playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว The Falls Netflix เมื่อแม่ฉันกลายเป็นบ้าเพราะโควิด…

สรุป

หนังดราม่าปัญหาครอบครัวที่เกิดจากวิกฤติโควิดแล้วส่งผลกระทบทางจิตกับคนในครอบครัว เป็นผลงานจากไต้หวันที่กวาดรางวัลมามาย และก็เป็นตัวแทนชิงออสการ์ของไต้หวันในปีนี้ แต่ก็ไม่ใช่หนังสายรางวัลจ๋าจนดูน่าเบื่อ บท องค์ประกอบทุกอย่างลงตัวดูดี แต่แค่ประเด็นของเรื่องราวอาจจะไม่มีจุดพีคมากเท่านั้น

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • เล่าปัญหาครอบครัวที่หมักหมมไว้แล้วมาระเบิดเอาตอนล็อกดาวน์โควิด
  • ดราม่าเล่าเรื่องแบบเรียบง่าย แต่ดูได้เพลินๆ ต่อเนื่อง
  • สะท้อนปัญหาคนในครอบครัวเป็นโรคจิตเวช
  • น้องนักแสดงวัยรุ่นหญิงน่ารักมีเสน่ห์มาก
  • เป็นหนังกวาดรางวัลม้าทองคำพร้อมเป็นตัวแทนชิงออสการ์
  • งานภาพคมชัดสวย
  • ดนตรีประกอบเข้ากับฉากมาก

 

Cons

  • เรื่องราวไม่มีจุดพีคอะไรมากเท่าไหร่
  • ตอนจบฉีกแนวจากเรื่องราวหลักไปมากจนรู้สึกแปลกๆ

The Falls สวนทาง หนังโรงจากไต้หวันที่ Netflix ซื้อมาลงในระบบ เรื่องราวของช่วงวิกฤติโควิดระบาดแล้วมีการล็อกดาวน์ ทำให้ปัญหาครอบครัวที่ซ่อนไว้โดยผู้ใหญ่ถูกระเบิดออกมา และคนที่ต้องมารับชะตากรรมแก้ปัญหาหลังจากนี้คือรู่นลูกนั่นเอง

 The Falls (2021) on IMDb

ตัวอย่าง The Falls สวนทาง

หนังดราม่าจากไต้หวันเรื่องนี้มีดีกรีเป็นถึงผู้ถูกเลือกเข้าชิงออสการ์ครั้งที่ 94 กำหนดงาน 27 มีนาคม 2022 และในไต้หวันเองก็กวาดรางวัลม้าทองคำมาหลายรางวัล ตั้งแต่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ดารานำยอดเยี่ยม บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม อีกทั้งนี่ยังเป็นผลงานของผู้กำกับฝีมือดีอย่าง  ชุง มง ฮง (Mong-Hong Chung) ซึ่งเมื่อปี 2019 รางวัลม้าทองคำก็ตกเป็นของเขาในผลงานที่ชื่อ A SUN ภาพยนตร์ดราม่า เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 5 รางวัลม้าทองคำจากไต้หวัน + รางวัลขวัญใจผู้ชมไต้หวัน ที่เป็นเรื่องราวดราม่าโศกนาฎกรรมสุดรันทดจากการเลี้ยงลูกที่ไม่เท่าเทียมกันของครอบครัวชนชั้นล่างปากกัดตีนถีบในไต้หวัน ซึ่งในผลงานชิ้นนั้นถ้าใครได้ดูก็ต้องยอมรับถึงเสน่ห์ของทั้งงานภาพที่สะท้อนปรัชญาคำคมต่างๆ มาไว้ในฉากเดียวกัน กับตอนจบที่ชวนอึ้งหักมุมสะเทือนใจ สามารถรับชมได้ในเน็ตฟลิกซ์เลย (อ่านรีวิว A SUN ได้ที่นี่) ซึ่งการกลับมาในผลงานใหม่เรื่องนี้ก็ยังคงสไตล์การเล่าเรื่องปัญหาครอบครัวไว้เช่นเดิม แต่คราวนี้เปลี่ยนมาเป็นชนชั้นกลางที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติโควิด 19 ในไต้หวัน ที่เป็นตัวเร่งทำให้ครอบครัวที่ง่อนแง่นอยู่แล้วต้องพังทลายลง

