รีวิว ONE PIECE SS2 (Neflix) Live Action วันพีซที่รู้ว่าแฟนต้องการอะไรและจัดมาให้เป๊ะ!
ONE PIECE SS2
Summary
One Piece SS2 Into the Grand Line คือซีรีส์ Live Action ที่ตอกย้ำความมั่นใจของผู้สร้างรู้ว่าตัวเองต้องมอบอะไรให้อะไรกับแฟนๆ และภูมิใจกับมัน ในยุคที่การดัดแปลงหลายเรื่องพยายามทำตัวให้แตกต่างจากต้นฉบับ แต่เรื่องนี้กลับโอบรับความบ้าบิ่นของอาจารย์ Oda อย่างเต็มที่ โดยถอดแบบมังงะออกมาแทบเต็ม 100% ไม่สนว่ามันจะดูบ้าบิ่นแค่ไหน ทำให้มันดูสนุกมากสำหรับแฟนๆ และสำหรับคนที่เพิ่งจะรู้จัก One Piece ครั้งแรกผ่านซีรีส์นี้ก็คงแปลกประหลาดใจกับไอเดียหลุดโลกหลายๆ อย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เหมือนจริง โดยเฉพาะการผจญภัยที่ยกระดับขึ้นมากมายไปยังเกาะต่างๆ อีกทั้งฉากแอ็กชั่นฟันดาบของ zoro ก็ออกมาแบบดีขึ้นมาก กลุ่มตัวร้ายที่มีคาแรกเตอร์แปลกแตกต่างมีมิติเฉพาะตัว การใช้ตัวละคร Chopper กวางน้อยที่เป็น CGI ที่แสนน่ารักกลมกลืนไปกับนักแสดงได้จริงๆ โดยมีเรื่องราวที่สะเทือนใจผู้ชมแทรกมาด้วย ซึ่งแม้จะมีข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้างกับ Chopper ตอนแปลงร่าง หรือการเดินเรื่องในอดีตที่เล่าลึกละเอียดมากจนคนที่ไม่ใช่แฟนมังงะอาจจะเบื่อๆ ได้ แต่โดยรวมซีซั่นนี้ก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างได้น่าประทับใจจริงๆ ครับ
Overall
9.5/10User Review
( votes)Pros
- ถอดแบบมังงะมาเต็มร้อย
- กลุ่มตัวร้ายใหม่มีมิติ
- ฉากแอ็กชั่นยกระดับขึ้น
- งาน CGI ดีมาก
- มีพากย์ไทย
Cons
- CGI Chopper ตอนแปลงร่างยังไม่ดีมาก
- ช่วงเล่าถึงอดีตยาวนานมาก
ONE PIECE SS2 Into the Grand Line ซีรีส์ Original Netflix 8 ตอนจบซีซั่น 2 เรื่องราวของกลุ่มหมวกฟางที่ล่องเข้าสู่แกรนไลน์ ผจญภัยไปในเกาะต่างๆ ตั้งแต่ Loguetown, Reverse Mountain, Whisky Peak, Little Garden และจบที่ Drum Island
รีวิว ONE PIECE SS2
หลังจากความสำเร็จของซีซั่นแรกที่ทำให้มังงะดังที่น่าจะขึ้นชื่อว่าทำ Live Action ได้ยากที่สุดกลายมาเป็นซีรีส์ดังระดับหัวแถวต่อมาของ Netflix ซึ่งการมาของซีซั่น 2 ก็เหมือนผู้สร้างได้ปลดล็อคตัวเองไปแล้วว่ามันสำเร็จ ซีซั่นนี้เลยเป็นงานสร้างที่ตอกย้ำความสำเร็จนั้นขึ้นไปอีก เมื่องานสร้างเรื่องราวในซีซั่นนี้มีสเกลขนาดที่ใหญ่ขึ้นมากหลายเท่า และก็มีตัวละครกวางเรนเดียร์น้อย Tony Tony Chopper ที่ต้องเป็น CG ตลอดเรื่องด้วย แต่ซีรีส์ก็ทำมันออกมาได้สำเร็จอย่างสวยงาม แต่ก็กลายเป็นซีรีส์เฉพาะแฟนผู้ชมที่อ่านการ์ตูนมามากกว่าจะเป็นคนดูทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายๆ เหมือนกัน
