playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว The Occupant บ้าน ซ่อน แอบ ชีวิตติดหรูที่ต้องแลกมาด้วยเลือด (ไม่สปอยล์)

The Occupant

สรุป

หนังทำออกมาในแนวทริลเลอร์ระทึกเล็กๆ เดินเรื่องไปด้วยตัวเอกหลักเพียงคนเดียว และทำให้คนดูงุนงงไปกับแผนการของตัวเอกว่าคืออะไรกันแน่ได้ตลอดเรื่อง จนเมื่อเฉลยออกมาก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ไม่ขนาดว้าวไปกับจุดพีคของเรื่องได้ เพราะบางจุดไม่สมเหตุผลมากพอให้เชื่อ ตัวเรื่องมีช่องโหว่ให้โต้แย้งได้หลายจุด รวมถึงการที่ตอนจบก้าวกระโดดไปไกลอย่างงงๆ พาให้เรื่องยิ่งดูโอเวอร์ไม่สมเหตุผลมากขึ้นไปอีก

Overall
6.5/10
6.5/10
Sending
User Review
5 (2 votes)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • แผนการร้ายของตัวเอกที่ดูไม่ง่ายนักว่าต้องการทำอะไรกันแน่จนกว่าเฉลย
  •  เดินเรื่องไวต่อเนื่อง มีความระทึกขวัญเล็กๆ พอให้น่าติดตามจนจบ
  • ภาพสะท้อนเสียดสีการยึดติดวัตถุนิยมสุดโต่ง
  • เรื่องราวของคนตกงานที่ไม่ยอมรับชะตากรรม

Cons

  • มีช่องโหว่ไม่สมเหตุผลหลายจุดในตัวเรื่อง
  • การก้าวกระโดดเรื่องในตอนจบที่รวบรัดจนดูเหลือเชื่อมาก
  • ตัวละครอื่นนอกจากตัวเอกแทบไม่มีบทบาทสำคัญกับเรื่อง

 

The Occupant บ้าน ซ่อน แอบ หนัง Netflix สัญชาติสเปน เรื่องราวของนักโฆษณาตกงานที่ต้องขายอพาร์ทเมนท์หรูไปเพื่อรักษาครอบครัวให้อยู่รอดต่อไปได้ แต่พยามหวนกลับไปยังจุดที่ตัวเองเคยอยู่ แม้ว่าจะต้องทำลายชีวิตคนอื่นก็ตาม

 The Occupant (2020) on IMDb
คะแนนเฉลี่ย IMDB

The Occupant บ้าน ซ่อน แอบ

หนังทริลเลอร์ระทึกขวัญที่มาพร้อมกับเรื่องราวแฝงการเสพติดวัตถุนิยม ตัวเอกของเรื่องคือ “ฆาเบียร์” นักทำสื่อโฆษณาชื่อดังของวงการที่ใครๆ ก็รู้จัก แต่ปัจจุบันตกงาน แต่เขาก็ยังยึดติดกับชื่อเสียงและสิ่งของที่เขาเคยมีอย่าง บ้าน รถ ชีวิตดีๆ สวยหรูแบบเดียวกับโฆษณาที่เขาทำ แม้ภรรยาจะเข้าใจและบอกให้พยายามปรับตัวเริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนจนหาเช้ากินค่ำ แต่เขาก็ยังไม่อาจปล่อยวางสิ่งต่างๆ ไปได้ ทำได้แค่ยอมขายอพาร์ทเมนท์หรูเพื่อย้ายไปอยู่ห้องพักเก่าๆ เอาเงินมาต่อชีวิตใหม่ แต่นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าพ่ายแพ้แก่ชีวิตมากขึ้นไปอีก จนกลายมาเป็นคนคิดร้ายกับครอบครัวใหม่ที่มาอยู่อพาร์ทเมนท์เดิมของเขา

หนังเดินเรื่องด้วยการให้ให้ตัวเอกฆาเบียร์ตกต่ำถึงที่สุดจากทุกสิ่ง ตกงานไม่พอ ไปสมัครงานก็โดนดูถูกเหยียดยาม ครอบครัวก็มีปัญหา จนเขาเหมือนไร้ทางออกในชีวิตที่เขาติดความสุขสบายในอดีต ในขณะที่ภรรยาขอแค่ทำงานพอกินพอใช้ งานอะไรก็ได้ที่สุจริต แต่กลับไม่ยอมรับ ยังพยายามจะกลับไปยังจุดเดิมทุกอย่าง แม้แต่กับการเลือกสมัครงานในตำแหน่งเดิม ที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้อนรับแนวคิดโฆษณาหรูๆ ขายภาพฝันชีวิตดีๆ ของเขาอีกต่อไป จนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เขาตกต่ำสุดๆ นั่นทำให้เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เรื่องราวดำเนินไปแบบค่อนข้างคาดเดายากว่าเขาทำแต่ละอย่างไปเพื่ออะไร แม้จะรู้ว่าเป็นแผนประสงค์ร้ายต่อครอบครัวใหม่ที่มาอยู่ที่อพาร์ทเมนท์เดิมของเขาก็ตาม

