playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว Stranger Things: Tales From ’85 เรื่องเล่าที่ Netflix ทำออกมาหากินต่อยอดเท่านั้น

Stranger Things: Tales From ’85

Summary

Stranger Things: Tales From ’85 คือความพยายามต่อยอดแฟรนไชนส์ของเน็ตฟลิกซ์ให้คงอยู่ต่อด้วยการทดลองทำเป็นแอนิเมชั่นสีสันฉูดฉาด ซึ่งมันดูเป็นการ์ตูนมากๆ ไม่เหมือนภาคคนแสดงเลยแม้แต่น้อย ฉากแอ็กชั่นสู้กับสัตว์ประหลาดก็ออกแนวเว่อร์สุดๆ เกินคนแสดงไปเลย แอลใช้พลังแบบไม่มีหมดจนดูประหลาดเมื่อเทียบกับต้นฉบับ สัตว์ประหลาดก็ใส่เข้ามากมากมายหลายแบบมากกว่าภาคหลักเยอะ แต่ก็ดูเป็นตัวการ์ตูนไม่ได้ดูน่าสะพรึงกลัวเท่าเดิม ส่วนเนื้อเรื่องเป็นการสร้างสตอรีใหม่แทรกเข้ามาคั่นระหว่างภาค 2 ก่อนไปภาค 3 มีตัวละครใหม่เด็กผู้หญิงกล้ามใหญ่ตัวโตเพิ่มเข้ามาจนเหมือน Woke เพิ่มแบบไม่จำเป็น แต่มันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักเพิ่มเข้ามาเลย ระหว่างดูเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าเป็นงานทดลองเพื่อทดสอบผู้ชมเท่านั้นว่าจะยังคงให้โอกาสเรื่องนี้ไปต่อได้แค่ไหน แต่สำหรับผมคงลาเลยดีกว่าเพราะว่ายิ่งรู้สึกทำให้ความทรงจำภาคหลักที่เป็นคนแสดงดูแย่ลงครับ

Overall
5/10
5/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • งานแอนิเมชั่นสีสันฉูดฉาดคุณภาพดี
  • มีพากย์ฺไทย

Cons

  • เนื้อเรื่องแทรกมาแบบไม่จำเป็นต้องมี
  • ดูเป็นการ์ตูนมากไป
  • ตัวละครใหม่ไม่มีเสน่ห์

ADBRO

Stranger Things: Tales From ’85 สเตรนเจอร์ ธิงส์: เรื่องเล่าจากปี 85 ซีรีส์แอนิเมชั่น Original Netflix 10 ตอนจบ เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างซีซั่น 2 และ 3 หลังจากที่ Eleven และแก๊งปิดประตูสู่ Upside Down แล้ว แต่ภัยคุกคามใหม่ได้ตื่นขึ้น…

รีวิว Stranger Things: Tales From ’85

หลังจากพึ่งจบซีซั่น 5 ไปไม่กี่เดือนเน็ตฟลิกซ์ก็พร้อมปล่อยสปินออฟแยกของภาคหลักมาเลย เพราะเป็นงานสร้างที่เตรียมมาก่อนตั้งแต่ปี 2022 โดยเป็นของพี่น้องดัฟเฟอร์ทำเอง ภาคนี้ไม่ใช่ทั้ง ภาคต่อ sequel หรือภาคต้นกำเนิด prequel แต่เป็นเนื้อเรื่องเติมเต็มช่วงหลังซีซั่น 2 จบลงก่อนไปซีซั่น 3 โดยเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ในรูปแบบสปอร์สีเขียวปริศนาที่ฟุ้งกระจายไปในเมือง แล้วก่อให้เกิดสัตว์ประหลาดที่เป็นส่วนผสมของพืชและสัตว์หลากหลายแบบที่แตกต่างไปจากที่เห็นกันในภาคหลักทั้งหมด แล้วพวกแก๊งเด็กก็ต้องมารับมือกับพวกนี้พร้อมทั้งหาคำตอบว่าพวกมันมาได้อย่างไรทั้งๆ ที่ประตูมิติถูกปิดไปแล้ว

งานภาพคือจุดเด่นหลัก นี่เป็นแอนิเมชั่นคุณภาพสูงที่ทำออกมาดี โดยมีสีสันที่ฉูดฉาดมากเป็นจุดเด่นที่ผู้สร้างตั้งใจทำให้เหมือนการ์ตูนสมัยยุค 80 การเคลื่อนไหวสมูธลื่นไหล แต่ตัวละครพยายามจะทำให้เหมือนต้นฉบับซึ่งก็ดี แต่โครงร่างแอนิเมชั่นที่ไม่มีรายละเอียดมากพอ ทำให้บางคนดูคล้ายกันมากไป จนดูฝืนๆ อยู่เหมือนกัน

ตัวเรื่องยังพยายามทำเป็นซีซั่นเดียวจบ มี 10 ตอน ตอนละเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งเวลาสั้นกว่าแบบคนแสดง ทำให้เรื่องเดินหน้าไว อย่าง 2 ตอนแรกก็ต้องสู้กำจัดสัตว์ประหลาดที่เหมือนฉลามว่ายอยู่ในดินแบบหนังสัตว์ประหลาดฑูตนรกล้านปี Tremors ชัดๆ (แต่ผู้สร้างบอกพยายามทำเหมือน Jaws) ซึ่งทั้งเรื่องก็จะแบ่งช่วงเป็นภารกิจสั้นๆ ปราบตัวพวกนี้ที่มีลักษณะแตกต่างกันไป ก่อนที่ตอนท้ายจะเจอตัวบอสใหญ่ที่สุดท้ายก็เชื่อมโยงกับประตูมิติในภาคหลัก แล้วก็จบลงในซีซั่นนี้เลย แต่มีทิ้งท้ายตอนจบไว้เผื่อทำต่อแต่ยังไม่มียืนยันไฟเขียวออกมา และถ้าทำต่อเนื้อเรื่องมันก็จะไปชนกับซีซั่น 3 แล้วน่าจะมีปัญหาอยู่เหมือนกัน

