playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว Stranger Things 4 การกลับมาจุดเริ่มเฉลยเรื่องราวแบบอลังการงานสร้างมาก (ไม่มีสปอยล์ อัพเดท Part 2)

Summary

ถือว่าเป็นภาคที่ทำออกมาไม่ผิดหวังเลย แล้วก็ดูดีอลังการงานสร้างมาก ถึงช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกต่ออารมณ์จากภาคเก่าไม่ติดบ้างเพราะความที่ฉายห่างกันเกือบ 3 ปี มีการปูความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับการเติบโตของนักแสดงเด็กที่ผิดลุคจากในความทรงจำ แต่พอเรื่องเริ่มเข้าที่สักพักหลังผ่านตอนแรกไป นี่คือความบันเทิงสยองขวัญด้วยอารมณ์ย้อนยุคโอลด์สคูลอันเป็นเสน่ห์ของ Stranger Things เรื่องเดียวจริงๆ ที่ทำออกมาในตอนนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก 

อัพเดทพาร์ท 2

เรื่องราวยังเยี่ยมยอดอยู่  มีความอลังการงานสร้างจัดเต็มตลอดความยาวของพาร์ทที่เหลือ แต่เส้นเรื่องรัสเซียกลายเป็นดูฝืนยัดมาให้มีบทบู๊มากสุด แต่ก็มีความไม่สมเหตุผลหลายอย่างตามมาเช่นกัน โดยรวมยังจบได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมอารมณ์เศร้าหดหู่เพื่อไปต่อยังซีซั่นหน้าภาคจบที่เรื่องราวจะใหญ่โตกว่านี้อีกมากหลายเท่า

Overall
8.5/10
8.5/10
Sending
User Review
5 (2 votes)

Pros

  •  เชื่อมต่อเรื่องราวย้อนกลับไปจุดกำเนิดของทุกอย่างได้ดีมาก
  • หลายเส้นเรื่อง แต่ให้ความสำคัญได้ดีเชื่อมถึงกันหมด
  • มีโลเกชั่นใหม่ต่างเมืองไปจนถึงรัสเซีย
  • ยังคงเสน่ห์เรโทรโอลด์สคูลที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวได้ดี
  • ฉากโหดสยองมากกว่าภาคอื่น
  • ทุนสร้างสูงกว่าทุกภาค

Cons

  • นักแสดงเด็กโตขึ้นกว่าภาคก่อนมากจนดูขัดๆ อยู่บ้าง
  • ช่วงตอนแรกปูดราม่าเชื่อมต่อเรื่องราวเยอะจนดูอืดๆ
  • เส้นเรื่องรัสเซียมีพล็อตโฮลกับขาดเหตุผลที่ดีพอหลายจุด
  • บทไมค์ตัวเอกเจือจางจนแทบไม่มีความสำคัญกับเรื่อง

Stranger Things 4 ซีซั่นก่อนจบเรื่องราวในซีซั่น 5 เป็นภาคที่กลับมายังจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด ซึ่งทาง Netflix ทุ่มทุนสร้าง 270 ล้านเหรียญมากสุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว และก็ตอบสนองแฟนๆ ได้อย่างเต็มอิ่มจุใจมาก แม้ว่าจะถูกแบ่งเป็น 2 พาร์ท โดยซีซั่นนี้มีทั้งหมด 9 ตอนแบ่งเป็น 2 พาร์ท 7 ตอนแรกกับ 2 ตอนสุดท้ายที่จะฉายตามมาในวันที่ 1 กรกกฎาคม ซึ่งก็เป็นแผนการตลาดยืดเวลาให้ผู้ชมติดตามดูกัน แล้วก็กันคนดูสมัครมาเพื่อดูแค่เรื่องนี้แล้วไม่ต่ออายุ ซึ่งจริงๆ พอดูจบแล้วรู้สึกว่าเป็นแผนที่ไม่เวิร์คเลยสำหรับผู้ชมที่เป็นสมาชิกประจำอยู่แล้ว จากที่ต้องจบเคลียร์อะไรให้ลงตัวกลายเป็นต้องมารอติ่ง 2 ตอนสุดท้ายอีกเดือนกว่า เพราะแผนการตลาดล้วนๆ ไม่ใช่เกิดจากการแบ่งพาร์ทงานสร้างของเรื่องจริงๆ

ตัวอย่าง Stranger Things 4

รีวิว Stranger Things 4 (ไม่มีสปอยล์เนื้อหาสำคัญ)