เรื่องย่อ The Falls

พินเหวิน แม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสาวคนเดียวที่ต้องเผชิญปัญหาจากความไม่ลงรอยกันกับลูกวัยรุ่น ในขณะที่งานที่เธอทำมากกว่า 10 กว่า ต้องมีปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด 19 จนเธอต้องพักงานมาดูแลลูกที่ถูกกักตัวอยู่กับบ้าน 14 วันหลังจากที่โรงเรียนตรวจพบว่าเพื่อนร่วมห้องเธอติดเชื้อโควิด 19 แต่แล้วในระหว่างที่เธออยู่ช่วยลูกสาวกักตัว ความสัมพันธ์กับลูกก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ จนสภาพจิตใจเธอรับไม่ไไหวกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตในที่สุด เสี่ยวจิ้ง ลูกสาวของเธอจึงต้องกลายมาเป็นคนดูแลแม่แทน และก็ได้รับรู้ถึงความลำบากต่างๆ ที่แม่ของเธอต้องรับผิดชอบมาตลอด

 

รีวิว The Falls

เมนหลักของเรื่องไม่ใช่หนังที่เกี่ยวกับวิกฤติโควิด 19 โดยตรง แต่เป็นการนำปัญหาโควิด 19 มาเป็นฉากหลังเพื่อกระตุ้นปัญหาครอบครัวให้เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งปัญหานี้ก็ดูจะเกิดเยอะขึ้นมากจากช่วงวิกฤตโควิดนี่ด้วย โดยในเรื่องนี้ช่วงต้นเรื่องราวถูกบอกเล่าผ่านตัวละครแม่ พินเหวิน ซึ่งแรกๆ ก็ดูเหมือนปัญหาความไม่เข้าใจกันของแม่กับลูกวัยรุ่นตามปกติ เริ่มจากการประท้วง ประชดประชัน ด่าทอการที่แม่พยายามเอาใจใส่เธอในช่วงกักตัว ซึ่งขณะนั้นทางบริษัทก็ปรับลดงเงินเดือน หรือไม่ก็ต้องลาออก ความเครียดที่ถาโถมเข้าใส่ทำให้เรื่องราวดูแย่ลงเรื่อยๆ แต่แล้วจุดเปลี่ยนของเรื่องราวก็มาถึงต่อจากนั้นเมื่อ พินเหวินกลายเป็นบ้าหลังเวลาในเรื่องผ่านไปแค่ 15 นาที หนังทำให้เรารู้ว่าปัญหาที่เราเห็นในตอนแรกหลายอย่างไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นจิตฟุ้งซ่านของเธอเองที่หลอนจนเห็นภาพพวกนั้นขึ้น (อย่างจานอาหารที่มีคำด่าว่าแม่ทิ้งไว้) ซึ่งตัวเรื่องจริงจะเริ่มจากการที่ เสี่ยวจิ้งจะต้องกลายมาเป็นคนดูแลแม่แทน พร้อมกับพบปัญหาแบบที่เด็กไม่เคยรับรู้มาก่อน สะท้อนเรื่องราวกลับมายังความลำบากที่แม่ของเธอต้องพบเจอและทนทรมานกับชีวิตคู่ที่ล้มเหลวมาตลอดชีวิต

