playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว Spiderhead (Netflix) หนังทริลเลอร์ขายพี่คริสที่กลายเป็นหนังตลกแบบไม่ได้ตั้งใจ (ไม่สปอยล์)

Spiderhead

Summary

ถือเป็นหนังทุนต่ำขายพี่คริสเต็มตัว รวมๆ พอหยวนๆ ดูได้ แม้ว่าเนื้อเรื่องจะจืดชืดไปสักหน่อย  แต่ถ้าไม่ได้สนใจดูพี่คริสก็ข้ามผ่านไปเลย เพราะที่เหลือในเรื่องแทบไม่มีอะไรที่น่าสนใจแปลกใหม่แม้แต่น้อย

Overall
5.5/10
5.5/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  •  Chris Hemsworth แสดงนำ
  • หนังทริลเลอร์ติดตลกแบบงงๆ
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • เนื้อเรื่องจืดๆ เน้นบทสนทนาทั้งเรื่อง
  • ขาดฉากระทึกตามแนวหนังที่วางไว้
  • ฉากซ้ำวนไปวนมา

 

Spiderhead หนัง Netflix แนวทริลเลอร์ เมื่อนักโทษ 2 คน (ไมลส์ เทลเลอร์และเจอร์นี สมอลเลตต์) สนิทสนมกันมากขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องต่อสู้กับอดีตสมัยถูกจองจำในเรือนจำสุดล้ำสมัยที่บริหารงานโดยผู้คุมวิสัยทัศน์เฉียบแหลม (คริส เฮมสเวิร์ธ) ซึ่งทดลองยาเปลี่ยนจิตใจกับนักโทษ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเรื่องสั้น “Escape From Spiderhead” ของจอร์จ ซอนเดอร์สซึ่งตีพิมพ์ใน The New Yorker และกำกับโดยโจเซฟ โคซินสกี (จาก Top Gun: Maverick และ Tron: Legacy)

 Spiderhead (2022) on IMDb

รีวิว Spiderhead

หนังทริลเลอร์ทุนสร้างของเน็ตฟลิกซ์ที่มีโปรดิวเซอร์เป็น Chris Hemsworth รับบทแสดงนำเองด้วย ซึ่งเรื่องก่อนนี้ Interceptor เขาเองก็เป็นตำแหน่งโปรดิวเซอร์เพื่อผลักดันภรรยามาเล่นด้วยเช่นกัน จนแทบจะเรียกได้ว่าตอนนี้พี่คริสกำลังทำอุตสาหกรรมครอบครัวกับเน็ตฟลิกซ์โดยตรง ซึ่งแน่นอนว่าหนังเรื่องไหนปะชื่อเขาต้องขายได้ แม้ว่าจริงๆ แล้วจะเป็นหนังทุนต่ำหรือออกแนวๆ เกรดบีก็ตามที ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นหนังทุนต่ำที่เล่นกันในพื้นที่ซ้ำๆ ที่สมมุติว่าเป็นคุกสมัยใหม่ที่ออกแบบมาให้อิสระกับนักโทษ แต่แค่พวกเขาต้องเป็นตัวทดลองยาแลกเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งเป็นยาที่มีผลควบคุมอารมณ์และจิตใจหลายแบบ โดยอ้างว่าโครงการนี้จะช่วยผู้คนที่มีปัญหาบนโลกได้

