playinone.com
รีวิวหนัง ซีรีส์ Netflix HBO Prime Disney+ Apple TV+ สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว BEEF SS2 (Netflix) จิกกัดเจน Z กับ Y ได้สนุกสนาน แต่ไม่ได้หัวร้อนอย่างที่คิดเลย…

Summary

BEEF SS2 คือการกลับมาที่ยังดีอยู่ แต่ไม่พิเศษเท่าครั้งแรกเลย ทีมนักแสดงยังคงยอดเยี่ยม โดยเปลี่ยนมาเล่นเรื่องปัญหาช่องว่างระว่างรุ่น Gen Z ทะทะ Gen Y ได้อย่างน่าสนใจด้วยการจิกกัดปัญหาทั้งสอง Gen กันอย่างเต็มเหนี่ยวทั้งเรื่อง ในสไตล์ตลกร้ายเรียบๆ แบบค่าย A24 ที่ใครชอบก็ชอบแน่นอน แต่ว่าซีรีส์ก็ไม่ได้ยกระดับเป็นแนวหัวร้อนจัดกันหนักๆ เต็มเหนี่ยวแบบซีซั่นแรก ซึ่งเป็นความต้องการของผู้สร้างที่จะทำตรงข้ามให้เป็นความขัดแย้งกันจริงๆ ในที่ทำงาน ช่วงแรกอาจจะดูคุกรุ่นรอระเบิด แต่ก็ไม่ได้ยกระดับขึ้นไปเลยจน แถมตอนกลางเรื่องมีดิ่งลงเป็นดราม่าชีวิตดีๆ ที่เข้าใจกัน แล้วก็เบี่ยงปมเรื่องความขัดแย้งนั้นไปอีกทางในตอนท้ายเป็นแนวดราม่าอาชญากรรมจากตัวละครเกาหลีใต้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องปั้นแต่งให้ตอนจบเป็นไปแบบยัดเยียดสะท้อนให้เห็นเรื่องราวจริงของสังคมทุนนิยมที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนมันได้ แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากนัก ถ้าคุณไม่คาดหวังให้มันเหมือนซีซั่น 1 นี่ยังเป็นซีรีส์ที่ดูได้และน่าสนใจ แต่ถ้าคุณคาดหวังความแปลกใหม่แบบซีซั่น 1 คุณจะผิดหวังแน่นอน!

Overall
7/10
7/10
Sending
User Review
0 (0 votes)

Pros

  • แนวคิดความขัดแย้งข้ามรุ่นน่าสนใจ
  • จิดกัดชีวิตของสองเจนได้อย่างร้ายกาจ
  • นักแสดงคุณภาพมาก
  • มีพากย์ไทย

Cons

  • ไม่ได้หัวร้อนไปจนสุด
  • ยัดเยียดปัญหาทุนนิยมแบบเดิมๆ
  • ตัวละครเยอะมากมายเกินจำเป็น

ADBRO

BEEF SS2 คนหัวร้อน ซีรีส์ Original Netflix 8 ตอนจบ เมื่อคู่รักวัยเจน Z ได้เห็นเจ้านายวัยมิลเลนเนียลเจน Y ทะเลาะกับภรรยาแบบสุดเหวี่ยง พวกเขาถ่ายคลิปนั้นไว้และนำมันไปใช้ต่อยอดชีวิตจนเกิดเรื่องราววุ่นวายตามมา

รีวิว BEEF คนหัวร้อน ซีรีส์แก้แค้นที่แสบสัน โหด มันส์ ฮา แต่แฝงดราม่าน้ำดีไว้ด้วย

 

