playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว The Sandman ครึ่งแรกแฟนตาซีชวนฝันดีงาม ครึ่งหลังง่วงหาวชวนหลับสุดๆ (ไม่สปอยล์)

The Sandman

Summary

ซีรีส์ทุนสูงฟอร์มยักษ์ของเดวิด เอช โกเยอร์กับนีลไกแมน นักเขียนดังที่คนรู้จักคงตั้งตารอคอย ส่วนใครไม่รู้จักถ้าได้ดูก็คงทึ่งกับภาพงานวิชวลแฟนตาซีที่หลุดจากคอมมิคมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้อย่างน่าอัศจรรย์มาก พร้อมกับเรื่องราวการบิดปรับเปลี่ยนเทพโบราณให้กลายมาเป็นตัวละครแฟนตาซีร่วมสมัยกับยุคปัจจุบันได้อย่างน่าติดตาม และขับเคลื่อนเรื่องราวด้วยบทสนทนาผ่านฉากดราม่าแทบจะทั้งเรื่อง มีฉากแอ็กชั่นเป็นส่วนเสี้ยวนิดๆ แค่นั้น  ซึ่งครึ่งแรกตอน 1-5 คือจุดพีคสุดของเรื่องที่พาผู้ชมเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวแฟนตาซีดราม่าของนีลไกแมนได้อย่างทรงพลัง น่าติดตามไม่มีเบื่อเลยแม้แต่น้อย จากนั้นคือตอน 6 ที่หยุดพักเป็นเรื่องราวชีวิตเบาๆ ได้ดี แต่ครึ่งหลังตอน 7-10 ที่เป็นปมใหญ่สุดของเรื่องกลับทำได้น่าผิดหวัง ทั้งความแฟนตาซีที่ลดน้อยหายไปเกือบหมด ไม่มีอีกแล้วกับภาพวิชวลน่าทึ่งในตอนแรก และการดำเนินเรื่องด้วยดราม่าช่วงหลังก็ยืดเยื้อเวิ่นเว้อน่าเบื่อมากตั้งแต่แรกจนจบ โดยไม่มีจุดพีคอะไรน่าสนใจเลยในแต่ละตอน และก็จบแบบเรียบๆ เหมือนเรื่องหมดพลังไม่มีเสน่ห์ดึงดูดอะไรขายผู้ชมอีกแล้ว จนน่าผิดหวังเอามากๆ แต่ก็ยังเชียร์ให้ดูกันอยู่ดี เพราะซีรีส์ฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ และเรื่องราวยังมีต่ออีกยาวไกล ซึ่งน่าเอาใจช่วยให้เน็ตฟลิกซ์ทำให้จบตามคอมมิคครับ

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  •  แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ของนีลไกแมน
  • ผู้สร้างดังเดวิดเอชโกเยอร์
  • งานภาพวิชวลถอดจากคอมมิคมาได้อย่าน่าทึ่ง CG ดีงามมาก
  • การบิดดัดแปลงเทพโบราณมาทำให้ร่วมสมัย
  • เรื่องราวดราม่าที่ทรงพลังน่าติดตามในครึ่งแรก
  • พาไปพบต้นกำเนิดคอนสแตนติน
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ครึ่งหลังเรื่องเยิ่นเย้อยืดยาวจนน่าเบื่อ
  • เปลี่ยนตัวละครจากคอมมิคมากเกินไป
  • ยัดเยียดความ Woke มาเยอะ
  • ภาพถูกบีบให้เป็นแนวตั้งอาจจะดูแปลกๆ ไม่ชินตา (เป็นสไตล์ภาพทำให้เหมือนฝัน)

 

The Sandman ซีรีส์ Netflix แฟนตาซีฟอร์มยักษ์ 10 ตอนจบซีซั่นแรก มีพากย์ไทย เรื่องราวของเจ้าแห่งความฝันถูกมนุษย์เรียกตัวและจับกุมไป หลังจากได้รับการปล่อยตัว ผู้ควบคุมความฝันนิรันดร์นี้ก็เพิ่งรู้ว่าปัญหาที่ต้องเจอนั้นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

 The Sandman (2022) on IMDb

รีวิว The Sandman (ไม่มีสปอยล์ส่วนสำคัญของเรื่อง)

