playinone.com
รีวิว บทความ หนัง ซีรีส์ Netflix สตรีมมิ่งทุกระบบ

รีวิว The Falcon and the Winter Soldier คู่หูมหากาฬ ล้างบางทรชน (ไม่สปอยล์)

สรุป

ซีรีส์ขยายจักรวาล MCU ที่เข้มข้นและดุเดือดถึงเลือดถึงเนื้อ ด้วยการพาไปสำรวจแง่มุมของตัวละครหลักที่ถูกขับเน้นด้วยปมปัญหาในใจที่ทำให้เกิดเรื่องที่เลวร้าย ผสานกับมุกตลกสไตล์หนังคู่หู พ่วงด้วยฉากแอ็คชั่นที่สนุกในทุกฉาก โปรดักชั่นและการแสดงของทีมนักแสดงที่ดีตามมาตรฐานภาพยนตร์ของมาร์เวล แต่ประเด็นสำคัญในเรื่องค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จปมเก่าเล่าใหม่และจังหวะการเล่าเรื่องค่อนข้างมีปัญหา ตัวละครในเรื่องที่มีเยอะเกินความจำเป็นแม้ว่าบางตัวจะมีประโยชน์และบางตัวจะไม่มีประโยชน์จนทำให้ไม่ได้ใช้เวลากับตัวละครหลักมากเท่าที่ควร ยิ่งสำหรับคนที่ไม่รู้จักจักรวาล MCU ถ้ามาดูคาดหวังฉากแอ็คชั่นก็คงได้ แต่อาจจะไม่ชื่นชอบในตัวละครสักเท่าไหร่ ถือเป็นการปูเรื่องให้เราได้ทำความรู้จักตัวละครหลักก่อนพวกเขาจะพาเราไปเจอประเด็นใหม่ ๆ ใน กัปตัน อเมริกา ภาค 4

Overall
6/10
6/10
Sending
User Review
5 (1 vote)

Pros

  • เนื้อเรื่องเล่าได้น่าติดตามน่าสนใจในสไตล์ของภาพยนตร์ MCU
  • ฉากแอ็คชั่นดุเดือดถึงเลือดถึงเนื้อ เพราะได้ผู้เขียนบทจอห์น วิค มาเขียนให้
  • ทีมนักแสดงแสดงได้ดีลงตัว
  • ประเด็นในเรื่องเข้มข้นและหม่นหมองมากกว่าที่ผ่าน ๆ มา
  • จบเรื่องได้อย่างดี และมีความหมายกับจักรวาล MCU

Cons

  • พล็อตและประเด็นค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จไปแล้วของหนังฮีโร่สมัยนี้
  • บางฉาก บางตัวละครไม่มีความจำเป็นกับเรื่องขนาดนั้น
  • จังหวะการเล่าเรื่องนั้นมีปัญหา แต่ละตอนไม่สม่ำเสมอ เดี๋ยวบู๊แหลกเดี๋ยวดราม่าหนัก
  • คนที่ไม่ได้ตามจักรวาล MCU หรือรู้จักตัวละครมาก่อน จะไม่อินเรื่องราวในเรื่องขนาดนั้น