รีวิว BEEF SS2

สามปีหลังจากซีซั่นแรกที่ทำให้ผู้สร้าง Steven Yeun และ Ali Wong ทำซีรีส์แนวดราม่าหัวร้อนทะเลาะเบาะแว้งลุกลามบานไปใหญ่โตได้อย่างน่าติดตาม คราวนี้ผู้สร้างกลับมาพร้อมนักแสดงชุดใหม่ทั้งหมด และความขัดแย้งที่เปลี่ยนจากถนนมาสู่สนามกอล์ฟชนชั้นสูงในมอนเตซิโต แคลิฟอร์เนีย แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปเลยคือนี่ไม่ใช่ซีรีส์แนวหัวร้อนอารมณ์รุนแรงอีกต่อไป แต่เป็นแนวตรงกันข้ามคือความขัดแย้งที่เป็นจริงจังกับชีวิตมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องราวของความแตกต่างของ Gen ในที่ทำงานกับสังคมที่แตกต่างกันสุดขั้ว

Ashley Miller (Cailee Spaeny) และ Austin Davis (Charles Melton) เป็นคู่หมั้นเจน Z ที่ทำงานระดับล่างที่สนามกอล์ฟ Ashley เป็นสาวเสิร์ฟเครื่องดื่มบนรถกอล์ฟ Austin เป็นเทรนเนอร์พาร์ทไทม์ พวกเขาไม่มีประกันสุขภาพ เงินเดือนต่ำ และรู้สึกไม่พอใจกับสภาพการทำงาน แต่พวกเขาห่อหุ้มกันด้วยความพึ่งพาอาศัยกัน

Joshua Martín (Oscar Isaac) และ Lindsay Crane-Martín (Carey Mulligan) เป็นคู่สามี-ภรรยา วัยมิลเลนเนียลแตะ 40 ที่ Josh เป็นผู้จัดการทั่วไปของสนามกอล์ฟ ส่วน Lindsay เป็นนักออกแบบตัวตกแต่งภายใน แต่ชีวิตของพวกเขาไม่สวยงามอย่างคนภายนอกเห็น

คืนหนึ่ง Ashley และ Austin ขับรถไปส่งกระเป๋าเงินที่ Josh ทิ้งไว้ พวกเขาบังเอิญเห็นเจ้านายของเธอทะเลาะกันอย่างรุนแรง พวกเขาจึงบันทึกวิดีโอไว้ และวิดีโอนี้ได้กลายมาเป็นจุดพลิกผันของชีวิตพวกเขาทั้งหมด

ซีรีส์เริ่มต้นด้วยการเปิดศึกข้ามรุ่นแบบที่เราพบเห็นกันในสังคมตอนนี้ คนรุ่นเก่าทะเลาะกับคนรุ่นใหม่ ด้วยแนวคิดว่า “ทุกรุ่นเริ่มต้นด้วยการคิดว่าพวกเขาจะไม่กลายเป็นเหมือนรุ่นก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านไปและแรงกดดันจากระบบทุนนิยม แต่ละรุ่นก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมรุ่นก่อนถึงเป็นแบบนั้น” ซึ่งซีรีส์ถ่ายทอดแนวคิดนี้ลงไปในเรื่องราวที่เสียดสีสังคมได้อย่างตรงจุดมากจริงๆ ผู้ชมในแต่ละวัยยิ่งถ้าใกล้เคียงสองรุ่นนี้จะยิ่งเก็ทกับทุกๆ อย่างที่ตัวละครเจอและกระทำลงไปทั้งในด้านดีด้านร้ายแทบจะเหมือนๆ กันหมดทั้งโลก อย่างเช่น Gen Z ก็จะรู้สึกว่าถูกกดขี่จากคนรุ่นก่อนที่เป็นเจ้านายทำงานสบายมีชีวิตดีๆ ทำให้เขาพยายามหาทางเอาคืนด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ เพื่อความเป็นธรรมในมุมมองความคิดของพวกเขา ส่วนเจน Y ในเรื่องก็คือผู้ใหญ่วัย 40 ที่ภาพภายนอกเหมือนชีวิตดี้ดี แต่ภายในคือดิ้นรนท้อแท้กับปัญหาชีวิตมากมายทั้งการแต่งงานที่ไม่สวยหรูอย่างที่คิด การงานที่สุดท้ายก็ทำตามฝันไม่ได้ต้องติดแหง็กกับงานที่เป็นอยู่ที่ไม่ได้ดีอย่างที่คิด ซึ่งในเรื่องนี้สนามกอล์ฟที่พวกเขาอยู่ถูกซื้อโดยเจ้าของใหม่ชาวเกาหลีที่มีเบื้องหลังเป็นแค่บริษัทการเงินบังหน้านอกประเทศ ซึ่งสุดท้ายก็ไม่พ้นว่านี่คือจุดจบของชีวิตพวกเขาตลอดไปแน่ๆ ถ้ายังอยู่กับที่นี่

