playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว Inside Man ฮันนิบาลเล็คเตอร์+เชอร์ล็อคโฮล์มที่ดูเว่อร์เกินจริง (ไม่สปอยล์)

Inside Man

Summary

มินิซีรีส์ที่พยายามสร้างตัวเอกหลักให้เป็นนักสืบอัจฉริยะที่ต้องโทษประหาร เป็นเหมือนส่วนผสมของฮันนิบาลเล็คเตอร์กับเชอร์ล็อคโฮล์ม ที่สามารถไขคดีได้เพียงแค่รับรู้ข้อมูลนิดหน่อยก็เล่าเรื่องได้เป็นฉากๆ พร้อมกับตัดสลับไปเล่าเรื่องคดีหลักที่นอกคุกที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ก็กลายเป็นเรื่องราวร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาของเรื่องนี้หลักๆ คือความเว่อร์ของเรื่องราวหลายอย่างที่มีจุดไม่สมเหตุผลบานตะไท ความคิดการกระทำของตัวละครก็ดูเว่อร์เกินจริง จนยากจะคล้อยตามเรื่องได้ แต่ถ้าผู้ชมที่ไม่สนใจจุดนี้เลย ก็สามารถดูสนุกกับเรื่องราวที่สั้นๆ แล้วไปไวแค่ 4 ตอนจบ แต่ตัวเรื่องตั้งใจทำซีซั่นนี้เป็นแค่การเปิดตัวละครหลักของเรื่องเท่านั้น ยังมีปริศนาทิ้งค้างมากมายเพื่อไปต่อซีซั่น 2 ครับ

Overall
6/10
6/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • นักสืบอัจฉริยะที่ต้องโทษประหาร
  • มินิซีรีส์ 4 ตอนสั้นๆ
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ความเว่อร์แบบไม่สมเหตุผลของตัวละครใเนเรื่องเยอะมาก
  • บทพูดของตัวเอกกริฟฟ์ดูโอ้อวดย้ำๆ จนน่ารำคาญ
  • บทพยายามบิดเรื่องราวให้เป็นไปตามหลักการที่วางไว้จนดูเกินจริง

 

Inside Man มินิซีรีส์ Netflix อังกฤษ 4 ตอนจบซีซั่น 1 จากทีมงาน BBC ผู้สร้าง Dracula เรื่องราวของเบ็ธ นักข่าวอาชญากรรมที่ได้ไปสัมภาษณ์ กรีฟฟ์ นักโทษรอประหารชีวิต ที่มีอดีตเป็นด็อกเตอร์อาชญากรรมวิทยา ซึ่งเขามีความสามารถไขคดีต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อจากการรับรู้แค่ข้อมูลคร่าวๆ เท่านั้น
 Inside Man (2022) on IMDb

 

รีวิว Inside Man (ไม่มีสปอยล์)

ซีรีส์ที่มีเพียง 4 ตอนสั้นตามสไตล์งานของทีม BBC แบบผลงานก่อนๆ ก็เช่นกัน แล้วก็มักจบในซีซั่นเลย แต่กับเรื่องนี้เหมือนผู้สร้างวางแผนให้ซีซั่นนี้เป็นแค่การเปิดตัวละครหลัก กรีฟฟ์ เท่านั้น เพราะตัวเรื่องแทบจะไม่ให้เรารู้ที่มาที่ไปของตัวละครนี้เลย นอกจากรู้แค่ว่าเขาฆ่าภรรยา แล้วก็มารับโทษในคุกรอวันประหาร ซึ่งเขาก็เต็มใจรับโทษนั้นด้วย แต่ระหว่างนี้ก็ใช้เวลารับงานอดิเรกจากผู้คุมเรือนจำ ที่พาผู้คนหลากหลายมาเล่าเรื่องของคดีที่ปิดไม่ลงเพื่อให้เขาวิเคราะห์แล้วก็ไขปริศนาแบบฟรีๆ ทำตัวเหมือนเป็นการไถ่บาป แต่ก็ไม่ใช่แบบนั้น เพราะเขามีเงื่อนไขการรับงาน แล้วก็ไม่ได้เฉลยข้อมูลให้ตรงๆ แต่พยายามให้คนคิดตามทฤษฎีที่เขาคิดว่าน่าจะเป็น จากการที่ได้ฟังแค่ข้อมุลคร่าวๆ ในเวลาสั้นเพียงนิดเดียวเท่านั้น โดยมีคู่หูเป็นนักโทษรอประหารอีกคนที่มีความทรงจำเป็นภาพถ่ายคอยฟังเรื่องราวทั้งหมด เหมือนเป็นเลขาจดบันทึกให้กรีฟฟ์อีกที 