The Falcon and the Winter Soldier (เดอะฟอลคอนและเดอะวินเทอร์โซลเจอร์) มินิซีรีส์อเมริกัน สร้างขึ้นสำหรับดิสนีย์+ โดย มัลคอล์ม สเปลล์แมน เขียนบทโดย ดีเร็ค โคลสตาด ผู้เคยฝากผลงานในภาพยนตร์แฟรนไชน์ จอห์น วิค เนื้อเรื่องสร้างจากตัวละครมาร์เวลคอมิกส์ในชื่อเดียวกัน คือ แซม วิลสัน / ฟอลคอน และ บักกี้ บาร์นส / วินเทอร์โซลเจอร์ โดยเป็นซีรีส์เรื่องที่สองของดิสนีย์พลัสที่อยู่ในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล (MCU) เดินเรื่องต่อเนื่องกับภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ ของแฟรนไชส์ เนื้อเรื่องเกิดขึ้นหลังจาก อเวนเจอร์ส: เผด็จศึก ในปี 2019 และก่อนหน้าเหตุการณ์ใน สไปเดอร์-แมน ฟาร์ ฟรอม โฮม ผลิตโดย มาร์เวลสตูดิโอ ควบคุมบทโดยมัลคอล์ม สเปลล์แมน และ คาริ สค็อกแลนด์ เป็นผู้กำกับการแสดง บอกเล่าเรื่องราวในปี 2024 หนึ่งปีหลังจากกัปตันอเมริกาปลดเกษียณและมอบโล่ให้แซม วิลสัน เพื่อนสนิท คำถามมากมายก็ปรากฏตัวขึ้นในหัวของเขาว่าเขาจะสามารถเป็นกัปตันอเมริกาหรือไม่ เช่นเดียวกับ บักกี้ เพื่อนสนิทของสตีฟที่ต้องต่อสู้กับอดีตของตัวเองทั้งในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมทั้งตัวแปรมากมายที่ทำให้บทพิสูจน์การเป็นซูเปอร์ฮีโร่ของพวกเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก ท่ามกลางภัยก่อการร้ายจากกลุ่มก่อการร้ายใหม่ที่เกิดจากการทดลองของซูเปอร์โซลเจอร์ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และภัยซ่อนเร้นภายในที่หวังจะสั่นคลอนโลกทั้งใบให้ตกอยู่ในความโกลาหล และแน่นอนซีรีส์ก็ยังได้รับคะแนนและคำวิจารณ์ในแง่บวก แต่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าซีรีส์ในจักรวาลเรื่องที่สองนี้ไม่เป็นสองรองใครอยู่ดี แต่จริง ๆ มันเป็นแบบนั้นหรือเปล่า

 The Falcon and the Winter Soldier (2021) on IMDb

ตัวอย่าง The Falcon and the Winter Soldier

รีวิว The Falcon and the Winter Soldier

เรื่องราวของแซมและบักกี้ เพื่อนสนิทของกัปตันทั้งจากอดีตและปัจจุบันที่อดีตเคยฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายมาก่อน ทั้งคู่ดูเหมือนจะเข้าขากันได้ดี จนกระทั่งเมื่อ สตีฟ โรเจอร์ หรือกัปตันอเมริกาที่ได้ใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าได้มอบโล่ไวเบรเนียมคู่ใจให้กับแซม บักกี้ก็เริ่มตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของเพื่อนคนใหม่ที่เขาเพิ่งทำความรู้จัก จนกระทั่งเกิดเรื่องบางอย่างที่ทำให้โล่นั้นตกไปอยู่ในมือของ จอห์น วอล์คเกอร์ในฐานะกัปตันอเมริกาคนใหม่ที่รัฐบาลอเมริกาแต่งตั้ง พวกเขาจึงต้องกลับมาเพื่อหาทางที่จะพิสูจน์ว่าใครกันแน่ที่คู่ควรกับโล่ แต่ไม่ทันไรผลพวงจากอดีตก็ได้สร้างกลุ่มผู้ก่อการร้ายทรชนที่ทรงพลัง แฟล็ก สแมชเชอร์ ที่หวังจะใช้เซรั่มวิเศษที่สร้างกัปตันอเมริกา นำกองทัพที่ทรงพลังและอำนาจเพื่อล้างบางโลกนี้ให้ใสสะอาดตามความเชื่อของพวกเขา แซมและบัคกี้จึงต้องจับมือกันชั่วคราวเพื่อออกตามหาเบาะแสความจริง และร่วมต่อสู้เพื่อหยุดยั้งแผนการร้ายครั้งใหญ่ให้ได้ ก่อนที่จะสายไป ร่วมกับพันธมิตรเก่าและใหม่ อย่าง ชารอน คาร์เตอร์ และ วาคิน ตอร์เรส หรือแม้แต่ศัตรูคู่ฉกาจที่ถูกดึงมาร่วมเฉพาะกิจ อย่าง บารอน ซีโม การเดินทางครั้งนี้จะทำให้พวกเขาได้ค้นพบความหมาย ตัวตนที่แท้จริง และเป็นวีรบุรุษอย่างเต็มตัว

