playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ
Skyscraper – Left
Skyscraper – Right

รีวิว The Umbrella Academy SS3 เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้เป็นซีซั่นที่ดีที่สุด

Summary

ถือว่าเป็นซีซั่นที่ดีและสนุกตามมาตรฐานของเรื่องนี้ เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยเซ็ตอัพเรื่องราวที่แข็งแรงจากซีซั่นก่อนๆ ช่วยหนุนในหายนะต่างๆ ในซีซั่นนี้มันสนุก ชวนลุ้น และตื่นเต้น เดาไม่ได้เลยว่าจะลงเอยหรือจบยังไง เพราะมีความเป็นไปได้ต่างๆ ในเรื่องแบบไม่จบสิ้นจริงๆ

Overall
8/10
8/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • เล่นประเด็นกาลเวลา เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวให้ลุ้นตลอดเรื่อง
  • ลดดราม่าเวิ่นเว้อน้อยลงจากซีซั่นก่อน 
  • ยังคงความแปลกแต่ดีของเรื่องเอาไว้ได้

Cons

  • ยังมีช่วงยืดหรือน่ารำคาญอยู่บ้างในช่วงต้น

The Umbrella Academy SS3 ฮีโร่ครอบครัวบ้านแตก กลับมากู้โลกและไทม์ไลน์ที่ปั่นป่วนเพราะตัวเอง กับการเผชิญหน้ากับกลุ่มฮีโร่คู่ขนานอีกไทม์ไลน์อย่าง สแปร์โรว์อคาเดมี ที่ต้องบอกได้เลยว่าซีซั่นนี้ได้เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวของพวกผู้มีพลังพิเศษที่ไม่เหมือนใครนี้

ตัวอย่าง The Umbrella Academy SS3

รีวิว The Umbrella Academy SS3

ดิอัมเบลลาอคาเดมี เป็นซีรีส์สร้างจากคอมมิคในชื่อเดียวกัน เกี่ยวกับเรจินัล ฮากรีฟ มหาเศรษฐีที่ได้รวบรวมเด็กที่จู่ๆ ก็เกิดในท้องผู้หญิงและคลอดภายในวันนั้น นำมาฝึกฝน 7 คน ฝึกพลังพิเศษให้กลายเป็นกลุ่มซุปเปอร์ฮีโร่ สู้กับเหล่าร้าย แต่ด้วยเหตุการณ์หลายๆ อย่าง ทำให้เด็กพวกนี้เติบโตมาเป็นกลุ่มคนเหลวแหลกกลุ่มหนึ่ง นี่จึงไม่ใช่เรื่องราวในแบบฉบับที่เป็นฮีโร่ช่วยเหลือคนทั่วไป เพราะคนพวกนี้จะช่วยเหลือตัวเองก็แทบเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ทิศทางการดำเนินเรื่องมันจึงเกิดความเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา

ตัวแปรหลักของเรื่องราวคือฮีโร่หมายเลข 5 ที่มีพลังในการกระโดดข้ามมิติสั้นๆ ได้ แต่ดันเผลอไปกระโดดข้ามไกลเกินจนทะลุกาลเวลาไปพบกับวันสิ้นโลก เขาเลยพยายามหาทางกลับมายังไทม์ไลน์ปัจจุบันที่พี่น้องของเขายังมีชีวิตอยู่ โลกยังไม่พัง เพื่อรวบรวมครอบครัวให้มาปกป้องกู้โลกกันอีกครั้ง ซึ่งสองซีซั่นที่ผ่านมา ก็มีการหักมุม การดำเนินเรื่องที่เหนือความคาดหมายหลายอย่าง แต่แก่นหลักสำคัญก็คือ เหล่าพี่น้องดิอัมเบลลา ต้องหยุดยั้งหายนะครั้งใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ให้ได้อีกครั้ง

