รีวิว Agatha Christie’s Seven Dials ฆาตกรรมปริศนาที่เซเว่นไดอัลส์ ที่ Netflix ดัดแปลงเพื่อหากินโดยเฉพาะ
ฆาตกรรมปริศนาที่เซเว่นไดอัลส์
Summary
เป็นซีรีส์ที่มีนักแสดงที่ดีช่วยพยุงเรื่องไว้จนหลังแทบหัก แต่การดำเนินเรื่องแย่ 2 ตอนแรกชวนง่วง ตอน 3 ดีขึ้นหน่อยแต่ก็ไม่ได้ดีมาก บทเต็มไปด้วยปริศนาที่ไม่ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากติดตามกับตอนจบที่คาดเดาตัวคนร้ายไม่ได้ก็จริง แต่ก็เพราะซีรีส์ไม่วางเบาะแสอะไรให้ถึงตัวละครนี้เลยต่างหาก! ซึ่งถึงแม้จะปะชื่อ Agatha Christie ไว้ แต่ก็เพราะเป็น Public Domain (สาธารณสมบัติ) ที่ Netflix หยิบฉวยมาสร้างฟรี แถมยังตั้งใจทำตอนจบต่อยอดเรื่องราวต่อออกไปอีกหวังเป็นแฟรนไชนส์หากินกับชื่อนี้ ทำให้การดัดแปลงเรื่องราวออกมาดูผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปมาก ถ้าคุณเป็นแฟนคริสตี้ตัวยงที่คาดหวังปริศนาฉลาดแบบปัวโรต์จะผิดหวังมาก ถ้าคุณแค่ต้องการดูซีรีส์สืบสวนเบาสบายสามตอนโดยไม่สนใจว่ามันจะดีขนาดไหน ก็พอดูได้แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากจริงๆ
Overall
5.5/10User Review
( votes)Pros
- ผลงานจากนิยาย Agatha Christie
- นักแสดงดัง
- มีพากย์ไทย
Cons
- การเล่าเรื่องช้าอืดมาก
- ดัดแปลงจนไม่ได้รู้สึกว่าเป็น Agatha Christie
- การวางปมปริศนาไม่น่าติดตาม
- พยายามทำเป็นแฟรนไชน์หากินต่อจากนิยาย
ADBRO
Agatha Christie’s Seven Dials ฆาตกรรมปริศนาที่เซเว่นไดอัลส์ ซีรีส์ Original Netflix 3 ตอนจบ เรื่องราวของ “เลดี้ไอลีน ‘บันเดิล’ เบรนท์” หญิงสาวชั้นสูงผู้กล้าหาญที่ออกสืบเบาะแสคดีฆาตกรรมคนรักในบ้านของวงศ์ตระกูล
รีวิว Agatha Christie’s Seven Dials ฆาตกรรมปริศนาที่เซเว่นไดอัลส์ (ไม่สปอยล์)
มินิซีรีส์สามตอนที่ดัดแปลงจากนิยายลึกลับของอากาธา คริสตี้ปี 1929 โดยนำเสนอเรื่องราวของ“เลดี้ไอลีน ‘บันเดิล’ เบรนท์” นักสืบสมัครเล่นในยุค 1920s ที่ต้องไขคดีฆาตกรรมชายหนุ่มที่กำลังจะขอเธอแต่งงาน

เรื่องราวเริ่มต้นในปี 1925 ที่งานปาร์ตี้สุดหรูของตระกูล Caterham ที่คฤหาสน์ Chimneys Bundle ลูกสาวของ Lady Caterham กำลังเต้นรำกับ Gerry Wade เพื่อนเก่าที่เพิ่งกลับจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขาบอกใบ้ว่าจะมีคำถามสำคัญถามเธอในอาทิตย์หน้า Bundle มั่นใจว่านั่นคือการขอแต่งงาน แต่เช้าวันต่อมา Gerry ถูกพบเสียชีวิตบนเตียงแม้จะมีนาฬิกาปลุกเจ็ดเรือนดังอยู่ในห้อง ตำรวจคิดว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ Bundle ไม่เชื่อและตัดสินใจสืบสวนคดีเองพร้อมกับเพื่อนๆ คือ Jimmy Thesiger และ Ronnie Devereux ระหว่างทางเธอได้พบกับ Superintendent Battle ตำรวจผู้กำลังตามหาองค์กรลึกลับที่เรียกว่า “Seven Dials” การสืบสวนพาเธอจากตรอกมืดในลอนดอนไปจนถึงงานเลี้ยงที่คฤหาสน์ที่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์
ซีรีส์สร้างตัวละครผู้หญิงรุ่นใหม่ในสังคมยุคเก่าที่ไม่ยอมรับผู้หญิงแบบนี้ ซึ่งนักแสดง McKenna-Bruce แสดงให้เห็นว่ามีทั้งความเปราะบางจากการสูญเสียคนรักและความแข็งแกร่งที่จะหาความจริง การแสดงของเธอมีเสน่ห์เล็กๆ ที่ช่วยพยุงเรื่องราวไว้ ซึ่งถ้าไม่มีเธอซีรีส์นี้คงดูไม่ได้เลย