ซีรีส์เรื่องนี้เล่าเรื่องในสไตล์ของดราม่าแอ็คชั่นแบบที่ภาพยนตร์กัปตันอเมริกาทั้งสามภาคเป็น สะท้อนถึงมุมมืดของรัฐบาลและการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐร่วมกับซูเปอร์ฮีโร่เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อประชาชนด้วยฉากแอ็คชั่นสไตล์ฮีโร่อเมริกัน แม้ว่าจะไม่ได้มีชั้นเชิงในการนำเสนอ ด้วยความที่มันเล่าเรื่องตรง ๆ โต้ง ๆ ไม่มีอะไรให้ต้องติดตามนอกจากปล่อยให้เรื่องราวดำเนินไปเรื่อย ๆ โดยแต่ละตอนก็จะค่อย ๆ เปิดประเด็นสามัญอเมริกันที่ต้องการฮีโร่มาช่วยปกป้องโลก โดยมีวาระซ่อนเร้นแอบซ่อนอยู่ จนกระทั่งมีจุดแตกหักระหว่างตัวละคร จากนั้นก็จัดหนักการทำภารกิจเต็มสูบ สลับกับการเล่าปมให้เห็นมุมมองของตัวละครหลักหรือแม้แต่ตัวละครอื่น ๆ ควบคู่กับมุกตลกคำพูดจิกกัดสไตล์หนังคู่หูอเมริกันที่ดี เพราะเคมีของตัวละครหลักทั้งสองเข้ากันมาก สามารถมาช่วยผ่อนเรื่องราวที่เข้มข้นและดิบมากกว่าหนังมาร์เวลทั่วไป มีฉากการต่อสู้แบบถึงเลือดถึงเนื้อและรุนแรงมาก ๆ  ทั้งระเบิด ทั้งต่อยตีจนเห็นเลือดสาดเบา ๆ น่าเสียดายที่แม้ว่ามันจะแน่นเรื่องรายละเอียด แต่จังหวะการเล่าเรื่องนั้นมันหักดิบเกินไป บางอย่างก็ดึงดราม่าจนอืด ฉากต่อสู้บางฉากก็มากไป แต่ละตอนมีความแน่นจนอืด หรือเร็วจนงง เนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรมากไปกว่าการสำรวจจิตใจของตัวละคร ผสมกับการต่อสู้เพื่อยับยั้งอาชญากรรมที่เป็นในสไตล์หนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่ลงรายละเอียดให้เห็นว่าการทำงานร่วมกับรัฐมันเป็นยังไง ไม่ใช่เพียงซูเปอร์ฮีโร่ที่คิดจะช่วยโลกก็ทำได้ แต่นั่นแหละ มันก็ยังเป็นซีรีส์มาร์เวลที่มีสถานะเป็นหนังยาว บอกเล่าในฉบับภาพยนตร์ยาวกว่า 6 ชั่วโมงเท่านั้นเอง

ซีรีส์เรื่องนี้ใส่ใจกับบางอย่างมากเกินจนกลบประเด็นอื่น ๆ ไป ทั้งในด้านของตัวละครสมทบที่มีเยอะมากจนยากจะจดจำ บางทีก็โผล่มาแล้วก็หายที่ทำให้ขาดความต่อเนื่องหรือความน่าติดตาม ฉากแอ็คชั่นหรือบางเหตุการณ์ที่ไม่จำเป็นกับเนื้อเรื่อง หรือแม้แต่สิ่งที่ตัวละครหลักเผชิญอยู่พอถึงจุด ๆ หนึ่งซีรีส์ก็ผลักตัวละครเหล่านี้ไปในจุดที่เดาออกทันทีว่าจะเป็นยังไง แต่มันไม่ได้ปูจนเชื่อได้ว่าตัวละครสามารถเป็นแบบนั้นได้ ทั้ง ๆ ที่ในหกตอน มันน่าจะสามารถทำได้ โชคดีที่การปิดเรื่องราวในซีรีส์ทำได้ดีมาก ๆ คือจบแบบเต็มอิ่ม มีฉากแอ็คชั่นในสไตล์ไคลแม็กซ์ของภาพยนตร์ แต่ก็ยังมีการปูเรื่องไว้ไปสู่อนาคตของจักรวาล MCU อย่างภาพยนตร์ กัปตันอเมริกา ภาคที่ 4 ที่กำลังพัฒนาอยู่ เพื่อใช้เดินเรื่องต่อจากซีรีส์ นี่ก็เป็นข้อเสียหลัก ๆ เลยของซีรีส์ที่มาเพื่อต่อยอดจักรวาลและต้องให้ภาพยนตร์นั้นทำหน้าที่ต่ออีกที ทำให้ตัวละครของซีรีส์มีไว้เพื่อปูเนื้อเรื่องเท่านั้น แต่มันก็ยังดูสนุกและลุ้นระทึกกับภารกิจเหล่านี้ได้อยู่ แม้ว่ามันจะตามสูตรสำเร็จหนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่อุตส่าห์ปูความจริงจังของเรื่องและเหมือนจะค้นหาแนวทางแอ็คชั่นเจอแล้วทั้งที น่าจะทำได้ดีกว่านี้

