playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก หนังแอ็กชั่นระห่ำไม่สุด แถม “หักมุมด้วยการไม่หักมุม”

รีวิว 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

สรุป

หนังดูง่ายไม่ซับซ้อน สนุกเพลินๆ มีความมันส์พอได้อยู่ แม้การไล่ล่าจะไม่ได้ระทึกสุดขีดแบบที่หวังไว้

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
0 (0 votes)
Comments Rating 0 (0 reviews)

Pros

  • ฝ่าบาทก็ยังเป็นฝ่าบาท เล่นได้เท่สุขุมนุ่มลึกเหมือนเดิม
  • บทพระเอกตงฉินที่มีความขัดแย้งในใจคุกรุ่นอยู่

Cons

  • หนังไม่ได้มีแอ็กชั่นระห่ำสุดๆ แบบที่หน้าหนังให้คิดว่าเป็นแบบนั้น
  • เป็นหนังสืบสวนที่พยายามเฉลยคนร้ายเบื้องหลังตลอดเวลา
  • นักแสดงเล่นแบบไม่ต้องเดาว่าใครเป็นคนร้าย

รีวิว 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก ผลงานจากผู้อำนวยการสร้าง แอนโทนี และ โจ รุสโซ่ ผู้สร้างผลงานอย่าง Avengers: Infinity War และ Avengers: Endgame และได้นักแสดงอย่าง แชดวิก โบสแมน ที่เคยรับบท แบล็คแพนเธอร์ มารับบทตำรวจนิวยอร์คหนุ่มไฟแรง “อังเดร เดวิส” ที่เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมตำรวจ 7 คน โดยคนร้ายสองคนที่เป็นมืออาชีพ อังเดร มีเวลา 4 ชั่วโมง เพื่อตามล่าคนร้ายในคดีอุกฉกรรจ์นี้ โดยสั่งปิดเกาะแมนฮัตตันลงทั้งเกาะ ซึ่งรวมไปถึงสะพาน 21 จุด และหยุดขบวนรถทุกประเภทเข้าออกจากเกาะ ปูพรมส่งนายตำรวจเข้าไปปฏิบัติการไล่ล่าในครั้งนี้

ตัวอย่าง 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

หนังแอ็กชั่นที่ฟังพล็อตแล้วดูเนื้อเรื่องดุเดือดเลือดพล่านมาก แถมได้ชื่อผู้อำนวยการสร้างจาก Avengers กับนักแสดงผิวสี “แชดวิก โบสแมน” ที่ทุกคนรู้จักกันในบทฝ่าบาทของแบล็คแพนเธอร์ หนังน่าจะทำได้และเป็นอย่างพล็อตที่วางไว้มาก แต่พอดูจริงกลับกลายเป็นหนังปิดเกาะแค่พอเป็นพิธีตามเนื้อเรื่อง แต่ก็ไม่ได้มีการไล่ล่าเหนือชั้นอะไรให้เห็นในเรื่องเลย คือไม่ต้องปิดเกาะก็ได้เพราะเรื่องราวไม่เคยไปถึงด่านหรือมีอะไรให้รู้สึกว่าบีบคั้นขนาดนั้นเลย หนังมาในสูตรเดิมๆ ผู้ร้ายปล้นฆ่าตำรวจ พระเอกตามไล่ล่าวิ่งไล่จับ มีเวลาจำกัดก่อนเช้าที่จะไม่สามารถปิดเมืองแบบตอนดึกได้ (เรื่องเกิดตอนตี 1 ปิดเมืองได้ถึงตี 5) หนังมาในแนวใช้เทคโนโลยีจากกล้องวงจรปิดทั่วเมืองตามหาโจร แล้วก็ส่งพระเอกไป จบแค่นั้น

21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก
21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