ด้วยความยาวของเรื่องนี้คือ 2 ชั่วโมงเต็ม  การที่หนังต้องเล่าเรื่องราวดราม่าหนักๆ ผ่านเด็กสาววัยรุ่นที่ดูเผินๆ น่าจะน่าเบื่อ แต่ตัวหนังจริงๆ กลับไม่ได้น่าเบื่อแบบนั้นเลย เนื้อเรื่องอาจจะไม่ได้หวือหวาอะไร เป็นการเล่าชีวิตของเสี่ยวจิ้งที่ต้องผันตัวเองมาเป็นคนดูแลแม่ที่ป่วยทางจิต มีอาการหูแว่ว ภาพหลอน ซึ่งเป็นภาระที่หนักเกินเด็กวัยรุ่นอายุพึ่งครบ 18 คนหนึ่งจะทำได้ ซึ่งตัวเสี่ยวจิ้งเองจากเด็กหัวดื้อคนหนึ่งก็ต้องปรับทัศนคติพยายามทำความเข้าใจอาการแปลกๆ ของแม่ ดูแลแม่ให้กินยารักษาอาการทุกวัน และต้องหาทางจ่ายหนี้คอนโด ค่าผ่อนรถ ค่าแม่บ้านที่แม่ติดหนี้ไว้ ซึ่งจริงๆ แล้วพวกนี้ก็เป็นปัญหาที่แม่เธอปกปิดไว้มาหลายเดือน ตัวหนังค่อยๆ เผยเรื่องพวกนี้มาทีหลังจากที่แม่สติแตกในช่วงรัฐบาลล็อกดาวน์โควิด ซึ่งเชื่อว่าเคสแบบนี้ก็คงมีอีกเยอะมาก หนังทำให้เราได้เห็นปัญหาที่ถูกซุกไว้โโดยผู้ใหญ่ แต่คนที่ต้องมารับกรรมคือเด็ก แต่ตัวเสี่ยวจิ้งเองไม่ใช่เด็กที่จะยอมรับชะตากรรมตรงนี้หรือเลือกโทษผู้ใหญ่ เธอเลือกที่จะหาทางออกค่อยๆ ผ่านมันไปได้ในแบบที่เด็กสามารถทำได้ และในช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดของชีวิตนี้กลับเป็นช่วงที่เธอกับแม่ได้เยียวยากันและกันอย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

ในอีกมุมคือการเล่าเรื่องผ่านพินเหวิน คุณแม่ที่รู้ว่าตัวเองกลายเป็นผู้ป่วยจิต กลายเป็นภาระให้กับลูกสาวคนเดียว แต่ถึงเธอจะรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคจิต แต่อาการทางจิตมันก็บังคับไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะความเชื่อมโยงกับสามีเก่าผ่านคอนโดที่อยู่ ทำให้พินเหวินติดอยู่ในโลกของตัวเองที่เชื่อว่าสามีจะกลับมาอยู่กับเธอ กลายเป็นการหลอกตัวเองไปวันๆ ทำร้ายทั้งตัวเองกับลูกไปเรื่อยๆ ซึ่งตัวหนังจะเล่าเรื่องของพ่อผ่านตัวเสี่ยวจิ้งที่พึ่งมารู้ว่าพ่อมีลูกอยู่กับเมียใหม่มานานแล้ว เท่ากับพ่อนอกใจแม่มานานเป็นสิบปี ทั้งๆ ที่พึ่งแยกทางกันเมื่อ 3 ปีก่อน ทำให้เธอรับสิ่งนี้ไม่ได้และเลือกตัดขาดกับพ่อ ไม่ต้องการให้พ่อมาช่วยเหลือแม่ที่ป่วยด้วย โดยเธอต้องพยายามทำให้แม่ยอมรับความจริงที่ว่าพ่อจะไม่กลับมาแล้วแน่ๆ ให้แม่เข้าใจ และผ่านมันไปให้ได้เพื่อที่จะหลุดจากอาการทางจิตที่เกิดขึ้นด้วย ซึ่งเรื่องราวของแม่ก็มีส่วนที่หลอนๆ หลายครั้งคนดูจะรู้สึกเหมือนกับเสี่ยวจิ้งในเรื่องว่า สิ่งที่แม่พูดออกมานั้นคืออาการทางจิตหรือเป็นตัวตนปกติของแม่ที่เปลี่ยนไป แม้ตัวแม่จะดูเหมือนหายแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เรื่องราวดูมีอะไรน่าติดตามมากขึ้น และยังสะท้อนปัญหาการรับมือกับผู้ป่วยทางจิตในครอบครัวที่ดีมากด้วย