การจะเข้าใจตัวละครหลักนั้น คุณจะได้ทำความรู้จักกับพวกเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ แต่ทว่าด้วยความที่มันเป็นซีรีส์ที่มีต้นแบบมาจากตัวละครในจักรวาล MCU มันก็ยังถูกปูมาให้สำหรับคนที่ตามมาก่อนหน้าอยู่ดี มิหนำซ้ำ ตัวละครต่าง ๆ ในเรื่องต่างผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมายแล้ว แต่ซีรีส์นั้นไม่ได้เล่าย้อนให้เห็นว่าเป็นยังไง แต่ต่อยอดเรื่องราวจากปมเก่าที่มีอยู่เพื่อขยายและสะสางมันให้เสร็จ แถมยังพ่วงมาด้วยตัวละครใหม่ ๆ ที่น่าจะมาเป็นตัวละครหลักในจักรวาลอีกมากมาย เพิ่มความงงของเนื้อเรื่องที่ถ้าใครไม่รู้จักหรือคุ้นเคยกับตัวละครเหล่านี้ ตัวละครบางตัวนั้นก็เหมือนมาเป็นตัวละครสนับสนุนให้เรื่องราวเดินไปข้างหน้าและเพิ่มความซับซ้อนเข้าไปซะเฉย ๆ แต่เรื่องการเฉลี่ยบทถือว่าทำได้ดีคือไม่รู้สึกว่าน้อยไป คุณอาจจะได้รู้จักตัวละครในเรื่องและเห็นการเติบโตและเปลี่ยนแปลงสู่การเป็นฮีโร่ แต่คุณจะไม่เข้าใจประสบการณ์และอิมแพ็คที่ตัวละครประสบพบเจอ ถ้าคุณไม่ได้ตามจักรวาลมาก่อนหน้า ซึ่งถ้าอยากเข้าใจมากขึ้น ก็ต้องไปหาหนังในจักรวาลที่มีตัวละครเหล่านี้ปรากฏอยู่ ได้แก่ Captain America: The First Avenger, Avengers, Captain America: The Winter Soldier, Avengers: Age of Ultron, Captain America: Civil War, Avengers: Infinity Wars, Avengers: Endgame 