เหมือนว่าหน้าหนังต้องการแค่ใช้พล็อตปิดเมืองมาเป็นจุดขายดึงคนชอบแนวแอ็กชั่นระห่ำๆ เข้ามาดู แต่ที่จริงแล้วหนังต้องการขายแนวสืบสวนเสียมากกว่า เพราะเรื่องราวจริงๆ คือการวางแผนสมคบคิดครั้งใหญ่ แต่ไม่ต้องมาเดาอะไร เพราะผู้ร้ายในเรื่องก็แทบจะเสนอหน้าตัวเองบอกอยู่โทนโท่แล้วว่าฉันนี่แหละผู้ร้าย ข้าแค่มาหลอกใช้เอ็งเท่านั้น หนังเปิดปมของเรื่องราวมามาตอนแรกให้ดูทะแม่งๆ แบบบอกเลยว่านี่เป็นการจัดฉาก พร้อมกับแทบจะเฉลยคนร้ายตามมาในเวลาไล่เรี่ยกัน เหมือนต้องการหลอกคนดูที่ชอบเดาทางเรื่องให้คิดไปตลอดเรื่องเองว่าหนังน่าจะมีอะไรมากกว่าที่เห็น ผู้ร้ายต้องไม่ใช่หมอนี่สิไม่งั้นมันจะง่ายไป บลาๆ แต่แล้วก็ “หักมุมด้วยการไม่หักมุม” หนังเฉลยแบบไม่มีเซอไพรส์อะไรกับเรื่องราวเลยสักนิด จนแอบคิดไม่ได้ว่าหนังตั้งใจหลอกคนดูให้คิดไปเองจริงๆ ใช่มั้ย หรือว่าหนังอาจจะมีเรื่องราวพล็อตแนวทริลเลอร์สืบสวนมาก่อน แต่ด้วยความที่บทดูธรรมดาไม่ได้แปลกใหม่อะไร จึงต้องหาจุดขายเว่อร์ๆ อย่างปิดเกาะมาครอบไว้อีกชั้น เพื่อให้เนื้อในของหนังที่แสนธรรมดา ได้มีพล็อตหน้าหนังเท่ๆ กับดาราเท่ๆ มาเป็นจุดขาย

สองโจรที่เปิดมาอย่างดี แต่เวลาผ่านไปกลับจบลงอย่างง่ายๆ

ความง่ายๆ ของเรื่องยังรวมไปถึงสองโจรที่เปิดมาก็เหมือนจะมีอะไรน่าสนใจ เพราะฆ่าตำรวจตายไป 7 ศพ โดยปูว่าเป็นทหารเก่าเดนตายมาก่อน แต่แล้วกลับกลายเป็นจบลงอย่างง่ายๆ จนแทบจะกลายเป็นโจรธรรมดาสามัญประจำเมืองแทน แต่ที่เป็นแบบนั้นก็อาจจะเพราะหนังถูกวางให้มีเรื่องราวสืบสวนไปยังผู้ร้ายตัวจริงมากกว่าตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก็เลยไม่ได้คิดจะทำในส่วนนี้ให้ดูใหญ่โตเกินกว่าเรื่องราวที่แท้จริง

แต่ข้อเสียก็เป็นข้อดีในตัวคือ หนังดูง่ายไม่ซับซ้อน สนุกเพลินๆ มีความมันส์พอได้อยู่ แม้การไล่ล่าจะไม่ได้ระทึกสุดขีดแบบที่หวังไว้ แต่ก็เป็นซีนที่น่าติดตามไปเรื่อยๆ ได้จนจบเรื่อง เพียงแต่จะรู้สึกขัดใจกับการพยายามจงใจเฉลยตัวร้ายทุกช่วงแบบกลัวคนไม่รู้นี่แหละ ทำให้หนังทั้งเรื่องที่พยายามไปแนวทางสืบสวนสอบสวนดูขัดกันเองเพราะพยายามเฉลยโจ่งแจ้งอยู่ตลอดเวลา

ในส่วนของนักแสดง แชดวิก โบสแมน ฝ่าบาทของเราก็ยังหล่อเท่ดูดีเหมือนเดิม พร้อมการแสดงที่ดูจริงจังเข้มข้นกับบทตำรวจที่มีปมพ่อถูกโจรฆ่าแล้วโตมากับความยุติธรรมไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร แม้บทหนังจะหลวมโครกคราก แต่เขาก็ช่วยทำให้หนังดูมีอะไรน่าติดตามกับในส่วนของความขัดแย้งในใจ ดุแล้วเป็นนักแสดงที่ปูมาสายแอ็กชั่นแจ้งเกิดต่อไปได้แม้ไม่มีบทในแบล็คแพนเธอร์ได้สบายๆ หายห่วง ใครที่ติดตามเขาอยู่ก็ไม่ผิดหวังกับการดูเรื่องนี้แน่นอน

นี่เป็นหนังที่เหมือนรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนในเรื่อง ก็เลยพยายามหาอะไรมากลบๆ ไว้ อย่างหน้าหนังก็พยายามขายชื่อสองพี่น้องแอนโทนี และ โจ รุสโซ่ มากเกินไป จนกลบขื่อผู้กำกับ Brian Kirk ไปหมด ซึ่งนี่เป็นผลงานกำกับหนังโรงครั้งแรกของเขา ต้องให้เครดิตว่ายังทำได้ดีในองค์รวม แม้บทหนังจะเป็นแบบที่บอกในข้างต้นก็ตามทีครับ

 

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!