ช่วงเวลาในเรื่องต่อเนื่องกันเป็นปีต่อมาจากภาคที่แล้ว เป็นเรื่องราวปีต่อปี แต่การถ่ายทำใช้เวลาไปเกือบ 3 ปี (ซีซั่นสามฉาย 4 กรกฎาคม 2019) ทำให้นักแสดงที่รับบทโตขึ้นกว่าเดิมมาก จนเริ่มรู้สึกช่วงอายุขัดกับบทกับเวลาในเรื่องที่วางไว้เอาไว้พอสมควร อย่างไมค์ วิล ลูคัส จะเห็นการเติบโตได้ชัด แต่ประเด็นนี้แฟนๆ ซีรีส์เรื่องนี้ก็คงมองข้ามได้ไม่ยาก เพราะมันเป็นปัญหาสำคัญของซีรีส์เด็กที่รู้กันมาตั้งแต่ต้นแล้ว นั่นทำให้เรื่องนี้ก็ต้องรีบจบ ซึ่งทางเน็ตฟลิกซ์กับผู้สร้างก็ยืนยันชัดเจนแล้วว่าจบที่ซีซั่น 5 โดยถ่ายต่อเนื่องจากซีซั่น 4 ที่ฉายตอนนี้เลย (แต่ก็ประกาศแล้วว่ามีสปินออฟหลังจบ SS5 แบบ Money Heist อีก)

เนื้อเรื่องภาคนี้จะย้อนกลับไปยังจุดกำเนิดของห้องทดลองผู้สร้างแอล ที่มาของโลกกลับด้าน บอสมาจากไหนยังไง ในพาร์ทแรกนี่คือการเฉลยเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด โดยเส้นเรื่องแบ่งออกเป็นกลุ่มทีมคล้ายภาคที่แล้ว แต่มีหลายโลเกชั่นมากกว่าเดิม โดยมีกลุ่มของดัสติน ลูคัส สตีฟ แม็กซ์ แนนซี่ โรบิน เอริก้า ที่ยังอยู่ในเมืองฮอว์กินส์มาเป็นตัวเส้นเรื่องหลักใหญ่สุด ตามมาด้วยกลุ่มของแอล วิล ไมค์ โจนาธาน ที่ย้ายไปเรียนที่แคลิฟอร์เนีย และกลุ่มของ จอย เมอร์เรย์ ที่ตามไปช่วยฮอปเปอร์ที่รัสเซีย

ซึ่งตัวกลุ่มหลักจะเริ่มจากการตายของนักเรียนในเมืองแบบปริศนาและสยดสยองมาก กลายเป็นคดีฆาตกรต่อเนื่องที่เพื่อนของดัสตินตกเป็นผู้ต้องสงสัยของตำรวจและกำลังหลบหนี ทำให้พวกดัสตินต้องเข้ามาสืบเรื่องราวนี้เพื่อไขปริศนาว่าตัวการที่อยู่เบื้องหลังคราวนี้คือใคร ซึ่งในภาคนี้ก็ยังอิงกับเกมดันเจียนแอนด์ดรากอนเหมือนเดิม โดยตัวร้ายถูกเรียกว่า เว็คนา และก็ดูเหมือนจะเป็นระดับบอสใหญ่จริงๆ ของเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจุดเด่นของภาคนี้ที่เห็นชัดมากคือฉากสยองในภาคนี้เยอะและสยองจริงกว่าภาคก่อนๆ มาก ทั้งรูปร่างของบอสในภาคนี้ที่ออกแบบมาได้แหวะๆ น่ากลัวดี ผสมกับความสามารถแบบเฟรดดี้ครูเกอร์ แต่ฆ่าคนได้แม้ไม่นอนหลับ เป็นการลากเอาจิตเข้าไปอยู่ในโลกกลับด้านแล้วฆ่าจากในนั้น ซึ่งทำให้ร่างปกติก็ตายไปด้วย และก็ตายในลักษณะแขนขาบิดเบี้ยวตาถลน ตายโหดสุดๆ กว่าทุกภาคที่ผ่านมาเลย ซึ่งเส้นเรื่องนี้จะเทน้ำหนักไปที่แม็กซ์ที่กลายมาเป็นเหยื่อเป้าหมายของเจ้าตัวนี้ โดยมีเรื่องความรักถ่านไฟเก่า+รักสามเส้านิดๆ  ติดตลกหน่อยๆ ของสตีฟ แนนซี่ โรบิน ที่ความรักยังไม่ลงตัวกันสักคน รวมถึงบทของลูคัสที่พยายามรีเทิร์นความรักกับแม็กซ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งบทก็ผูกเรื่องราวความสัมพันธ์และการผจญภัยของกลุ่มนี้ได้ดีมาก เป็นเส้นเรื่องหลักที่น่าติดตามที่สุดตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่ต้องมีพลังพิเศษของแอลมาช่วย แต่ก็มีฉากอลังการงานสร้างเยอะมากแบบจัดเต็มสุดๆ กับการลุยโลกกลับด้าน (มีรายงานว่างบสร้างตก 30 ล้านเหรียญต่อตอนซึ่งมากสุดที่เคยมีมาในซีรีส์)  แล้วก็เป็นตัวเฉลยเรื่องหลักของตัวร้ายกับโลกกลับด้านนี้ด้วย (โดยมีเส้นเรื่องของแอลมาเสริมเชื่อมต่อกันตอนท้าย)

