยไม่คั้นเอาเนื้อล้วนๆ มาเล่า ซึ่งก็าอจจะน่าเบื่อสำหรับคนที่อยากมาดูเรื่องนี้เพื่อหาความสยอง แต่กลับต้องมาเจอเรื่องดราม่ายืดยาวกับปัญหาสังคมในหลายๆ ด้านที่เป็นเจตนาจริงๆ ของเรื่องนี้ครับ

 

นี่เป็นซีรีส์สร้างจากเรื่องจริงฆาตกรต่อเนื่องที่อาจจะผิดคาดผิดแนวกับคนที่ตั้งใจมาดูอยู่บ้าง แต่โดยรวมก็เป็นซีรีส์ที่ทำได้ดี ลงลึกในรายละเอียดของความจริงกับปัญหาที่เกิดขึ้นรอบด้านครับ กึ่งๆ เป็นเหมือนสารคดีไปด้วยในตัว อาจจะเล่าเนิบๆ เก็บรายละเอียดมากหน่อย แต่ก็มีความน่าสนใจทำให้ติดตามดูได้ไม่น่าเบื่อนัก 

 

 

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

Metal Lords หนัง Coming Of Age ผ่านเฮวี่เมทัล ผสานปมแปลกแยกวัยรุ่นที่ดีต่อใจมาก