นี่เป็นหนังทริลเลอร์ไม่ใช่หนังแอ็กชั่นใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องราวจึงดำเนินไปแบบเน้นบทสนทนากับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวทดลอง โดยเราก็เป็นเหมือนผู้ขมการทดลองในเรื่องเช่นกันว่าจะออกมาแบบไหน ซึ่งเอาจริงๆ อารมณ์ทริลเลอร์ระทึกๆ ในเรื่องก็แทบไม่มีให้เห็นเท่าไหร่ ทุกฉากที่ออกมาเป็นฉากเน้นบทสนทนาไปเรื่อยๆ ฉากในเรื่องนี้ก็ซ้ำๆ มีแค่ฉากห้องทดลองซะ 80% ของเรื่อง นอกนั้นก็เป็นสถานที่นอกห้องนิดหน่อยที่เหล่านักโทษทำกิจกรรมต่างๆ ตอนจบมีออกไปด้านนอกไม่ถึง 5 นาทีก็จบเรื่อง  มีหลุดมาเป็นฉากทริลเลอร์ก็แทบไม่ถึง 1% ของเรื่อง ทั้งๆ ที่ตัวเนื้อเรื่องมันก็มีจุดชวนให้ระทึกได้อยู่ จากความสงสัยว่าการทดลองนี้จริงๆ แล้วมันคืออะไร ยาพวกนี้มีขอบเขตอันตรายแค่ไหน แต่ด้วยความที่เรื่องเล่าแบบล่องลอยไปเรื่อยๆ โดยค่อยๆ ให้เห็นว่าอดีตของตัวเอกไมล์ที่ดูเป็นคนดีในปัจจุบัน แต่มีโทษร้ายแรงในอดีตจากอะไร ซึ่งพอเฉลยมาก็ไม่ได้เซอไพรส์อะไรเลยสักนิด ตัวยาที่ดูจะมีโทษร้ายแรงก็ไม่ได้เน้นอะไรมาก แต่ไปโฟกัสว่าตัวเอกสตีฟที่พี่คริสเล่นเป็นตัวร้ายที่แอบทดลองผิดจรรยาบรรณกับนักโทษมากกว่าผลร้ายแรงจากยา ซึ่งรวมๆ แล้วเรื่องแทบจะเบาหวิว ไม่ได้มีฉากระทึกขวัญหรือรุนแรงอะไรเลยทั้งสิ้น 

ตัวเรื่องนอกจากจะไม่ระทึก ไม่แอ็กชั่น ไม่ดราม่า แล้วยังดันกลายเป็นหนังตลกแบบไม่น่าเชื่อว่ามันจะตลก คือแรกๆ ในเรื่องจะมียาที่ทำให้นักโทษขำ เราอาจจะขำๆ ตามไปด้วย แต่เรื่องดันพยายามทำให้ยาขำนี่กลายมาเป็นของเล่นสำคัญของเรื่องต่อๆ ไปด้วย อารมณ์แบบว่ายาขำถูกแทรกเข้ามาเป็นเมนของเรื่องที่ทำให้เรื่องดูตลกไปได้เรื่อยๆ ทุกครั้งที่ยาขำนี่ออกฤทธิ์ โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่องกลายเป็นยาขำนี่ทำให้เรื่องดูเป็นหนังตลกชัดเจน ทั้งเพลงประกอบที่ใส่มารื่นเริงตัดกับฉากไคลแม็กซ์จี้ๆ รวมกับผลของยาขำที่ทำให้เรื่องที่น่าจะดูดาร์คๆ กลับปิดจบลงแบบเป็นหนังตลกชัดๆ ซึ่งก็โอเคอยู่ที่เรื่องไม่เครียด แต่ก็เหมือนว่ามันผิดที่ผิดทางยังไงไม่รู้ จะว่าผู้กำกับไม่มีฝีมือก็ไม่ใช่ เพราะนี่คือ Joseph Kosinski ที่กำกับ Top Gun: Maverick ที่ฉายโรงอยู่ตอนนี้ แต่ดูแล้วเขาน่าจะมารับหน้าที่กำกับตามบทเท่านั้น ซึ่งบทหนังมันไม่ได้ดีอะไรมากอยู่แล้วแต่แรกด้วย แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังห่วยอะไรเมื่อมองจากคุณภาพงานสร้างของหนังเน็ตฟลิกซ์เองก็ราวๆ นี้อยู่แล้วครับ

 

สิ่งที่ดีในเรื่องนี้ก็คงมีแค่พี่คริสที่มารับบทเป็นตัวร้ายบ้าง แล้วก็เป็นตัวร้ายที่มีหลายอารมณ์เหลือเกิน ทั้งบทที่ดูชิลๆ ไม่ร้าย แล้วก็พลิกมาร้ายแบบหน้าตายก่อนตัดสลับมาขายขำเพิ่มไปอีก ซึ่งก็เหมือนเขาจะพยายามวางตัวเองให้กลายเป็นนักแสดงในบทติดตลกนิดๆ อารมณ์ดีต่อเนื่องจาก Thor ไปโดยปริยาย ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรเพราะคริสเองก็แสดงตลกแนวนี้ให้ผู้ชมได้หัวเราะได้จริงๆ 

 

ถือเป็นหนังทุนต่ำขายพี่คริสเต็มตัว รวมๆ พอหยวนๆ ดูได้ แม้ว่าเนื้อเรื่องจะจืดชืดไปสักหน่อย  แต่ถ้าไม่ได้สนใจดูพี่คริสก็ข้ามผ่านไปเลย เพราะที่เหลือในเรื่องแทบไม่มีอะไรที่น่าสนใจแปลกใหม่แม้แต่น้อย

 

 

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!