ซีรีส์ทุนสูง 160 ล้านที่เป็นคอมมิคขึ้นหิ้งมาก่อนของค่าย Vertigo ที่อยู่ในเครือ DC Comics เป็นโปรเจ็กต์ที่ถูกปลุกปั้นมานานหลายต่อหลายคนอยากทำ แต่สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในมือของเดวิด เอช โกเยอร์ นักเขียนบทดังจากหนังของโนแลน และก็ผันตัวเองมาทำหนัง Man of steel ซีรีส์ Foundation  และอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่เป็นฟอร์มใหญ่แทบทั้งนั้น โดยมีนีลไกแมนผู้เขียนเรื่องนี้เองมาร่วมเป็นโปรดิวเซอร์คุมอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ผลงานที่ออกมาค่อนข้างเชื่อได้ว่าตรงตามที่ผู้สร้างต้องการแน่ๆ

ข้อดีของเรื่องนี้ก็คืองานภาพแฟนตาซีที่แปลกแหวกแนวและชวนหลงไหลตั้งแต่ในคอมมิคมาก่อนแล้ว การได้มาทำเป็นซีรีส์ทุนสูงก็ทำให้ภาพที่ออกมาเหมือนหลุดมาจากฉากในคอมมิคเป๊ะๆ เลย ซึ่งแค่งานภาพอย่างเดียวก็แทบจะทำให้ผู้ชมติดตามดูด้วยความตื่นตาตื่นใจได้มากพอแล้ว ตัวเรื่องยังตีความเทพต่างๆ ใหม่ในแบบของตัวเอง หรือพูดให้ชัดคือในแบบของนีลไกแมน ถ้าใครเคยได้ดูผลงานแนวเทพของเขามาก่อนอย่าง Good Omens กับ American Gods ที่อยู่ในค่าย Prime Video ของ Amazon หรือลูซิเฟอร์ฉบับซีรีส์ (ดึงเอาตัวละครนีลไกแมนมาใช้) ก็จะเข้าใจว่าเขามีไสตล์การบิดปรับเรื่องเทพในตำนานให้มาอยู่ในยุคสมัยใหม่ได้อย่างน่าสนใจมาก แต่ละเรื่องแม้เทพจะมีซ้ำกันตัวเดิมๆ แต่ก็เปลี่ยนแปลงคาแรกเตอร์เรื่องราวต่างกันไปหมด 

ในกรณีของแซนด์แมนนั้นใช้ตัวเอกที่สร้างจาก Morpheus เทพแห่งความฝันของกรีกโบราณ คำว่าแซนด์แมนคือทรายวิเศษที่ตัวละครนี้ใช้สร้างและทำสิ่งต่างๆ ได้มากมายในความฝัน เปิดรื่องมาคือการเกริ่นที่มาว่าเขาถูกมนุษย์ที๋โลภอยากเรียกเดธพี่สาวของเขามาชุบชีวิตลูกชายตน โดยใช้คาถาจองจำแต่กลับได้เขามาแทน แล้วก็ยึดเอาของวิเศษติดตัวไป ภายหลัเขาหลุดออกมาไ้ด้ก็ไล่ตามหาสิ่งของพวกนี้คืน ทำให้ต้องผจญภัยไปยังที่ต่างๆ ในโลก จนถึงนรกที่มีลูซิเฟอร์คุมอยู่ ซึ่งตัวละครต่างๆ ที่แซนด์แมนต้องไปเจอก็คือเทพที่นีลไกแมนตีความดัดแปลงใหม่ให้เค้ากับโครงเรื่องราวที่มีแซนด์แมนเป็นศูนย์กลางของเรื่อง โดยมีปัญหาทั้งจากพวกพี่น้องเทพกันเองที่ไม่ชอบแซนด์แมน มนุษย์ที่เอาพลังของแซนด์ไปใช้ในทางที่ผิดจนถึงขั้นสร้างหายนะให้แก่โลก ซึ่งตัวเรื่องจะสร้างจากคอมมิคช่วงแรกจบเป็นเล่มๆ แล้วนำมาต่อกันจนเป็นซีรีส์ 10 ตอน มีตอนยาวคือ 1-5 คือการตามหาของวิเศษแซนด์แมนกลับมา จากนั้นก็เป็นตอนย่อยแนะนำตัวละครเดธกับเพื่อนมนุษย์ของแซนด์แมน แล้วก็ต่อด้วยเรื่องราวของฝันร้าย The Corinthian ที่หนีไปโลกมนุษย์ โดยธีมของเรื่องอาจจะคล้ายกันหมดเป็นแนวดราม่าแฟนตาซีเป็นหลัก แต่มีความต่างตรงการเล่าเรื่องเป็นอย่างมาก