จากเหตุการณ์ในซีซั่นที่แล้ว แม้ว่าพี่น้องดิอัมเบรลลา ได้ช่วยโลกให้พ้นจากวันสิ้นโลกเอาไว้ได้ แต่กลับกลายเป็นว่ามันได้สร้างไทม์ไลน์ใหม่ขึ้นมา เป็นช่วงเวลาที่ไม่มีดิอัมเบลลาอคาเดมี แต่กลายเป็นสแปร์โรวอคาเดมี พร้อมกับเหล่าพี่น้องพลังพิเศษอีก 7 คน พวกเขาจึงต้องหาทางกลับไปใช้ชีวิตปกติ หรือต้องกลับมากู้โลกให้พ้นหายนะแบบใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว ต้องติดตามชมในเรื่อง

ถ้าหากใครที่ติดตามดูตั้งแต่ซีซั่นแรกของซีรีส์เรื่องนี้ ก็จะดูต่อและเก็ตหลายๆ อย่างได้ไม่ยากเลย เพราะโครงเรื่องต่างๆ ที่มีการปูทางไว้ทั้งสองซีซั่น มันแข็งแรงมาก ทั้งเหล่าตัวละคร นิสัยใจคอที่ค่อยๆ พัฒนา ดีขึ้นหรือแย่ลงก็จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ตัวละครนั้นๆ เจอภายในเรื่อง และเซ็ตอัพของเรื่องราว ทั้งเรื่องวันสิ้นโลก องกรที่พิทักษ์กาลเวลา ปริศนาของเรจินัลฮากรีฟ พลังพิเศษของตัวละครหลักแต่ละคนรวมไปถึงดราม่าส่วนตัวและปมในใจ

นั่นเลยทำให้การดำเนินเรื่องมันสามารถเปิดทางใหม่ๆ ให้กับเรื่องราวที่เล่นกับเรื่องกาลเวลา แม้จะเป็นเรื่องราวใกล้เคียงเดิม แต่นำไปสู่จุดจบใหม่ๆ และเปิดเรื่องราวใหม่ๆ แบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน อย่างเช่น ทำไมถึงมีสแปร์โรวอคาเดมี ดิอัมเบรลลาหายไปไหนในไทม์ไลน์นี้ หรือพลังพิเศษของพี่น้องสแปร์โรวอคาเดมีแต่ละคนมีอะไรบ้าง ก่อนที่จะหยอดไว้ด้วยความฉิบหายในห้วงของกาลเวลาอย่างประเด็น Grandfather Paradox ที่ทำให้เกิดสิ่งผิดปกติบางอย่าง ถ้าใครเป็นเนิร์ดสายที่ชอบเรื่องราวเมาๆ กาวๆ เกี่ยวกับกาลเวลาในริคแอนด์มอร์ตี้ อาจจะไม่ลึกเท่า แต่ต้องชอบซีซั่นนี้แน่นอน รับประกันเลย

อีกหนึ่งประเด็นในซีซั่นที่สาม เกี่ยวกับตัวนักแสดงนำอย่างเอลเลน เพจ ที่เปลี่ยนชื่อเป็นเอลเลียต เพจ พร้อมกับประกาศตัวว่าเป็นชายข้ามเพศ ในซีรีส์ก็ได้มีการเสริมเรื่องราวของตัวละครแวนญา ที่กลายเป็นวิคเตอร์ ให้เข้ากับตัวนักแสดงในแบบที่คนดูไม่รู้สึกว่ามันยัดเยียดเลย เพราะมันมีเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของตัวละครแวนญาจากซีซั่นก่อน มาหนุนให้กับบทบาทการเปลี่ยนเพศตัวละครในครั้งนี้ และทำออกมาได้ดีและกลมกลืนไปกับเรื่อง