แต่ถึงผมจะอยากแนะนำให้คนที่อยากดูเรื่องนี้หรือดูแล้วไม่เข้าใจไปตามดูหนังที่กล่าวเบื้องต้น แต่ถ้าใครที่คิดจะดูเรื่องนี้ ก็สามารถดูได้เลยเหมือนกัน แต่อย่างที่บอกซีรีส์จะไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจเท่าคนที่ตามจักรวาลมานานน่าเสียดายที่แม้ว่าหนังจะเล่าเรื่องได้เข้าใจง่าย แต่ประเด็นของเรื่องไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็กล้าเล่นดี ทั้งประเด็นของการทำงานเพื่อประเทศชาติท่ามกลางสายตาของคนทั่วโลก ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างทำเพื่อพวกพ้องแม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยคนตายก็พร้อมทำเพื่อความสบายใจของตัวเอง ชีวิตของผู้คนที่พยายามดิ้นรนหลังผ่านพ้นความสูญเสีย จิตวิทยาในการปั่นป่วนและก่อกวนศัตรูได้โดยไม่ต้องใช้กำลัง การเปิดรับความแตกต่างของคนบนโลก ไม่ว่าจะเป็นสีผิว ชนชาติ หรือฐานะ แม้ว่าจะเป็นประเด็นเก่าที่เคยเล่ามานักต่อนักแล้วใน MCU ยกเว้นที่พิเศษหน่อยคือเรื่องความสัมพันธ์และมิตรภาพของแซมและบักกี้ที่อาจจะไม่ได้เน้นมากเท่าที่ควร เพราะหมดไปกับมุกตลกจิกกัดที่ต่างฝ่ายต่างสรรหาเพื่อมาข่มกัน แต่ก็ทำให้ทั้งคู่ได้ค้นพบหนทางที่จะสามารถสนิทใจและเชื่อกัน ปริศนาและปมของเรื่องที่แอบแฝงก็จะชวนให้ว้าวเล็ก ๆ แต่มันดันมาช่วงท้ายก็เลยทิ้งเป็นปมให้ติดตามต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งขอเดาเลยว่าปมของผู้บงการในเรื่องนั้นถือเป็นการกล้าเล่นกับตัวละครที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในเรื่องด้วย เช่นเดียวกับปมของตัวละครที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวและอดีตของตัวเองที่เคยทำเรื่องเลวร้ายกับคนบริสุทธ์ คิดว่าตัวเองไม่ดีพอจะเป็นฮีโร่ จนยอมละทิ้งอุดมการณ์ตัวเอง แต่สุดท้ายเมื่ออยู่ในภาวะคับขัน มันก่อได้สร้างวีรบุรุษคนใหม่ แบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน

ตัวละครแต่ละตัวก็ล้วนมีเหตุผลชัดเจนมากว่าทำไปเพื่ออะไรแม้ว่าการกระทำมันจะค่อนข้างสวนทางกับความถูกค้องก็ตาม แซม วิลสัน เขาก็เป็นแค่ทหารคนนึงที่ชีวิตพลิกผันหลังจาก สตีฟ โรเจอร์ กัปตันอเมริกาพาเขาเข้าสู่วงการปราบปรามผู้ร้าย ก่อนที่จะโดนทำร้ายจนหายไปถึง 5 ปี และผู้คนรอบตัวเขาก็ล้วนต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานและเขาก็หวาดกลัวที่จะรับชื่อกัปตันอเมริกาคนต่อไปจากเพื่อนสนิทคนนี้ จนทำให้เกิดความขัดแย้งกับบักกี้ที่ต้องพยายามดิ้นรนใช้ชีวิตท่ามกลางความเจ็บปวดที่เกิดจากการกระทำของเขาในอดีต เมื่อญาติของคนที่เขาเคยปลิดชีวิตเข้ามาอยู่รอบตัวและนั่นทำให้เขาเลือกที่จะยอมรับและปล่อยวางจากความเจ็บปวดเพื่อกลายเป็นฮีโร่ที่คนจะไม่มีวันหวาดกลัวเขาอีกต่อไป จอหน์ วอล์คเกอร์ จากทหารหนุ่มที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ปราบปรามผู้ร้ายจนได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจให้เป็นกัปตันอเมริกาคนใหม่ ทำให้เขาเกิดข้อขัดแย้งกับคู่หูแซมบักกี้ถึงวิธีการหรือแม้แต่ความกลัวว่าตัวเองจะเป็นกัปตันอเมริกาที่ดีไม่ได้จนผลักให้เขาเข้าสู่ด้านมืด ซึ่งตัวละครนี้จะทำให้คุณรู้สึกหมั่นไส้จนถึงขั้นเกลียด และกลับมาชอบได้ในตอนท้ายแน่นอน เรียกได้ว่ามีมิติที่สุดแล้วในเรื่อง เด็กสาวผู้ต้องพยายามดิ้นรนจากการที่โลกกลับมาอยู่ในสภาพปกติจนส่งผลต่อชีวิตของคุณภาพประชากรที่ได้รับอย่างไม่เท่าเทียม เธอสูญเสียทุกอย่างจนกระทั่งเธอได้ครอบครองพลังเหนือมนุษย์ และเธอมีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ด้วยวิธีการของตัวเอง แต่ไม่รู้เลยว่าเธอกำลังจะถลำตัวเข้าสู่หายนะ ชารอน คาร์เตอร์ หลังจากที่ต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนเพราะความผิดพลาดเธอกลับมาเพื่อเปิดโปงความจริงของแผนการร้ายที่เกี่ยวข้องกับโลก บารอน ซีโมที่แม้บทจะน้อยแต่ก็มีพัฒนาการว่าเขานั้นไม่ได้เป็นแบบเมื่อก่อนที่เคยอยากทำลายอเวนเจอร์ส เพราะความสูญเสียในอดีต นอกจากนี้ตัวละครอื่น ๆ ก็คอยมาสร้างสีสันและความเข้มข้นให้กับเนื้อเรื่องทั้งหกตอนนี้ เป็นทั้งครอบครัว มิตรสหาย ศัตรูให้เราได้ลุ้นว่าจะเกิดความโกลาหลอย่างไร