ตอน 1-5 คือช่วงที่พีคสุดของเรื่องแล้ว ด้วยการเปิดตัวจักรวาลของแซนด์แมนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจทุกตอน ภาพวิชวลเอฟเฟ็กต์ CG งามมาก มีความแฟนตาซีแบบที่ใครไม่เคยดูงานของนีลไกแมนมาก่อนต้องว้าวประทับใจและอยากหาผลงานของเขามาดูต่อแน่นอน เนื้อเรื่องมีความแตกต่างแทนที่มาจากค่าย DC จะเดินเรื่องด้วยแอ็กชั่น แต่นีลไกแมนเดินเรื่องด้วยดราม่าเป็นหัวใจหลัก มีแอ็กชั่นเป็นตัวเสริมชูรสในบางครั้งนิดๆ เท่านั้น (ใครคาดหวังตรงต้องบอกเลยว่าอย่าหวัง) แต่แทนที่ดราม่าเยอะขนาดนี้จะทำให้เบื่อ แต่นีลไกแมนสามารถเล่าเรื่องราวการเดินทางตามของวิเศษของตัวเองได้อย่างน่าตื่นใจ ทั้งการพบเจอกับทายาทคอนสแตนดิน หรือคอนสแตนไตน์ ซูเปอร์ฮีโร่ปราบผีชื่อดังของ DC โดยคราวนี้เป็นตัวละครหญิงที่มีเสน่ห์สุดๆ แม้จะออกมาแค่ตอนเดียวแต่ก็เชื่อว่าหลายคนประทับใจกับการพบเจอครอสโอเวอร์กันแบบนี้แน่นอน แล้วก็มาต่อด้วยลูซิเฟอร์ในนรก แม้จะเปลี่ยนให้กลายเป็นผู้หญิงอาจจะแปลกๆ ก็ตาม แต่ตัวเรื่องคือการต่อสู้ด้วยความคิดดราม่าปะทะกันแบบครีเอทมาก แล้วก็มาจบที่เรื่องราวของมนุษย์ที่ฉกฉวยเอาของวิเศษแซนด์แมนไปและพยายามทำให้โลกกลายเป็นมุมมองในอุดมคติของเขาที่ไร้ซึ่งการโกหก ตัวเรื่องในตอน 5 ใช้ฉากในร้านอาหารฉากเดียวกับดราม่าเล่าขุดคุ้ยก้นบึ้งจิตใจมนุษย์ได้อย่างน่ากลัว จนตรึงผู้ชมให้อยู่หมัดเหมือนโดนมนต์สะกดได้ทั้งตอนโดยไม่มีฉากแอ็กชั่นเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นอะไรที่เหลือเชื่อมากว่าบทสนทนาล้วนๆ จะทำได้ขนาดนี้

แต่จากนี้ไปเรื่องราวแทนที่จะพีคขึ้นๆ ตามลำดับของซีรีส์ กลับกลายเป็นเรื่องราวถูกผ่อนลงทันทีในตอนต่อมาด้วยตอนสั้นๆ เล่าเรื่องของเดธพี่สาวดรีมกับมุมมองความตายเบาๆ แล้วต่อด้วยเรื่องราวของมนุษย์อมตะที่มีผลทำให้มุมมองของแซนด์แมนต่อมนุษย์โลกเปลี่ยนไปบ้าง ซึ่งผู้เขียนก็ยังชอบทั้งสองตอนนี้อยู่ แม้เรื่องราวจะเบาๆ แต่ก็เป็นดราม่าที่นิ่งซึมลึกกินใจพอสมควร 