แน่นอนว่าเรื่องการคัดนักแสดงมาให้ตรงกับมังงะมากที่สุดนั้นแทบไม่มีปัญหาเพราะอาจารย์โอดะมาเป็นคนคัดเลือกและคุมงานเอง แต่ที่แปลกคือการเลือก Miss Wednesday จากผิวขาวให้มาเป็นผิวคล้ำ โดยใช้นักแสดงลูกครึ่งอังกฤษอินเดีย Charithra Chandran ก็เพื่อให้ตรงกับที่มาของตัวละครมากขึ้น ซึ่งจริงๆ ไม่มีปัญหาเลยเพราะคาแรกเตอร์หน้าตาเธอก็ยังซื่อตรงกับมังงะเช่นเดิม ซึ่งตัวละครอื่นๆ นั้นยิ่งกว่าตรงตั้งแต่ผู้พันสโมกเกอร์ (นักแสดง Callum Kerr) ที่ลุคและท่าทางกล้ามโตถอดแบบมาเป๊ะๆ ที่เด่นสุดคือ Miss all sunday หรือโรบิน (นักแสดงLera Abova) ที่ดูลึกลับเซ็กซี่และร้ายกาจตามมังงะสุดๆ ซึ่งภาคนี้ก็คือเรื่องราวของ Baroque Works องค์กรลับนักฆ่าที่มีเป้าหมายเจตจำนงค์ของตัวเองและไล่ตามลูฟี่และทีมตลอด Grand Line โดยมีสมาชิกแต่ละคนที่มีพลังและสไตล์แตกต่างกัน การคัดเลือกนักแสดงตัวร้ายในกลุ่มนี้ถือว่าเฉียบมาก David Dastmalchian รับบท Mr. 3 ได้อย่างสนุกและน่าขนลุกในเวลาเดียวกันกับความสามารถพลังเทียนไขของเขา Jazzara Jaslyn รับบท Miss Valentine ที่ใช้การเพิ่มลดน้ำหนักตัวจัดการคู่ต่อสู้อย่างโหดเหี้ยม ซึ่งมาพร้อมกับ Mr.5 Camrus Johnson ที่แคะขี้มูกดีดเป็นระเบิดได้ ซึ่งซีรีส์ก็ทำสกิลตัวร้ายให้ออกมาน่ากลัวได้สมกับเป็นทีมนักฆ่าจาก Baroque Work จริงๆ
ส่วนตัวละคร Tony Tony Chopper ปรากฏตัวในตอนที่ 6 ซึ่งทันทีที่ปรากฏตัวออกมาผู้ชมก็รู้ได้เลยว่าทีมงานทุ่มเทให้กับตัวละครนี้มากจริงๆ เพราะนี่เป็นงานยากที่สุดของเรื่องนี้แล้ว โดย Mikaela Hoover ทั้งพากย์เสียงและทำ Facial Capture จับอารมณ์ทางใบหน้าให้ตัวละครอีกด้วย ทำให้ Chopper มีชีวิตขึ้นมาด้วยความเปราะบางและอบอุ่นแบบรู้สึกได้จริงๆ โดยมีตอนที่ 7 ที่ดำดิ่งลงไปในอดีตของ Chopper กับ Dr. Hiriluk เป็นหนึ่งในตอนที่อารมณ์หนักที่สุดของซีรีส์ มันพิสูจน์ว่าตัวละคร CGI กวางเรนเดียร์การ์ตูนสามารถทำให้ผู้ชมสะเทือนใจได้จริงๆ
ซีซั่นนี้ยังยกระดับฉากแอ็กชั่นให้โดดเด่นจริงจังขึ้น โดยมีฉากไฮไลต์ที่โดดเด่นที่สุดของซีซั่นคือ Zoro บุกเดี่ยวสังหารสมาชิก Baroque Works กว่า 100 คนในฉาก Whisky Peak โดยมีการถ่ายทำและตัดต่อเหมือน Rurouni Kenshin ซึ่งนักแสดง Mackenyu แสดงให้เห็นว่าเขาพัฒนาไปมากกว่าซีซั่นแรก และตัวละคร Zoro ในเวอร์ชันนี้มีมิติที่ไม่ได้มีแค่ความเท่เพียงอย่างเดียวอีกด้วย แต่บทของลูฟี่ในฉากแอ็กชั่นอาจจะน้อยลงบ้างเพราะต้องกระจายบทให้กับหลายตัวละครที่เพิ่มมามากขึ้น ซึ่งซีซั่นนี้ก็เลยแทบไม่ได้ใช้ความสามารถพิเศษของเขามากเท่าซีซั่นแรกเลย