ส่วนของแอล วิล ไมค์ โจนาธานจะเป็นเส้นเรื่องที่เริ่มที่แคลิฟอร์เนียกับปัญหาโดนบูลลี่ในวัยเรียนของแอล ก่อนแตกออกเป็นสองกลุ่มในเวลาต่อคือ แอลที่หมดพลังไปแล้วจะกลับไปค้นหาความลับของตัวเองจากพ่อผู้สร้างและห้องทดลองต้นกำเนิดพลังของเธอ ซึ่งเป็นเส้นเรื่องหลักที่ให้เวลากับความสำคัญมากกว่าของคนที่เหลือ โดยเรื่องโยงประเด็นการที่แอลถูกบูลลี่ในโรงเรียนใหม่ เข้ากับความรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น จนทำให้แอลหมดความมั่นใจในการเข้าสังคมกับใคร แม้แต่กับไมค์ก็ยังโกหกว่าเข้ากับเพื่อนใหม่ในโรงเรียนได้ดีจนต้องมาทะเลาะกันภายหลังเมื่อเขาทราบความจริง กลายเป็นปมความรักของทั้งคู่ที่เติบโตขึ้นตามวัยของเรื่องราว ซึ่งสอดคล้องกันดีมากกับธีมของเรื่องราวที่แอลต้องกลับไปค้นหาปมในอดีตของตัวเองเพื่อจะก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ ซึ่งผู้ชมก็จะได้เห็นเรื่องราวความเป็นมาจริงๆ ของแอลกับตัวละครเก่าอย่าง ด็อกเตอร์มาติน ที่เป็นพ่อของเด็กทดลองในเรื่อง และมีตัวละครใหม่เป็นพี่เลี้ยงของแอลในห้องทดลองนั้น เส้นเรื่องนี้จะวนเวียนติดในห้องทดลองและมีปริศนาหลายอย่างแบบดูแล้วงงนิดๆ ว่าเรื่องกำลังจะดำเนินไปแบบไหนกันแน่ เพราะเนื้อเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นในโลกจริง แต่เป็นโลกในจิตใจของแอลแทบทั้งหมด แต่สุดท้ายความลับทั้งหมดจะถูกเฉลยและเชื่อมกลับไปยังเส้นเรื่องของกลุ่มหลักที่เมืองฮอว์กินส์ได้อย่างฉลาดมาก เป็นเซอร์ไพรส์ปิดท้ายของพาร์ทแรกที่ทำให้ผู้ชมต้องฮือฮาแน่นอน

ส่วนแตกย่อยของเส้นเรื่อง วิล ไมค์ โจนาธาน จะเป็นการหาทางไปช่วยแอลอีกที ซึ่งก็ไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก โดยเป็นแนวแอ็กชั่นที่มีสายลับของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้อง จากนั้นก็นำพาให้กลุ่มนี้ไปหาแฟนทางไกลของดัสตินที่เปิดตัวมาในภาคที่แล้ว ซึ่งน้องก็โตขึ้นมาก เป็นการผูกให้ตัวละครเก่าได้มีบทบาทในภาคนี้ทั้งหมด แม้จะไม่ได้อยู่ที่เมืองหลัก ซึ่งทำได้ดีทีเดียว แต่ก็มีบทบาทแค่ช่วงสั้นๆ ของเรื่องเท่านั้นครับ

