playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

[รีวิว] Pokemon Mewtwo Strikes Back Evolution การโต้กลับของมิวทู ความทรงจำในวัยเด็กสุดล้ำค่า

Pokemon Mewtwo Strikes Back Evolution

สรุป

เด็กยุค 90’S ดูเรื่องนี้แล้วจะคิดถึงวัยเด็กเลยในทันที รูปแบบ องค์ประกอบ และเนื้อเรื่องตรงตามต้นฉบับเกือบเปะ และโปเกม่อนทุกตัวน่ารักมาก แฟนแอนิเมชั่นโปเกม่อนต้องลองดู

Overall
7.5/10
7.5/10
Sending
User Review
0 (0 votes)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • ภาพ CG สวยล้ำหน้ากว่าหลายเรื่องในญี่ปุ่น
  • โปเกม่อนน่ารักมากกก

Cons

  • เนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรมาก
  • ลอกตามต้นฉบับมา แทบไม่มีการใส่เนื้อเรื่องเสริมเข้ามาเลย

ตำนานภาพยนตร์เรื่องแรกของ Pokemon The First Movie : Mewtwo Strikes Back ได้ฉายไปในปี 1998 ที่ประเทศญี่ปุ่น พร้อมกับฉากตราตรึงสุดประทับในความทรงจำของเด็ก ๆ ในยุคนั้น  ณ ตอนนี้ภาพยนตร์เริ่องนี้ได้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบภาพยนตร์ซีจี 3 มิติในชื่อเรื่อง Pokemon Mewtwo Strikes Back Evolution ลง Netflix เนื้อเรื่อง และภาพจะเป็นอย่างไรกัน เราลองมาดูกันดีกว่า

 Pokémon: Mewtwo Strikes Back - Evolution (2019) on IMDb
คะแนนเฉลี่ย IMDB

รับชมตัวอย่าง Pokemon Mewtwo Strikes Back Evolution ของ Netflix ได้ที่นี้

เรื่องราวของโปเกม่อนในภาคนี้เริ่มต้นที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ค้นพบฟอสซิลที่มี DNA ของมิว ซึ่งเป็นโปเกม่อนมายาที่มีพลังที่เหลือล้น จึงทำการเก็บตัวอย่างไปทำการวิจัยและได้สร้างโคลนของมิวขึ้นมา ชื่อของโปเกม่อนตัวนั้นก็คือ “มิวทู” พวกเขาประสบความสำเร็จในการสร้างมิวทู แต่ว่ามิวทูที่เกิดมาพร้อมกับพลังมหาศาลจนไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ห้องวิจัยได้ถูกทำลายไปจนหมด ซาคากิหัวหน้าแก๊งร็อคเก็ตได้เสนอมิวทูให้มาอยู่กับตนแลกกับการสร้างอุปกรณ์ควบคุมพลังได้ แต่ว่าซาคากิหักหลังมิวทูไป ทำให้มิวทูโกรธแค้น หนีไปสร้างปราสาทของตนขึ้นมาเพื่อเหตุผลบางอย่าง และกลุ่มซาโตชิก็ได้รับคำเชิญจากมิวทูให้มาปราสาทของตน

ถ้าให้นิยามกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมคงจะให้ว่าเป็นการรีมาสเตอร์จากเวอร์ชั่นอนิเมะปี 1998 ชัด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง มุมกล้องในแต่ละฉาก เหมือนได้ย้อนกลับไปสมัยเด็กที่ได้ดูเรื่องนี้ใหม่ ๆ เลย แต่ว่าน่าเสียดายที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่มีการเล่าเนื้อเรื่องเพิ่มเติมจากเวอร์ชั่นแรกเลย เวอร์ชั่นโปเกม่อนจะมีสองแบบคือ ญี่ปุ่น และ อเมริกา ซึ่ง Netflix เอาเวอร์ชั่นอเมริกาเข้ามาทำให้เพลงเปิดเป็น Gotta Catch them all ซึ่งมันก็ต่างกันแค่เพลงและปิด แต่ยังคงเสียดายที่ Netflix ทำซับเรื่องนี้ออกมาไม่ค่อยดี ทั้งในซับออกมาเร็วไป หายเร็วไป ในบางฉากทำให้หลาย ๆ คนงงว่าตกลงบทพูดนี้มันตรงกับซับอันไหน

ด้านเนื้อเรื่องปัดตกไปแบบไม่มีข้อกังขาใด ๆ เพราะเนื้อหาในเรื่องนี้ไม่ค่อยดีมาก ถึงค่อนข้างแย่ แต่เพราะดูในวัยเด็กเลยทำให้เราอินไปกับมัน แต่พอโตมาแล้วมาดูซ้ำ กลับพบว่าทั้งเรื่องมันขาดสีสันและในหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ไม่สามารถบอกความเป็นมา หรือตายร้ายดีของตัวละครบางตัวได้ และดราม่าที่มีฉากซีนเดียวที่ไม่มีการปูใด ๆ ที่ทำให้อินสุดไปกับมันไม่ได้

ด้านภาพ คงต้องยกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำดีในเรื่องซีจีและสภาพแวดล้อมของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งในเรื่องคลื่นน้ำที่มีความสมจริงและก้อนเมฆ การทำฉากแอนิเมชั่นที่ลื่นไหล สีหน้าและท่าทางตัวละครมีชีวิตชีวา แต่ฉากต่อสู้ที่สนุกน้อยมากเมื่อเทียบกับซีรีส์แอนิเมชั่นถ้าเทียบกับปัจจุบัน ผมคิดว่าเรื่องนี้จุดที่สุดคงเป็นเรื่องนี้แล้ว  โปเกม่อนมีความน่ารักมาก โดยเฉพาะไคริวกับมิว ไคริวตุ้ยนุ้ยบินส่งจดหมาย และมิวที่น่ารักมากกกกกก จึงยกเป็นด้านภาพเด่นที่สุด

ด้านการพากย์ เสียงพากย์มีทั้งภาษาไทย, อังกฤษ, ญี่ปุ่น โดยผมจะพูดแค่เสียงไทยก่อน หลายคนอาจจะสงสัยว่าพากย์ไทยนั้นมีลักษณะเสียงเป็นอย่างไรบ้าง โดยเสียงพากย์ไทยที่ฟังนั้นเป็นเสียงที่มาจากช่องทรูครับ โทนเสียงของซาโตชิจะเป็นโทนเสียงที่ดูเด็กขึ้น และมีการใช้นักพากย์ พากย์ซ้ำกันบ้าง ถ้าไม่ติดใจอะไรก็ถือว่างานนี้เป็นงานพากย์ที่มีมาตรฐานพอตัว ส่วนในเรื่องของพากย์ญี่ปุ่นก็ดีตามปกติอยู่แล้ว ถ้าใครชอบพากย์ต้นฉบับก็แนะนำให้ดูพากย์ญี่ปุ่นดีกว่าครับ

รวม ๆ แล้วถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ปรับปรุงมาจากอนิเมะเวอร์ชั่นเก่า ถือว่าทำดีมาก ๆ เพราะแทบจะเหมือนต้นฉบับเลย ทำให้มีหลายฉากมีความทรงจำในวัยเด็กไหลออกมาเลย และภาพก็สวยมากถ้าเทียบกับเรื่องอื่น ๆ ต้องชมเรื่องงานภาพของจริงเลยครับ และชอบความน่ารักของเหล่าโปเกม่อนในเวอร์ชั่นนี้มาก ๆ

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!