งาน CGI ขนาดใหญ่ของซีซั่นนี้คืออลังการมากตั้งแต่ ฉากปลาวาฬยักษ์ที่กลืนเรือเข้าไปในตอนแรก ไปจนถึงเกาะ Little Garden ที่เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์มีไดโนเสาร์ และมียักษ์สองตนต่อสู้กันมาร้อยปี ซึ่งซีรีส์ทุ่มทุนทำฉากที่เกาะนี้ในสเกลโลกล้านปีได้อย่างเนียนๆ อลังการงานสร้างมาก
แต่ก็มี CGI ที่ด้อยอยู่บ้าง อย่างในส่วนของ Chopper ที่แปลงร่างเป็นตัวใหญ๋ที่ใช้ทั้ง CGI และเอฟเฟกต์จริงผสมกัน ยังไม่เนียนพอ หรือการทำสกิลบางอย่างในมังงะให้ออกมาเป็นจริงก็ยังดูขัดเขินไม่ลงตัวอยู่บ้างเหมือนกัน แต่สำหรับแฟนๆ แคนี้ก็คงดีเกินพอแล้วนั่นแหละ
นอกจากนี้การเล่าเรื่องหลายช่วงก็นานเกินไป อย่างอดีตของ Chopper กับ Dr. Hiriluk ก็ถูกเล่าเกือบทั้งตอน 7 เลย ซึ่งผู้ชมที่อ่านมังงะมาก็เข้าใจว่านี่คือช่วงบิ้วอารมณ์ของต้นฉบับที่เป็นจุดเด่นของเรื่อง แต่สำหรับผู้ชมที่ไม่ใช่แฟนมังงะมามันก็รู้สึกว่าเป็นการเล่าที่ยืดยาวมากจนแอบน่าเบื่อช่วงเวลาอืดๆ หลายช่วงของเรื่องนี้ได้เหมือนกัน
สรุป
One Piece SS2 Into the Grand Line คือซีรีส์ Live Action ที่ตอกย้ำความมั่นใจของผู้สร้างรู้ว่าตัวเองต้องมอบอะไรให้อะไรกับแฟนๆ และภูมิใจกับมัน ในยุคที่การดัดแปลงหลายเรื่องพยายามทำตัวให้แตกต่างจากต้นฉบับ แต่เรื่องนี้กลับโอบรับความบ้าบิ่นของอาจารย์ Oda อย่างเต็มที่ โดยถอดแบบมังงะออกมาแทบเต็ม 100% ไม่สนว่ามันจะดูบ้าบิ่นแค่ไหน ทำให้มันดูสนุกมากสำหรับแฟนๆ และสำหรับคนที่เพิ่งจะรู้จัก One Piece ครั้งแรกผ่านซีรีส์นี้ก็คงแปลกประหลาดใจกับไอเดียหลุดโลกหลายๆ อย่างที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เหมือนจริง โดยเฉพาะการผจญภัยที่ยกระดับขึ้นมากมายไปยังเกาะต่างๆ อีกทั้งฉากแอ็กชั่นฟันดาบของ zoro ก็ออกมาแบบดีขึ้นมาก กลุ่มตัวร้ายที่มีคาแรกเตอร์แปลกแตกต่างมีมิติเฉพาะตัว การใช้ตัวละคร Chopper กวางน้อยที่เป็น CGI ที่แสนน่ารักกลมกลืนไปกับนักแสดงได้จริงๆ โดยมีเรื่องราวที่สะเทือนใจผู้ชมแทรกมาด้วย ซึ่งแม้จะมีข้อด้อยเล็กๆ น้อยๆ อยู่บ้างกับ Chopper ตอนแปลงร่าง หรือการเดินเรื่องในอดีตที่เล่าลึกละเอียดมากจนคนที่ไม่ใช่แฟนมังงะอาจจะเบื่อๆ ได้ แต่โดยรวมซีซั่นนี้ก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้นอย่างได้น่าประทับใจจริงๆ ครับ