 เส้นเรื่องสุดท้ายคือที่รัสเซีย ซึ่งเรื่องจะแยกให้จอยซ์ตามไปช่วยฮอปเปอร์ที่ติดคุกรัสเซียอยู่จากการข้ามประตูมิติในภาคก่อน ซึ่งเส้นเรื่องนี้ความน่าสนใจจะไปอยู่ที่การปรากฎตัวของปีศาจในภาคแรก เดโมกอร์กอน เป็นการนำกลับมาใช้ใหม่อย่างชาญฉลาด ตรงกับธีมเรื่องในภาคนี้ที่เป็นธีมการกลับไปหาจุดเริ่มต้นเรื่องราวได้ดีเลย แต่กว่าเจ้านี่จะปรากฎตัวก็ตอนท้ายสุด ซึ่งการออกมาก็ไม่ผิดหวัง เป็นการนำความน่ากลัวสยดสยองของภาคแรกกลับมา โดยฉากโหดของมันถูกอัพเกรดให้โหดขึ้นไปอีกกลายเป็นอสูรร้ายที่ว่องไวฆ่าคนได้ต่อเนื่องในเวลาสั้นๆ ซึ่งดูแล้วโหดกว่าพวกปีศาจที่ปรากฎมาภาคอื่นๆ ด้วยซ้ำ ซึ่งแฟนของฮอปเปอร์ก็จะได้เห็นความเทพถึกและฉลาดของเขาครบ แม้จะอยู่ในสภาพนักโทษที่ดูเพลี่ยงพล้ำมาก และตัวเรื่องยังได้มีโอกาสเล่าย้อนไปสั้นๆ ถึงปมครอบครัวในอดีตของฮอปเปอร์ที่เกี่ยวกับตราบาปในประวัติสงครามเวียดนามของอเมริกาอีกด้วยครับ ส่วนจอยซ์กับเมอร์เรย์เป็นเส้นเรื่องรองแนวติดตลกกับความบ๊องๆ ของเมอร์เรย์ และการข้ามอเมริกามารัสเซียผ่านทางพ่อค้าของเถื่อนเพื่อมาเจอกับฮอปเปอร์เท่านั้นครับ ไม่ได้มีบทบาทอะไรมากกับเรื่องหลัก

ถือว่าเป็นภาคที่ทำออกมาไม่ผิดหวังเลย แล้วก็ดูดีอลังการงานสร้างมาก ถึงช่วงแรกๆ อาจจะรู้สึกต่ออารมณ์จากภาคเก่าไม่ติดบ้างเพราะความที่ฉายห่างกันเกือบ 3 ปี มีการปูความสัมพันธ์ใหม่ๆ กับการเติบโตของนักแสดงเด็กที่ผิดลุคจากในความทรงจำ แต่พอเรื่องเริ่มเข้าที่สักพักหลังผ่านตอนแรกไป นี่คือความบันเทิงสยองขวัญด้วยอารมณ์ย้อนยุคโอลด์สคูลอันเป็นเสน่ห์ของ Stranger Things เรื่องเดียวจริงๆ ที่ทำออกมาในตอนนี้ได้อย่างน่าประทับใจมาก ที่เหลือก็รอดูพาร์ท 2 ว่าจะจบได้ลงตัวหรือไม่เท่านั้น แต่ก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผู้สร้างน่าจะมีดีพอจากการปูเชื่อมต่อเรื่องราวในภาคนี้กลับไปยังต้นกำเนิดได้อย่างยอดเยี่ยมจริงๆ ครับ

 


รีวิว Stranger Things 4 PART 2 (มีสปอยล์บางส่วน ไม่ได้สปอยล์ใครตาย)