ผู้สร้างออกแบบคาแรกเตอร์ตัวละครกรีฟฟ์เหมือนเป็น ฮันนิบาลเล็คเตอร์ผสมเชอร์ล็อคโฮล์ม แต่เพิ่มความขี้เล่นกับการท้าทายให้เจ้าของเคสเล่นเกมทายปริศนาไขคดีไปตามเขา ซึ่งตัวเรื่องทำออกมาแบบเว่อร์มาก ยิ่งกว่าเชอร์ล็อคโฮล์มอีก เพราะเพียงแค่ฟังข้อมูลสั้นๆ ไม่กี่นาทีกรีฟฟ์ก็สามารถไขคดีได้ทันที จนที่เหลือก็เป็นแค่ฉากอวดความสามารถของเขาแบบที่ไม่มีใครในเรื่องคิดตามทันสักคน หรือแม้แต่ผู้ชมก็ด้วย เพราะตัวเรื่องไม่ได้เน้นให้คิดตาม แต่เป็นการเฉลยแบบจับโยงข้อมูลที่ผู้เขียนบทวางไว้อยู่แล้วให้มาเข้าทางสิ่งที่กรีฟฟ์คิดทุกอย่าง แบบทุกอย่างลงล็อคเหมาะเจาะไปหมด แต่ความเว่อร์นี้กลับทำให้เรื่องดูไม่ค่อยน่าเชื่อ มีพล็อตโฮลแบบหลุดมาง่ายๆ ซึ่งถ้าใครเป็นสายแนวสืบสวนก็คงรู้สึกรำคาญกับบทพูดที่พยายามโอ้อวดของกริฟฟ์ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องแบบที่ค่อยๆ ทำให้คนดูคิดตามได้เลย แต่ถ้าคนที่ดูแบบชิลๆ มองข้ามพวกนี้ไปก็คงพอสนุกกับความเว่อร์ของตัวเอกในเรื่องนี้ได้ ซึ่งตัวกริฟฟ์ในซีซั่นนี้แค่มาโชว์ความสามารถไขคดีหลักในเรื่อง ก่อนที่จะค่อยๆ แง้มว่าตัวละครนี้ยังมีความลับอีกมากทิ้งไว้ให้ไปต่อกันที่ซีซั่น 2 ครับ

ตัวเรื่องหลักนอกจากการโชว์สกิลของกริฟฟ์แล้ว ตัวเรื่องจะตัดสลับฉากกลับมาที่คดีหลักที่เหมือนไม่มีอะไรในจุดเริ่ม จากความเข้าใจผิดเล็กๆ ที่ขยายไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นคดีร้ายแรง ซึ่งคดีในเรื่องนี้ถูกทำขึ้นมาเพื่อพยายามบิดให้เรื่องราวที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ว่าคนธรรมดาจะกลายมาเป็นฆาตกรได้ไง แต่กริฟฟ์กลับเชื่อว่าทุกคนเป็นฆาตกรได้ ขอเพียงแค่เจอวันแย่ๆ กับความผิดพลาดแค่นั้น ซึ่งตัวคดีนี้เองก็เหมือนเป็นการพิสูจน์หลักการของกริฟฟ์ จากบางหลวงเคร่งมีศีลธรมกลายมาเป็นฆาตกรได้ยังไง ตัวเรื่องพยายามอย่างมากที่จะให้บาทหลวงเจอแต่เรื่องซวยๆ ไม่เป็นใจ แล้วก็ลามไปถึงครอบครัวของเขาที่กลายมาเป็นฆาตกรได้ทั้งหมดอย่างไม่น่าเชื่อ ทุกตัวละครในเส้นเรื่องนี้พยายามโชว์ความฉลาดแบบไม่เข้าท่าแล้วก็พาให้เรื่องแย่ลงเรื่อยๆ และก็เหมือนกับเส้นเรื่องของกริฟฟ์คือทุกอย่างในเส้นเรื่องนี้ก็เว่อร์เกินจริงไปมาก มีจุดไม่สมเหตุผลบานตะไทเพราะความพยายามจะบิดให้เรื่องราวเป็นไปตามหลักการของกริฟฟ์แบบทื่อๆ ไม่เมคเซนส์มากถึงมากที่สุด

 

ตัวเรื่องดูสนุกได้ถ้าผู้ชมสามารถละทิ้งความคิดจับผิดจุดไม่สมเหตุผลต่างๆ ในเรื่อง แต่ถ้าใครไม่สามารถละทิ้งสิ่งที่เห็นอยู่เต็มเรื่องนี้ก็คงไม่สนุกไปเลย เหมือนฝืนดูแนวสืบสวนที่บทไม่ดีพอ แต่พยายามอวดเก่งเกินจริง จนกลายเป็นความน่ารำคาญตลอดเรื่องครับ

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!