การแสดงคงต้องยกให้แอนโธนี่ แม็คคี่ กับ เซบาสเตียน สแตน สองคนนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัวของซีรีส์เรื่องนี้ที่แม้ต่างฝ่ายจะมีเส้นเรื่องเป็นของตัวเอง แต่เวลาที่อยู่ด้วยกันมันสนุกและดึงดูด ด้วยมุกแซะจิกกัดที่มีให้กันตั้งแต่เริ่มเรื่อง หรือฉากเวลาที่ทั้งคู่ฟาดฟันศัตรูไปด้วยกัน มุมดราม่าที่ต่างฝ่ายต่างเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาจนสุดท้ายพวกเขาก็ได้กลายเป็นสหายที่แท้จริง โดยส่วนตัวไม่มีใครเด่นไปกว่าใครเลย มันเป็นการโชว์ให้เห็นการแสดงที่ดีอยู่แล้วของทั้งคู่ แต่อยู่ในรูปแบบของมินิซีรีส์ซึ่งส่งผ่านมาถึงคนดูได้ แต่ที่ขโมยจอที่สุดกลับเป็น บทของจอห์น วอล์คเกอร์ ที่แสดงโดย ไวแอ็ตต์ รัสเซล ผู้เคยมาแคสเป็นสตีฟ โรเจอร์กับมาร์เวลแต่ไม่ผ่านแคสติ้ง จนได้มาเป็นกัปตันอเมริกาคนใหม่ ชีวิตของเขาในตอนแรกจะเหมือนเป็นพวกขี้โอ่ มั่นใจในตัวเอง เชื่อมั่นว่าตัวเองนั้นเป็นกัปตันอเมริกาได้เพราะพลังวิเศษ ซึ่งเขาแสดงออกมาได้อย่างน่าหมั่นไส้มาก ๆ จนกระทั่งผ่านสามตอนแรก เขาจะค่อย ๆ โชว์ให้เห็นมุมเกรี้ยวกราดที่ถึงเลือดถึงเนื้อ และความร้ายระดับที่ว่าน่ากลัวพอ ๆ กับตัวร้ายในเรื่อง การแสดงดราม่าของเขาก็ถือว่าสะกดให้ติดจอไม่แพ้กัน ส่วนเอริน เคลลีแมน ในบท คาลี่ หญิงสาวที่มุ่งมั่น แน่วแน่ และพร้อมทำทุกอย่าง เธอได้แสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดทางสีหน้าและน้ำเสียง ทุกฉากที่ปรากฏจะทำให้เรารู้สึกได้ถึงชีวิตที่แสนอาภัพของเธอ และความร้ายกาจที่เด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งสามารถทำได้และมันแทบจะดีเลย แต่คุณไม่รักตัวละครนี้แน่นอน  เพราะเธอร้ายมาก ๆ เอมิลี่ แวนแคมป์ ในบทชารอน คาร์เตอร์ อาจไม่ได้มีอะไรมาโชว์ แต่เรื่องการคุมคาร์แร็คเตอร์ชารอน หลังจากที่ไม่ได้กลับมาตั้งแต่ Captain America: Civil Warก็ยังทำได้ดี แถมยังมีมุมที่คาดไม่ถึงให้เห็นอีกด้วย ส่วนดาเนียล บรูห์ล คนนี้ไม่ต้องพูดถึงความสุขุม เยือกเย็นยังทำได้ดี แต่เราจะได้เห็นมิติของตัวละครซีโมมากกว่าในหนังเรื่องก่อน ๆ แน่นอน และมันก็ขโมยซีนได้เหมือนกันโดยเฉพาะฉากเต้นในผับแบบได้อารมณ์สุด ๆ แอโดเพโร โอดูเย มาเป็นตัวผ่อนปรนความเข้มข้นในบทของ ซาร่าห์ น้องสาวของแซม ผู้พยายามประคับประคองธุรกิจประมงของตัวเองพร้อมครอบครัวหลังพลัดพรากกับพี่ชาย เธอก็ทำหน้าที่และมีเคมีพี่น้องกับแซมเช่นกัน ในด้านงานกำกับภาพก็ถือว่าทำได้ดีมาตรฐาน แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรแปลกไปกว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น ๆ เช่นเดียวกับดนตรีที่ค่อนข้างธรรมดาไปนิด มุมกล้องก็สไตล์ภาพยนตร์มาร์เวลเลย ส่วนงานซีจีไม่ค่อยมีอะไรมากเพราะเน้นต่อยตีกันแบบดิบ ๆ ระเบิดตูมตามมากกว่า