เมื่อเรื่องเดินมาถึงช่วงท้ายจึงมาเฉลยให้เราเข้าใจว่า “ฆาเบียร์” นั้นหมกหมุ่นอยู่กับชีวิตสวยหรูในอดีตอย่างมาก และหวังแก้ไขความผิดพลาดในชีวิตของเขาใหม่หมด ซึ่งเป็นแผนการที่เรียกได้ว่าเว่อร์เอามากๆ ว่าคิดออกมาและจะทำให้สำเร็จได้ยังไง ตัวเรื่องมีความบังเอิญออกแนวไม่สมเหตุผลอยู่หลายจุด แต่ก็พอจะมองข้ามไปได้เพราะหนังดูสนุกเดินเรื่องไวต่อเนื่องให้แผนการสำเร็จง่ายๆ และตั้งแต่แรกเริ่มก็นำเสนอหลายๆ อย่างออกมาในหนังอินดี้เกินจริงนิดๆ มีฉากสะท้อนภาพเสียดสีสังคมวัตถุนิยมมาเรื่อยๆ อย่าง การที่ตัวเอกยอมย้ายไปห้องพักราคาถูก แต่วิวนอกหน้าต่างกลับเป็นป้ายโฆษณาบิลบอร์ดขนาดยักษ์ของภาพเมืองสวยๆ จากมุมสูง เหมือนพวกที่พักหรูๆ ในเมืองที่พยายามเอาจุดนี้มาโฆษณาขายกัน ซึ่งตัวหนังตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องจะมีภาพสะท้อนความหรูหราที่ฆาเบียร์ใฝ่หามาให้ได้อยู่ตลอด จนต้องยอมก่ออาชญากรรมหลายอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนี้กลับคืนมา

ชีวิตตัวเอกที่ติดกับโฆษณาสวยหรูมาตลอด และก็กลายเป็นคนปลิ้นปล้อนหลอกลวงในเวลาต่อมา เหมือนเป็นตัวแทนอาชีพคนเขาทำโฆษณาที่ต้องสร้างภาพให้ดูดีอยู่เสมอ

หนังเรื่องนี้ไม่มีพระเอกหรือตัวร้าย เพราะตัวร้ายก็คือตัวเอกฆาเบียร์นั่นเอง แต่ระหว่างทางของเรื่องก็มีตัวละครอื่นเข้ามาเป็นอุปสรรคทำให้แผนการของฆาเบียร์สะดุดเป็นระยะๆ ซึ่งก็ออกแนวคนเลวมาเจอคนเลวด้วยกัน เหมือนผีย่อมเห็นผีกันเอง เป็นช่วงลุ้นระทึกออกแนวโรคจิตๆ ช่วยทำให้เรื่องราวดูระทึกขวัญมากขึ้นก่อนไปถึงแผนการสุดท้ายของฆาเบียร์ในตอนก่อนจบ และมีเรื่องราวต่ออีกนิดให้ได้ลุ้นกัน ก่อนจะจบลงในแนวภาพสะท้อนวัตถุนิยมของบ้านสวยๆ อีกครั้งแบบตอนเปิดเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ติสท์ๆ ดูเป็นหนังอินดี้ขนาดนั้นครับ

หนังทำออกมาในแนวทริลเลอร์ระทึกเล็กๆ เดินเรื่องไปด้วยตัวเอกหลักเพียงคนเดียว และทำให้คนดูงุนงงไปกับแผนการของตัวเอกว่าคืออะไรกันแน่ได้ตลอดเรื่อง จนเมื่อเฉลยออกมาก็อึ้งไปเหมือนกัน แต่ไม่ขนาดว้าวไปกับจุดพีคของเรื่องได้ เพราะบางจุดไม่สมเหตุผลมากพอให้เชื่อ ตัวเรื่องมีช่องโหว่ให้โต้แย้งได้หลายจุด รวมถึงการที่ตอนจบก้าวกระโดดไปไกลอย่างงงๆ พาให้เรื่องยิ่งดูโอเวอร์ไม่สมเหตุผลมากขึ้นไปอีก

ติดตามรีวิวหนังในเว็บไซต์คลิกที่นี่

Leave a comment
The Devil’s Hour ช่วงเวลาปีศาจ ตี 3.33 นาที ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เกินคาด!