ซีรีส์เล่าถึงมุมมองปัญหาแตกต่างที่ทั้งสองฝ่ายเจอ แล้วเอาการแก้ปัญหาที่ทั้งสองฝั่งอยากหลุดจากชีวิตเดิมๆ ด้วยโจทย์คนละอย่างกับการแก้ปัญหาด้วยคนละมุมมองมาเล่น แล้วเอามาบรรจบพบกันเป็นประเด็นของเรื่องราวที่เริ่มจากการเอาคลิปไปแบล็คเมล์เพื่อขอเลื่อนตำแหน่ง ส่วนอีกฝ่ายก็หวังใช้พวกเขายักยอกเงินบริษัทเพราะมองว่าพวกนี้มันแค่เด็กโง่ที่ถูกหลอกใช้ จากเรื่องราวนั้นก็ทำให้กลายเป็นหนังชีวิตม้วนยาวที่ผูกทั้ง 4 คนนี้เข้าด้วยกัน โดยมีมุกจิกกัดทั้งสองวัยเข้ามาตลอดเวลา อย่าง Austin ที่พยายามเป็นนักกายภาพบำบัดด้วย Chat GPT และก็ติดใช้มันในชีวิตประจำวันจนทำตัวดูเหมือนกูรูไปหมด Ashley ที่พึ่งมีประกันสุขภาพครั้งแรกและไม่รู้เรื่องการใช้มันตามกฏหมายเลยว่ามันไม่ได้ดีอย่างที่คิด (อเมริกาตรงข้ามกับไทยมากพอสมควร) Lindsay ก็เลี้ยงหมาเหมือนเป็นลูก เอาชีวิตเข้าไปผูกกับสัตว์เลี้ยงโดยไม่มีลูกจริงๆ ทั้งๆ ที่มีได้แต่เลือกไม่มีเอง ซึ่งจุดนี้ซีรีส์หยอดมุกออกมาได้สนุกแอบตลกร้ายจนล้นเกินจริงไปเลย ซึ่งก็เป็นงานสไตล์ที่คนชอบค่าย A24 ก็คงถูกใจแน่นอน