ปัญหาใหญ่ของซีรีส์นี้อยู่ที่เนื้อเรื่องและการเล่าเรื่อง แม้มีแค่ 3 ตอนแต่เล่าเรื่องได้ช้ามากจนน่าเบื่อ ซีรีส์เสียเวลาไปมากมายเพื่อแนะนำตัวละคร จังหวะการเล่าเรื่องเหมือนไม่แน่ใจว่าต้องการจะเล่าอะไร เพราะตั้งแต่เปิดฉากก็เป็นสนามวัวชนที่มีการสร้างอุบัติเหตุฆาตกรรมขึ้นมาแบบปริศนาฆาตกรรมอำพราง ซึ่งทำให้ผู้ต้องเสียเวลาในการคิดเชื่อมโยงกับฉากฆาตกรรมหลักของเรื่องนี้ แต่บอกเลยว่าเสียเวลาเปล่าเพราะมันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยสักนิดเดียว โดยซีรีส์ปกปิดข้อมูลบางอย่างไว้จากผู้ชมมากมาย ให้นางเอกวิ่งไปทั่วลอนดอนค้นหาเบาะแส แต่ปัญหาคือเบาะแสเหล่านั้นไม่ค่อยมีความหมาย ไม่ได้มีความเป็น Agatha Christie เลย ซึ่งก็คงเพราะเรื่องนี้พึ่งถึงเวลาการเป็น Public Domain (สาธารณสมบัติ) คือ ผลงานสร้างสรรค์ที่ไม่มีการคุ้มครองโดยกฎหมายลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร หรือเครื่องหมายการค้าอีกต่อไป ทำให้ใครก็ตามสามารถนำไปใช้ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ได้โดยเสรี ไม่ต้องขออนุญาต และไม่ต้องเสียค่าใช้ใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ Netflix สามารถเอามาปู้ยี้ปู้ยำได้ตามใจ มันเลยกลายเป็นความรู้สึกว่าเรื่องราวถูกเล่าไม่ฉลาด ไม่มีเบาะแสที่พยายามไว้ทุกที่อยู่ตลอดเวลา แม้ฉากจบจะเฉลยออกมาเป็นตัวละครที่คาดไม่ถึง แต่ก็เต็มไปด้วยความสับสนแบบกะทันหันและไร้ตรรกะ คนร้ายตัวจริงเป็นคนที่คุณแทบไม่เคยคิดว่าจะเป็น ไม่ใช่เพราะมันฉลาดหรือซ่อนเบาะแสไว้ดี แต่เพราะมันไม่มีเบาะแสเลยต่างหาก แถมแรงจูงใจของคนร้ายในตอนจบก็ออกมาแบบสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ได้วางรากฐานไว้ตั้งแต่ตอนต้น
ที่สำคัญคือซีรีส์ยังจงใจทำตอนจบเพื่อไปต่ออีกแม้ว่าหนังสือต้นฉบับไม่ได้มีภาคต่อ มันดูเหมือน Netflix หยิบเรื่องนี้มาเพื่ออยากสร้างแฟรนไชนส์โดยใช้ชื่อ Agatha Christie หากินมากกว่าตั้งใจสร้างซีรีส์แนวสืบสวนแบบนี้ดีๆ ซึ่งการที่เรื่องทำออกมาแค่ 3 ตอนก็เพื่อประหยัดงบการสร้าง ทำเหมือนเป็นซีรีส์ทดลองเพื่อดูผลตอบรับผู้ชมมากกว่าจะกลายเป็นซีรีส์ชั้นนำจริงๆ
สิ่งที่ทำได้ดีคือภาพและการออกแบบยุคสมัย ซีรีส์ถ่ายทำที่ Bristol, Bath และ Ronda ประเทศสเปน ทำให้ได้ภาพคฤหาสน์สวยงามและบรรยากาศยุค 1920s ที่สมจริง ชุดสวยงามและเหมาะสมกับยุคสมัย การถ่ายทำเรียบร้อย แสงสีดูดี แต่ทั้งหมดนี้ไม่สามารถช่วยบทที่อ่อนแอได้ มันเหมือนห่อของขวัญสวยหรูแต่ข้างในไม่มีอะไร
สรุปแล้ว Agatha Christie’s Seven Dials เป็นซีรีส์ที่มีนักแสดงที่ดีช่วยพยุงเรื่องไว้จนหลังแทบหัก แต่การดำเนินเรื่องแย่ 2 ตอนแรกชวนง่วง ตอน 3 ดีขึ้นหน่อยแต่ก็ไม่ได้ดีมาก บทเต็มไปด้วยปริศนาที่ไม่ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกอยากติดตามกับตอนจบที่คาดเดาตัวคนร้ายไม่ได้ก็จริง แต่ก็เพราะซีรีส์ไม่วางเบาะแสอะไรให้ถึงตัวละครนี้เลยต่างหาก! ซึ่งถึงแม้จะปะชื่อ Agatha Christie ไว้ แต่ก็เพราะเป็น Public Domain (สาธารณสมบัติ) ที่ Netflix หยิบฉวยมาสร้างฟรี แถมยังตั้งใจทำตอนจบต่อยอดเรื่องราวต่อออกไปอีกหวังเป็นแฟรนไชนส์หากินกับชื่อนี้ ทำให้การดัดแปลงเรื่องราวออกมาดูผิดเพี้ยนเปลี่ยนไปมาก ถ้าคุณเป็นแฟนคริสตี้ตัวยงที่คาดหวังปริศนาฉลาดแบบปัวโรต์จะผิดหวังมาก ถ้าคุณแค่ต้องการดูซีรีส์สืบสวนเบาสบายสามตอนโดยไม่สนใจว่ามันจะดีขนาดไหน ก็พอดูได้แต่อย่าไปคาดหวังอะไรมากจริงๆ