 

สรุป The Falcon and the Winter Soldier

เป็นซีรีส์ที่ถ้าใครชอบกัปตันอเมริกาน่าจะชอบกันเพราะมันต่อยอดออกมาได้ดี แต่ในแง่ของการเป็นซีรีส์แอ็คชั่นซูเปอร์ฮีโร่ถือว่าธรรมดาไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ อยู่ในมาตรฐานพอดูได้ แม้ว่าตัวละครและการแสดงจะดีและมีเคมีต่อกันมาก ๆ ทั้งตัวละครหลักและตัวละครรอง มีมุกตลกมาคอยแทรกสไตล์แนวคู่หู หรือประเด็นเก่าเล่าใหม่ในเรื่องเข้มข้นได้อารมณ์ถึงความหม่นหมองกว่าซีรีส์มาเวลทั่วไป แต่ด้วยจังหวะการเล่าเรื่องที่ไม่สม่ำเสมอ อืดบ้าง เร็วเกินไปบ้าง บวกกับตัวละครที่เยอะเกินที่จะจดจำทำให้การปูตัวละครไปสู่จุดไคลแม็กซ์ของเรื่องมีปัญหา ถึงจะมีตัวละครหลักไม่ถึงสิบคน แต่ตัวละครเหล่านี้ล้วนถูกปูมาก่อนหน้าแล้วในจักรวาล MCU มันเลยทำให้มันเป็นซีรีส์ที่ถ้าใครคิดจะดูก็คงต้องไปหาหนังในจักรวาลมาดูก่อนหน้าเพื่อทำความเข้าใจจริง ๆ มันเป็นซีรีส์ที่มีไว้สำหรับคนที่ชอบตัวละครจริง ๆ ถ้าไม่ชอบคุณก็จะเฉย ๆ ไม่เข้าใจไปเลย มันขายความเท่และตัวละครแซมกับบักกี้ และโปรดักชั่นทั้งดนตรีและความเป็นภาพยนตร์ก็ธรรมดาตามสไตล์หนังมาร์เวล โชคดีที่ซีรีส์จบได้ครบถ้วนสมบูรณ์และปิดฉากการเดินทางของตัวละครเพื่อไปสู่สิ่งที่หนักหน่วงกว่าในอนาคต ถ้าคุณเป็นคนที่อยากดูอะไรผ่าน ๆ ฆ่าเวลาในดิสนีย์พลัส เรื่องนี้ข้ามไปเลยจะดีกว่านะครับ

ฉายแล้ววันนี้ทางสตรีมมิ่ง Disney+Hotstar  

ราคาปีละ 799 บาท สำหรับลูกค้าทั่วไป แต่เฉพาะลูกค้า AIS สมัครแพ็กเกจ Disney+ Hotstar เพียง 49 บาท/เดือน (จาก 99 บาท) หรือ ราคาปีละ 499 บาท

  • ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงเกม รีวิวภาพยนตร์ ซีรีส์ และ อนิเมะ ได้ ที่นี่
  • ติดตามผลงานของผม Thousand Mar ได้ ที่นี่

 

 

The Devil’s Hour ช่วงเวลาปีศาจ ตี 3.33 นาที ที่เต็มไปด้วยเรื่องเซอร์ไพรส์เกินคาด!