แต่สิ่งที่ซีรีส์ทำไม่ถูกนักก็เพราะยังใช้ชื่อเดิม BEEF คนหัวร้อนอยู่โดยทำให้ผู้ชมคิดว่าเรื่องราวมันจะค่อยๆ จุดระเบิดลามไปเลยเถิดกันยังไง แต่ซีรีส์กลับไม่ทำให้เรื่องราวเป็นไปอย่างนั้นเลย แม้ตอนเริ่มต้นช่วงแรกมีแนวโน้มว่าเรื่องจะเลยเถิดเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นเรื่อยๆ อย่างการที่เจน Y บอกเจน Z ว่าความรักถ้าไม่ทะเลาะกันก็แสดงว่ายังไม่ได้เข้าใจกันจริงๆ จนทำให้เจน Z หันมาฉุกคิดว่าจริงหรือไม่และเริ่มส่อแววว่าจะทะเลาะกันตามคำยุที่ฟังมา แต่พอถึงกลางเรื่องซีรีส์กลับหักหัวลงลดอารมณ์คุกรุ่นที่สะสมไว้ตอนแรกกลายมาเป็นเรื่องราวที่ทั้งสองวัยพยายามเข้าใจกันและกัน ซึ่งเรื่องพยายามบิดประเด็นให้ความขัดแย้งตอนหลังกลายเป็นอาชญากรรมข้ามโลกจากเจ้านายเกาหลีใต้ผู้ทรงอิทธิพล จนดูเหมือนแอบจิกกัดพวกซีรีส์เกาหลีที่ชอบทำแนวแชโบลอยู่ตลอด ทำให้ธีมหัวร้อนหรือความขัดแย้งที่ตั้งธงไว้กลายเป็นการร่วมมือกันเอาชีวิตรอด ซึ่งมันค่อนข้างน่าผิดหวังมากที่ผู้สร้างไม่ยอมไต่ระดับจากปัญหาสองวัยที่ขัดแย้งกันโดยตรง และยังมาเล่นมุกจบแบบหักมุมไม่สวยหรูตามใจคนดู แต่ทำเป็นแนวสะท้อนชีวิตจริงที่ทุกคนมักเลือกตรงข้ามกับความจริงในสื่อบันเทิง ถึงแม้มันจะดูเป็นลูปวงจรสะท้อนสังคมทุนนิยมได้ดี แต่มันก็ยังไม่น่าประทับใจอะไรนักครับ

 

สรุป

BEEF SS2 คือการกลับมาที่ยังดีอยู่ แต่ไม่พิเศษเท่าครั้งแรกเลย ทีมนักแสดงยังคงยอดเยี่ยม โดยเปลี่ยนมาเล่นเรื่องปัญหาช่องว่างระว่างรุ่น Gen Z ทะทะ Gen Y ได้อย่างน่าสนใจด้วยการจิกกัดปัญหาทั้งสอง Gen กันอย่างเต็มเหนี่ยวทั้งเรื่อง ในสไตล์ตลกร้ายเรียบๆ แบบค่าย A24 ที่ใครชอบก็ชอบแน่นอน แต่ว่าซีรีส์ก็ไม่ได้ยกระดับเป็นแนวหัวร้อนจัดกันหนักๆ เต็มเหนี่ยวแบบซีซั่นแรก ซึ่งเป็นความต้องการของผู้สร้างที่จะทำตรงข้ามให้เป็นความขัดแย้งกันจริงๆ ในที่ทำงาน ช่วงแรกอาจจะดูคุกรุ่นรอระเบิด แต่ก็ไม่ได้ยกระดับขึ้นไปเลยจน แถมตอนกลางเรื่องมีดิ่งลงเป็นดราม่าชีวิตดีๆ ที่เข้าใจกัน แล้วก็เบี่ยงปมเรื่องความขัดแย้งนั้นไปอีกทางในตอนท้ายเป็นแนวดราม่าอาชญากรรมจากตัวละครเกาหลีใต้เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องปั้นแต่งให้ตอนจบเป็นไปแบบยัดเยียดสะท้อนให้เห็นเรื่องราวจริงของสังคมทุนนิยมที่ไม่มีใครไปเปลี่ยนมันได้ แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากนัก ถ้าคุณไม่คาดหวังให้มันเหมือนซีซั่น 1 นี่ยังเป็นซีรีส์ที่ดูได้และน่าสนใจ แต่ถ้าคุณคาดหวังความแปลกใหม่แบบซีซั่น 1 คุณจะผิดหวังแน่นอน!

 

ติดตามรีวิวหนัง Netflix เรื่องอื่นคลิกที่นี่

รีวิว Black Doves พิราบเงา (Netflix) ซีรีส์สายลับที่ตัวละครมีเสน่ห์ซับซ้อนคมคายสุดๆ
------------------------------------------------------------