ปัญหาของเรื่องคือหลังจากนั้นคือตัวเรื่องเปิดปมใหม่เป็นเรื่องราวตัวละครวอร์เท็กที่มีอำนาจทำให้ฝันปั่นป่วน ซึ่งโยงมาถึงฝันร้ายที่หนีหายไปตอนแซนด์แมนโดนจับตัวไป ซึ่งการเดินเรื่องหลังจากนี้แทบจะลดความแฟนตาซีลงเกือบหมด กลายเป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวบนโลกปกติไปเรื่อยๆ ผ่านตัวละครสาวผิวสีกับตัวฝันร้ายที่กำลังวางแผนการใหญ่ต่อโลก โดยมีแนวฆาตกรสยองขวัญปนมานิดๆ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะทำให้เรื่องกลายเป็นแบบนั้น ซึ่งพอเรื่องลดความเป็นแฟนตาซีไปขนาดนั้นก็ทำให้ภาพวิชวลสวยๆ ในตอนแรกหายไปด้วย เรื่องราวเป็นดราม่าแบบดูยืดอืดเยิ่นเย้อมาก แทบจะหมดแรงดึงดูดความสนใจให้ติดตามแบบที่ผ่านมาได้เลย และเรื่องก็ยังจบลงแบบเรียบๆ ไม่ได้มีจุดพีคอะไร ไม่มีแอ็กชั่นอะไรทั้งนั้นตามสไตล์นีลไกแมนเหมือนเดิม แต่มันกลับทำไม่ได้เหมือนตอน 5 ของเรื่องที่เน้นดราม่าในตอนจบเหมือนกัน เรียกว่าถ้าให้คะแนนตอน 1-5 คือ 9-10 เต็มได้เลย ตอน 7-10 ที่เป็นปมใหญ่สุดของเรื่องให้ 6 คะแนนก็เต็มกลืนแล้วจริงๆ เรียกว่าทำเอาผิดหวังมากๆ ถึงจะจบด้วยการปูเรื่องไปยังลูซิเฟอร์ต่อ แต่พล็อตแบบนี้ก็งั้นๆ เพราะไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องทำออกมาเยอะแล้ว

สิ่งที่ผู้เขียนไม่ชอบและอยากตำหนิอีกอย่างคือการที่เรื่องดัดแปลงเพศ เชื้อชาติ สีผิวตัวละครหลักหลายตัวมาก ซึ่งที่ผ่านมา Netflix ก็มักจะทำประจำอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้คือบิดเปลี่ยนแปลงไปเยอะจริงๆ ผู้เขียนไม่มีปัญหากับการเอาคนดำมาเล่น แต่การที่เปลี่ยนเอาอะไรๆ ก็คนดำ แทบทั้งเรื่องมีแต่ตัวละครผิวดำเป็นอะไรที่รู้สึกว่าเกินไปเหมือนกันเมื่อเทียบกับคอมมิค คือไม่รู้จะเปลี่ยนไปเพื่ออะไร แต่ตรงนี้ยังแค่ผิวๆ ในเรื่องยังพยายามยัด LGTBQ เข้ามาค่อนข้างมาก มีฉาก SEX พวกนี้เข้ามาหลายฉาก อาจจะไม่ถึงกับเห็นตรงๆ แต่หลายครั้งก็รู้สึกแบบใส่มาทำไม? แค่บอกว่าเป็นเกย์ไม่พอ ต้องมีฉาก SEX ด้วยงั้นหรือ ซึ่งมันทำให้เรื่องนี้ถูกฝรั่งจำนวนมากล้อว่าเป็น Wokeman ไปเลย ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันมีส่วนทำให้ดูหนักขนาดนั้นได้จริงๆ

แต่ทั้งนี้ก็ต้องยอมรับว่านี่ยังเป็นผลงานที่น่าดูอยู่ แนะนำให้ลองดู งานฟอร์มยักษ์ระดับนี้ยังไงก็ไม่ควรพลาด ส่วนใครจะชอบมากน้อยก็แล้วแต่ความถูกจริตกับแนวของนีลไกแมนกันเอง ผู้เขียนชอบนีลไกแมนมาก่อนแล้ว แม้จะตำหนิในช่วงครึ่งหลังมาก แต่ก็ยังอยากให้โอกาสเรื่องนี้ทำต่อไป ซึ่งก็ต้องดูผลตอบรับว่าคุ้มทุนสร้างเน็ตฟลิกซ์แค่ไหนครับ

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

Metal Lords หนัง Coming Of Age ผ่านเฮวี่เมทัล ผสานปมแปลกแยกวัยรุ่นที่ดีต่อใจมาก