แก่นหลักๆ ของเรื่องนอกจากพวกผู้มีพลังมาช่วยกันกอบกู้โลกจากหายนะ (ที่เกิดจากตัวเอง) ก็คือเรื่องราวดราม่าส่วนตัวของแต่ละตัวละคร ที่ในซีซั่นนี้ลดความน่ารำคาญน้อยลงกว่าซีซั่นก่อนอย่างเห็นได้ชัด และเพิ่มมิติใหม่ๆ ของตัวละครฝั่งสแปร์โรวอคาเดมีเข้ามา ที่เป็นเหมือนขั้วตรงข้ามกับดิอัมเบรลลา ฮีโร่ครอบครัวพังๆ กับกลุ่มฮีโร่ที่แสนเพียบพร้อมและได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีช่วงน่ารำคาญเลย ซึ่งมันก็มีแหละ กลายเป็นเหมือนสิ่งที่อยู่คู่กับเรื่องนี้กลายเป็นเอกลักษณ์อีกอย่างของมันไป
และพวกดราม่าหรือความงี่เง่าของตัวละครมันไม่ได้ใส่มาพร่ำเพรื่อ แต่ส่งผลกับเนื้อเรื่องหลัก ที่โลกกำลังจะแตกอยู่แล้วก็ยังต้องมานั่งเถียงกันหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่กว่าจะถึงช่วงพีคหรือช่วงสำคัญๆ ในเรื่องราวต่างๆ แบบนี้ ทำให้ช่วงแรกอาจจะดูค่อนข้างเอื่อยๆ ใช้ความอดทนในการดูสักนิดหนึ่ง อย่างที่เคยเป็นมาแบบซีซั่นก่อนๆ

ถ้าผ่านพ้นช่วงแรกไปแล้ว มันก็จะกลายเป็นซีรีส์ฮีโร่ กลิ่นอายแปลกๆ ที่คุณติดหนึบจนหยุดดูไม่ได้ และมันทำหน้าที่ในการพาผู้ชม เข้าสู่โลกประหลาดๆ ของมันได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ วิกฤตของกาลเวลา ปัญหาครอบครัวของคนจิตใจพังๆ ที่ต้องมากอบกู้โลกพังๆ ด้วยกัน และที่ชอบมากๆ ในซีซั่นนี้คือ พลังพิเศษของ เคลาส์ ที่ควบคุมวิญญาณได้ เป็นไฮไลต์สำหรับแฟนๆ ให้ได้ติดตามกัน เป็นตัวแปรสำคัญแบบคาดไม่ถึง มีเซอร์ไพรส์ต่างๆ ในทั้งซีซั่น และด้วยความที่มันเป็นอีกไทม์ไลน์ที่โลกโดนกอบกู้มา ตัวละครเก่าๆ จากซีซั่นก่อนๆ ก็จะโผล่มาสร้างสีสันให้ได้ชม

แต่ทว่า ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องราวที่เหมาะกับทุกคนสักเท่าไหร่ มันอาศัยความเข้าใจในตัวเรื่องราวต่างๆ ค่อนข้างมาก คนละอารมณ์และโทนกับพวกฮีโร่มาเวลทั่วไป แต่มันก็คือเสน่ห์ของเรื่องนี้ที่เรื่องอื่นเทียบไม่ได้เหมือนกัน

บอกใบ้ไว้สักเล็กน้อย ว่าคีย์หลักอีกอย่างของเรื่องอยู่ที่โรงแรมที่เหล่าตัวเอกพัก ถ้าคนตาไว จะสังเกตได้ว่าผนังห้อง กับพื้นทางเดิน มันลายเดียวกับเรื่อง The Shining ซึ่งเป็นกิมมิคเล็กๆ บอกใบ้เอาไว้ มันจะสำคัญอะไรยังไงก็ต้องไปดูในเรื่องอีกที

ถือว่าเป็นซีซั่นที่ดีและสนุกตามมาตรฐานของเรื่องนี้ เปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ด้วยเซ็ตอัพเรื่องราวที่แข็งแรงจากซีซั่นก่อนๆ ช่วยหนุนในหายนะต่างๆ ในซีซั่นนี้มันสนุก ชวนลุ้น และตื่นเต้น เดาไม่ได้เลยว่าจะลงเอยหรือจบยังไง เพราะมีความเป็นไปได้ต่างๆ ในเรื่องแบบไม่จบสิ้นจริงๆ

 

อ่านรีวิวหนัง Netflix ในเว็บไซต์เพิ่มเติมคลิกที่นี่

รีวิว The Playlist ซีรีส์กำเนิด Spotify สุดครีเอทด้วยเรื่องเล่า 6 ตอน 6 มุมมองแบบราโชมอน!