ด้วยความที่เป็นแอนิเมชั่นทำให้เรื่องสามารถสู้แบบโลดโผนเป็นการ์ตูนเว่อร์ๆ ได้เลย ซึ่งตรงนี้ถ้าผู้ชมยึดติดภาคหลักคนแสดงมาแล้วได้เห็นแอลใช้พลังอย่างบ้าคลั่งเว่อร์กว่าถี่กว่าในภาคคนแสดงมากเพราะไม่ต้องเปลือง CG อีกแล้วก็คงรู้สึกแปลกๆ พวกสัตว์ประหลาดเองก็ถูกสร้างให้แปลกประหลาดมีลักษณะใหญ่โต มีความเว่อร์วังอลังการเป็นตัวประหลาดกินคนได้โผล่มามากมายเต็มไปหมด กลุ่มเด็กเองก็มีพวกอาวุธเว่อร์ๆ ตามอย่างเครื่องยิงแสงแบบเลเซอร์ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง และฉากแอ็กชั่นที่โลดโผนแบบที่นักแสดงคนทำไม่ได้ด้วย อย่างตกที่สูงมากไม่ตายไม่บาดเจ็บเลยงี้ ซึ่งก็ต้องบอกตรงๆ ว่าถ้าไม่ใช่แฟนพันธ์แท้ของเรื่องนี้ก็คงดูแล้วรู้สึกว่ามันพิลึกๆ ไม่คุ้นชินจนรู้สึกว่าไม่ควรทำออกมาเลยจะดีกว่า

แต่จุดที่รู้สึกว่าไม่ดีเอามากๆ คือการพยายามเพิ่มตัวละครใหม่ Nikki Baxter เป็นเด็กผู้หญิงทรงกล้ามใหญ่ตัวโตผมแนวโมฮอว์ค จนเหมือนเป็นตัวละครข้ามเพศ Woke ที่ใส่เข้ามาแบบไม่จำเป็น โดยเรื่องทำให้ตัวละครนี้ดูสนิทกับวิล ซึ่งเรารู้แล้วว่าเป็นเกย์ในซีซั่น 5 ซึ่งดูยัดเยียดเกินไปจริงๆ ไม่มีความจำเป็นอะไรมากที่ต้องเพิ่มตัวละครนี้เข้ามา ตัวละครก็ไม่ได้มีเสน่ห์หรือดูเข้ากับทีมตัวเก่าได้เลยด้วย เรื่องพยายามมีบทเพิ่มให้เป็นสายนักประดิษฐ์อาวุธแทนที่ดัสตินไป ซึ่งก็กลายเป็นการลดบทบาทของตัวเก่าลงไปด้วย

นอกจากนี้ตัวละครในเรื่องก็ไม่ถูกพากย์โดยนักแสดงหลักเลย คงเพราะเรื่องราวในตอนนี้ยังเป็นเด็กอยู่ในขณะที่ตัวจริงโตหมดแล้วทำให้นำมาพากย์ไม่ได้ แม้กระทั่งฮอปเปอร์ก็ยังไม่ใช่ เดวิด ฮาร์เบอร์ ด้วย ทำให้แอนิเมชั่นเรื่องนี้ดูเหมือนงานทดลองทำแยกออกไปเพื่อดูว่าจะได้รับการตอบรับจากแฟนๆ แค่ไหนเท่านั้นครับ

 

สรุป Stranger Things: Tales From ’85 คือความพยายามต่อยอดแฟรนไชนส์ของเน็ตฟลิกซ์ให้คงอยู่ต่อด้วยการทดลองทำเป็นแอนิเมชั่นสีสันฉูดฉาด ซึ่งมันดูเป็นการ์ตูนมากๆ ไม่เหมือนภาคคนแสดงเลยแม้แต่น้อย ฉากแอ็กชั่นสู้กับสัตว์ประหลาดก็ออกแนวเว่อร์สุดๆ เกินคนแสดงไปเลย แอลใช้พลังแบบไม่มีหมดจนดูประหลาดเมื่อเทียบกับต้นฉบับ สัตว์ประหลาดก็ใส่เข้ามากมากมายหลายแบบมากกว่าภาคหลักเยอะ แต่ก็ดูเป็นตัวการ์ตูนไม่ได้ดูน่าสะพรึงกลัวเท่าเดิม ส่วนเนื้อเรื่องเป็นการสร้างสตอรีใหม่แทรกเข้ามาคั่นระหว่างภาค 2 ก่อนไปภาค 3 มีตัวละครใหม่เด็กผู้หญิงกล้ามใหญ่ตัวโตเพิ่มเข้ามาจนเหมือน Woke เพิ่มแบบไม่จำเป็น แต่มันก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับเส้นเรื่องหลักเพิ่มเข้ามาเลย ระหว่างดูเต็มไปด้วยความรู้สึกว่าเป็นงานทดลองเพื่อทดสอบผู้ชมเท่านั้นว่าจะยังคงให้โอกาสเรื่องนี้ไปต่อได้แค่ไหน แต่สำหรับผมคงลาเลยดีกว่าเพราะว่ายิ่งรู้สึกทำให้ความทรงจำภาคหลักที่เป็นคนแสดงดูแย่ลงครับ

ติดตามรีวิวหนัง Netflix เรื่องอื่นคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------