สิ่งที่ช่วยทำให้เรื่องนี้ดูกลมกล่อมมากขึ้นคือดนตรีประกอบที่เข้ากับแต่ละช่วงของฉากที่ต้องการบิ้วอารมณ์ได้เป็นอย่างดี มีทั้งสุข เศร้า คละกันไป อาจจะไม่ถึงกับเด่นมาก แต่มันก็ทำหน้าที่ช่วยให้เรื่องที่ดูเหงาๆ เศร้าๆ ดูสมูธขึ้นมาก จนสุดท้ายก็ได้รางวับม้าทองคำไปครองด้วย

ตัวนักแสดงนำทั้งคู่เรียกว่าเป็นธรรมชาติมาก Alyssa Chia ที่เล่นเป็นแม่ คาแรกเตอร์คือหญิงสาวที่สวยแต่กลับมีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลว เธอยึดติดกับภาพความทรงจำในอดีตจนกลายเป็นความป่วยทางจิต นักแสดงเล่นให้เห็นความเปลี่ยนผ่านจากพนักงานบริษัทมีหน้าตา กลายมาเป็นผู้ป่วยทางจิตที่ชีวิตทั้งหมดล้มครืนลงมาทันทีได้เป็นอย่างดี ภาพลักษณ์ของเธอก็เปลี่ยนไปเมื่อช่วงหลังเธอกลายมาเป็นพนักงานในมาเก็ต จากชนชั้นกลางกลายเป็นชนชั้นล่าง พร้อมกับความพยายามกลับมาสู้ชีวิตเริ่มต้นใหม่เพื่อลูก ส่วนตัวลูกที่แสดงโดย Gingle Wang เธอเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์สวยน่ารักแบบขึ้นกล้องมาก หลายฉากมักโฟกัสโคลสอัพใบหน้าเธอเต็มๆ แต่ไม่ใช่แค่หน้าตาที่ดึงดูดคนดูเท่านั้น ฝีมือการแสดงของเธอก็ดีมาก เล่นเป็นลูกที่พยายามทำความเข้าใจไหลตามอาการป่วยจิตของแม่ตามสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี

แต่ทั้งนี้ตัวหนังที่ว่าเรียบๆ แต่ตอนท้ายเรื่องก็มีปริศนาโผล่ขึ้นมา ซึ่งเชื่อมโยงกับชื่อเรื่องนี้คือ น้ำตก กับอาการหูแว่วของแม่ที่พึ่งมาบอกรายละเอียดตอนท้ายว่าได้ยินเสียงน้ำตก น้ำไหลในหู ซึ่งทางผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าทางผู้สร้างอยากให้ตีความไปว่าอย่างไรเหมือนกัน เพราะจู่ๆ เรื่องราวนี้มันเหมือนเรื่องเหนือธรรมชาติที่ผู้สร้างใส่มา อาจจะต้องการสะท้อนเหตุการณ์โศกนาฎกรรมจริงที่เกิดในไต้หวันก็เป็นไปได้

สรุป The Falls สนุกและดีไหม

เป็นหนังดราม่าเรียบๆ แต่มีอะไรน่าติดตามเรื่อยๆ ดูสนุกแบบเบาๆ ได้ และก็มีดีในแง่ของหนังสะท้อนปัญหาสังคมช่วงโควิดระบาดในแง่มุมของผู้ป่วยทางจิตได้เป็นอย่างดีเลย

Metal Lords หนัง Coming Of Age ผ่านเฮวี่เมทัล ผสานปมแปลกแยกวัยรุ่นที่ดีต่อใจมาก