รีวิว Stranger Things 4 PART 2
รีวิว Stranger Things 4 PART 2

สองตอนสุดท้ายที่ Netflix ขยักไว้เพื่อยืดเวลาการดูของสมาชิกล้วนๆ แต่ก็ทดแทนมาด้วยความยาวรวม 235 นาทีรวมเครดิต ( 3 ชั่วโมงกว่า) ซึ่งก็จุใจพอสมควร แล้วก็เป็นช่วงที่ถล่ม CG กันไม่ยั้งจากการที่เข้าไปลุยกับบอสในโลกกลับด้าน โดยเว้นเรื่องก็ยังแบ่งคล้ายๆ ตอนแรก มีแค่แอลที่กลับมารวมทีมกับไมค์ นอกนั้นยังคมทีมเดิมทั้งหมด ซึ่งอยู่คนละที่ห่างไกลกันหมด แต่บทก็พยายามเขียนให้ทุกทีมมาเชื่อมกันศึกสุดท้ายในเวลาเดียวกันให้ได้ ซึ่งผลที่ออกมาก็มีบางทีมที่ดูฝืนๆ อย่างเห็นได้ชัดจากเส้นเรื่องรัสเซีย ที่พยายามเล่าว่ารัสเซียมีปีศาจจากโลกลกับด้านมากกว่าที่เห็นในตอนแรก แต่ก็ไม่มีขยายความเลยว่ามาได้ยังไง จับมาจากไหนเยอะแยะ แล้วยังมีพล็อตโฮลอย่างจับมาทดลองตั้งนานกลับไม่รู้ว่าต้องฆ่า เดโมกอร์กอน ด้วยไฟ แล้วความเชื่อมโยงกับตัวเว็คนาก็แทบไม่รู้เลยนอกจากที่บอกจิตถึงกัน แต่ก็แทบไม่มีผลอะไรถึงกันเลยในฉากต่อสู้ศึกสุดท้าย กลายเป็นเส้นเรื่องนี้ทำเพื่อให้มีฉากบู๊ล้วนๆ แต่กลับขาดเหตุผลกับรายละเอียดมีช่องโหว่หลายจุด แถมยังตัดเรื่องที่ KGB เป็นคนคุมการทดลองพวกนี้ไปอีก จบแบบไม่มีอะไรตามมาเลยสักอย่าง ถือเป็นจุดด้อยสุดของ 2 พาร์ทสุดท้ายแล้วครับ

 

แต่อีก 2 เส้นเรื่องของแอลกับทีมในเมืองฮอว์กินส์ถือว่าดีเลย เรื่องราวหลักจะอยู่ในเมืองทุกคนรวมตัวกันไปวางแผนสู้กับเว็คน่าในโลกลกับด้าน โดยมีแม็กซ์เป็นเหยื่อล่อ ซึ่งก็มีการแบ่งซอยตัวละครเป็นคู่ๆ แยกกันทำงานให้บทเฉลี่ยกันไปได้ดี โดยมีแอลที่ส่งจิตมาจากเนวาด้าเข้ามาในจิตของแม็กซ์เพื่อช่วยสู้กับเม็คน่าตรงๆ อีกคน กลายเป็นสองเส้นเรื่องนี้กลับเข้ามารวมกันได้ลงตัวดีอย่างมีเหตุผล แต่คนอื่นในทีมแอลจะบทจืดจางหน่อยเพราะมีบทแค่ส่งกำลังใจไปช่วยเท่านั้น ยิ่งไมค์ตัวเอกของเรื่องนี่แทบไม่มีบทอะไรนอกจากดีต่อใจแอลเป็นกำลังใจให้เท่านั้นครับ  (เรื่องรักก็น้อยด้วยเหมือนกัน) รวมถึงตัวเรื่องตัดบทฝ่ายรัฐบาลที่ตามล่าแอลไปเฉยๆ ด้วย หลังจากบุกห้องทดลองแล้วก็ไม่มีบทจนถึงตอนจบเลย

ตัวเรื่องช่วงท้ายจะเน้นไปเฉลยเว็คน่าเพิ่มว่าตั้งแต่หลุดเข้าไปในโลกนั้นจาก 001 เขากลายมาเป็นปีศาจแบบในตอนนี้ได้ยังไง ซึ่งก็เป็นการอุดรอยต่อของซีซั่นก่อนๆ ไปในตัวว่าปีศาจพวกนี้พยายามจะทะลุประตูมิติมาเรื่อยได้ยังไง ซึ่งถือว่าเนียนเลยกับคำอธิบายในจุดนี้ รวมถึงความสยดสยองฉากโหดๆ ของเว็คน่าก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งจะมีตัวละครที่มีอันเป็นไปตามแบบที่ผู้สร้างพยายามให้มีอิมแพ็คกับเรื่องราว ซึ่งก็ได้ผลดีในระดับหนึ่ง แต่ก็รู้สึกว่าผู้สร้างยังไม่กล้าพอที่จะลงมือฆ่าตัวละครหลักชุดเดิมอยู่ดี (คนที่ตายคือตัวละครเสริม) แต่จุดนี้ก้ทำให้ท้ายเรื่องสามารถบิ้วอารมณ์ให้เข้าสู่โหมดเศร้าดิ่งกับเรื่องราวใหญ่โตที่ถูกปูทิ้งไว้ในซีซั่นหน้าได้ดีมากครับ เรียกว่าใหญ่โตกว่าซีซั่นนี้หลายเท่า และแฟนๆ ก็ต้องรออีกอย่างต่ำ 2 ปีแน่ๆ ถึงได้ดูกัน เพราะงานสร้างที่เราเห็นในซีซั่นนี้พึ่งเสร็จหมาดๆ ตอนฉายนี่เองครับ

 

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

 

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!